อย่างไรก็ตาม เมืองพะเยาจากอดีตถึงปัจจุบัน เราต้องร่วมมือกันในการขับเคลื่อนต่อไป อย่างไรก็ดีอนาคตเมืองพะเยาจะเป็นอย่างไร? นอกจากจะฝากผู้ใหญ่ที่กำลังทำงานเพื่อเมืองพะเยาอยู่นี้ต้องคิดให้มาก คิดให้ไว คิดให้ไกล เพื่อเด็กและเยาวชนของเราในอนาคตจะได้นำพาอุดมการณ์ของคนรุ่นนี้ไปให้ถึงเป้าหมายในอนาคตต่อไป

     เมื่อหลายวันก่อน (๔ สิงหา ๕๔) ทางจังหวัดนัดประชุม คุยกันเรื่องการเตรียมงานฉลองพะเยาครบรอบ ๓๕ ปี ในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ โดยใช้ชื่องานว่า "ปอยฮอมผญาก้าวสู่ ๙๑๙ ปีคนพะเยา" (ที่จริงเป็นการทำงานล่วงหน้า ๔ ปีเพราะการครบ ๙๑๙ ก็คือปี ๒๕๕๘)โดยจะจัดขึ้นใน ๒ วันคือระหว่างวันที่ ๒๗-๒๘ สิงหาคมที่จะถึงนี้

 

     งานนี้ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นายกาจพล เอิบสุขสิริ เป็นประธานในการประชุมและได้แจ้งวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ

     ๑.เพื่อสร้างให้เกิดการเรียนรู้ประสบการณ์และตัวอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหาจังหวัดพะเยาระหว่างกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นภาคประชาสังคม

     ๒.เพื่อสร้างความตื่นตัวและผนึกกำลังร่วมกันระหว่างองค์กรต่าง ๆ ทุกภาคส่วน ให้เห็นความสำคัญของการรวมพลังคนพะเยาสู่การจัดการตนเอง

     ๓.เพื่อแสวงหาแนวทางและความร่วมมือ จากภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในการร่วมกันพัฒนานโยบายสาธารณะการพัฒนาจังหวัดพะเยาแบบมีส่วนร่วม

 

     ส่วนกำหนดการนั้นในที่ประชุมได้วางเอาไว้คร่าว ๆ ดังนี้

 

วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๔

     คณะทำงานได้เสนอร่างโดยใช้ชื่องานนี้ว่า "พิธีกรรมแห่งปัญญา" โดยมีเป้าหมายหลักประกอบด้วย ๑)การกระจายอำนาจการจัดการตนเอง  ๒)การจัดสรรทรัพยกรที่เป็นธรรม   ดังนั้น จึงได้แยกแยะภาระงานจากเป้าหมายดังกล่าวออกเป็น ๔ ส่วน ดังนี้

     ส่วนที่ ๑ ให้ชื่อว่า "เปิดงานปอยฮอมผญา"

      ประเด็นนี้ต้องการสร้างพลังด้านจิตวิญญาณเพื่อให้มีใจฮึกเฮิมและให้เกิดความเห็นถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์พะเยา โดยการนิมนต์หลวงปู่ใหญ่วัดศรีโคมคำเป็นผู้กล่าวเปิดงานและให้ข้อคิด หลังจากนั้นจะมีการตีกลองสะบัดไชยพร้อมกับการแสดงกิจกรรมอื่น ๆ ให้เห็นถึงพลังของคนพะเยา

 

     ส่วนที่ ๒ ให้ชื่อว่า "เปิดห้องแห่งการเรียนรู้คนพะเยา"

           ประเด็นนี้ เป็นการเปิดห้องสัมมนาย่อย ๔ ห้องหลัก ประกอบด้วย ห้องที่หนึ่ง ห้องประชาธิปไตยชุมชนสู่ท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยต้องการให้สภาองค์กรชุมชนต่าง ๆ มานำเสนอ  ห้องที่สอง ห้องเกษตรปลอดภัยจะไปอย่างไรกับ R3A โดยมีวัตถุประสงค์จะให้ภาคธุรกิจได้ร่วมมือกับภาคเกษตรในการพัฒนาเกษตรปลอดภัยของพะเยา  ห้องที่สาม ห้องเรียนรู้สู่การจัดการสุขภาวะคนพะเยา โดยต้องการให้เห็นถึงคุณภาพชีวิต-ครอบครัว สวัสดิการชุมชนสู่ความยั่งยืนและสุขภาพชุมชน ห้องสุดท้ายคือห้องเหลียวหลังแลหน้ากว๊านพะเยา เป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์พะเยา-กว๊านพะเยา-หลักสูตรท้องถิ่นตลอดจนถึงนิเวศน์วัฒนธรรมลุ่มน้ำอิง

     ในส่วนที่สองนี้ ผู้เขียนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ดังนี้

     ห้องเรียนที่ ๑ ห้องประชาธิปไตยชุมชนสู่ท้องถิ่นจัดการตนเอง ผู้เขียนเห็นว่าชาวบ้านฟังดูแล้วเหมือนจะเข้าใจ แต่คำว่าประชาธิปไตยดูแล้วเหมือนไกลตัวเหลือเกิน จึงเสนอให้ใช้คำว่า "ห้องอำนาจเป็นของประชาชน" ซึ่งดูแล้วมันกินใจมากกว่า แต่รองผู้ว่ากาจพล เอิบสุขสิริ พูดว่ามันตรงและแรงไปท่าน กลัวว่าจะไปกระทบส่วนอื่น ๆ จึงขอให้คงชื่อไว้ตามเดิม

     ห้องเรียนที่ ๒ ห้องเกษตรปลอดภัยจะไปอย่างไรกับ R3A ประเด็นนี้ผู้เขียนเสนอว่าการที่ให้ภาคเกษตรกับภาคธุรกิจหาความร่วมมือนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะผลิตต้องมีตลาดรองรับ แต่ขอให้เพิ่มช่องทางอีกช่องหนึ่งคือการให้กลุ่มผู้บริโภคได้พบกับผู้ผลิตทางการเกษตร ซึ่งแนวทางนี้รายการกบนอกกะลาได้ทำสำเร็จมาแล้ว โดยกลุ่มผู้บริโภครวมกลุ่มกันไปทำข้อผูกพันกับกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ คือผู้บริโภคก็รับประกันในการรับชื้อและเดินทางไปดูวิธีการผลิต ไปร่วมดำนาตลอดจนถึงขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ถึงวิธีการความลำบากของกลุ่มผู้ผลิต

     ส่วนผู้ผลิตเอง ก็ได้รับประกันว่าจะผลิตในสิ่งที่ดี ๆ ให้ โดยไม่ใช้สารเคมี ระบบนี้เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายขึ้น เกษตรกรเองก็ผลิตข้าวหรือพืชผัก เหมือนกับปลูกไว้ให้ครอบครัวกินเอง ซึ่งทำให้เห็นว่าไม่ใช่แค่การค้าขาย แต่เป็นการให้ด้วยไมตรี เมตตา กรุณาต่อกัน

     ห้องเรียนที่ ๓ ห้องเรียนรู้สู่การจัดการสุขภาวะคนพะเยา ประเด็นนี้ผู้เขียนได้เสนอว่า หากมองแค่สวัสดิการชุมชนสู่ความยั่งยืนด้วยแนวคิด 1:1:1 นั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่อยากจะเสริมตรงจุดที่ว่า มองทุนที่ "จิตสาธารณะ" ด้วย ซึ่งก่อนนี้เราอาจจะมองว่าทรัพยากรธรรมชาติคือทุนหลัก ต่อมาคือเงิน ยิ่งยุคปัจจุบันรัฐมีนโยบายแบบประชานิยม มักมองเงินคือสิ่งที่สามารถแก้ปัญหาได้แบบองค์รวม แต่ถ้าเรากระตุ้นให้สังคมคนพะเยา ได้สร้างจิตสาธารณะชุมชนขึ้นได้มากเท่าใด ชุมชนนั้นก็จะมีสุขภาวะและยั่งยืนตามไปด้วยอย่างเท่าทวีคูณ

     ห้องเรียนที่ ๔ เหลียวหลังแลหน้ากว๊านพะเยา ประเด็นนี้ผู้เขียนได้เสนอให้เปลี่ยนลำดับห้องใหม่ เนื่องจากปัญหาในที่ประชุมมองว่าการจัดห้องเรียนทั้ง ๔ ห้องนี้ต้องดูความสอดคล้องและร้อยเรียง เชื่อมโยงกันด้วย ดังนั้นผู้เขียนจึงเสนอแนวคิดเรื่อง พละ ๕ มา ดังนี้

     ห้องที่ ๔ เป็นห้องที่ ๑ เป็นห้องเหลียวหังแลหน้ากว๊านพะเยา เนื่องจากเราต้องสร้างความภาคภูมิใจให้คนพะเยาได้สำนึกรัก ศรัทธา มีความเชื่อมั่นในถิ่นกำเนิดของตนเองก่อนว่ามีประวัติศาสตร์ความเป็นมาและมีความสำคัญอย่างไรบ้าง? ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ห้องพลังแห่งศรัทธา"

     ห้องที่ ๑ เป็นห้องที่ ๒ เป็นห้องประชาธิปไตยชุมชนสู่ท้องถิ่นจัดการตนเอง เนื่องจากเป็นประเด็นเรื่องการกระจายอำนาจและรูปแบบสภาองค์กรชุมชน ควรเป็นห้องที่กระตุ้นเตือนให้คนในท้องถิ่นอยากจะจัดการตนเอง มีความกระตือรือร้นที่อยากจะเห็นสังคมชุมชนของตนเองมีความก้าวหน้าและยั่งยืน ดังนั้นจึงมีความขวนขวายเพื่อร่วมมือกันพัฒนาท้องถิ่น หรือเรียกว่า "ห้องพลังแห่งความเพียรพยายาม"

     ห้องที่ ๒ เป็นห้องที่ ๓ เป็นห้องเกษตรปลอดภัยจะไปอย่างไรกับ R3A ห้องนี้การคิดแต่ค้าขายโดยไม่ได้มองดูศักยภาพของตนเองนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ดังนั้น ห้องนี้ต้องปลูกฝังเรื่องจิตสำนึกให้ตระหนักถึงผลได้ผลเสียที่กำลังจะเกิดขึ้น เนื่องจาก R3A เป็นถนนจากจีนตอนใต้ ผ่านลาวเข้าสู่ไทยทางจังหวัดเชียงราย ดังนั้น คนพื้นที่ต้องตั้งสติให้ดี จังหวัด อำเภอ เทศบาล ตำบล หมู่บ้าน ชุมชนต่าง ๆ ในจังหวัดพะเยา เคยทำ SWOT หรือไม่? ถ้าไม่เคยทำก็หมายความว่า เรานอนรอความตายและอันตรายที่จะมาถึง ดังนั้นชุมชนต้องมีข้อมูลอยู่ในมือ ต้องรู้จุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหาอุปสรรค์และโอกาสของตนเองให้ได้ จึงอยากจะให้ห้องนี้เป็น "ห้องแห่งสติและสมาธิ" เพื่อสำรวจตนเองก่อนแล้วจึงทะยานไปข้างหน้า

     ห้องที่ ๓ เป็นห้องที่ ๔ เป็นห้องเรียนรู้สู่การจัดการสุขภาวะคนพะเยา ห้องนี้ต้องชี้ให้เห็นว่าที่ไล่มาตั้งแต่ห้องที่ ๑ ๒ ๓ มาจนถึงห้องที่ ๔ นี้นั้น  สุดท้ายก็คือต้องการให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้มีสวัสดิภาพที่ดีอย่างยั่งยืน "เป็นห้องแห่งปัญญา" อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อใครอื่นแต่เพื่อการจัดการตนเอง ตามนัยแห่งภาษิตที่ว่า อตฺตาหิ  อตฺตโน  นาโถ  ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

     ประเด็นที่ผู้เขียนเสนอมา ที่ประชุมเห็นชอบด้วยทั้งหมด มีแต่ห้องที่ว่าประชาธิปไตยชุมชนสู่ท้องถิ่นจัดการตนเองเท่านั้น ที่ท่านรองผู้ว่าขอให้คงไว้ เนื่องจากคำว่า "อำนาจเป็นของประชาชน" มันแรงเกินไป

 

     ส่วนที่ ๓ ให้เชื่อว่า "เปิดลานผญาปัญญาคนพะเยา"

          ส่วนนี้เห็นมีการพูดคุยกันว่าให้มีรูปแบบคล้ายตลาดนัดโชว์เรื่องดี ๆ ที่เกิดจากการทำงานในพื้นที่ของคนพะเยา โดยจัดเป็นนิทรรศการที่มีชีวิต พร้อมการแสดงที่น่าสนใจจากพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ตำบลแม่สุก-เรื่องชุมชนจัดการสุขภาวะ,  ตำบลขุนควร-เรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรของชุมชน,  เรือนจำจังหวัดพะเยา-ธรรมาภิบาลภาครัฐ คุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง, พื้นที่ ๑๐ ตำบลของ พมจ.-ครอบครัวเข้มแข็งสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น, ดอกคำใต้โมเดล, งานคุ้มครองผู้บริโภคเครือข่ายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพะเยา, พื้นที่ตัวอย่างเรื่องสวัสดิการชุมชนสู่ความยั่งยืนของอาจารย์มุกดา อินต๊ะสาร, พื้นที่การแสดงที่สร้างสรรค์ของกลุ่มเยาวชนจังหวัดพะเยา เป็นต้น

     ส่วนที่ ๔ ให้ชื่อว่า "ลานเสวนา คนพะเยากำหนดอนาคตเมืองพะเยา"

          เป็นการนำเสนอข้อสรุปที่สำคัญจากห้องการเรียนรู้ทั้ง ๔ ห้องดังที่เสนอไปแล้ว ต่อจากนั้นเป็นการเชิญผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองพะเยาร่วมให้ความเห็นต่อการพัฒนาจังหวัดพะเยาในอีก ๑๐ ข้างหน้า และเปิดอภิปรายความเห็นต่าง ๆ สุดท้ายเป็นข้อสรุปเพื่อประกาศเป็นมติ "คนพะเยากำหนดอนาคตเมืองพะเยา" เพื่อนำไปสู่การเป็นข้อตกลงร่วมกันของทุกภาคส่วนที่จะใช้เป็นแนวทางการพัฒนาจังหวัดต่อไป

     ในงานวันนี้ ผู้เขียนได้เตรียมของที่ระลึกไว้ ๓ อย่างคือ ๑)หนังสือผญาแห่งเมืองพะเยา ๒)วารสารแสงโคมคำ ๓)สมุดฉีก ไว้แจกด้วย

 

วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ ใช้ชื่องานว่า "พิธีกรรมแห่งจิตใจ"

 

     มีกิจกรรมคือการทำบุญจังหวัดพะเยา ๔ มุมเมือง โดยจัดกิจกรรมสืบชาตาให้เมืองพะเยารวม ๖ จุด คือประตูเมืองพะเยา ๕ ประตู เช่น ประตูชัย ประตูปราสาท ประตูปู่ยี่ ประตูกลอง ประตูเหล็ก เป็นต้น พร้อมกับอีก ๑ ศาลหลักเมืองที่สนามเวียงแก้ว

     นอกจากนั้นให้นักเรียโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองพะเยาที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะมีความสำคัญต่อการพัฒนาจังหวัดพะเยาต่อไปในอนาคตได้มาร่วมกิจกรรมดี ๆ โดยมีพิธีหลัก ๆ คือ กิ๋นอ้อผญา  สืบชาตาบายศรีสู่ขวัญ คนเฒ่าสอนหลานเล่าขานประวัติเมืองพะเยา ค่าว ซอ ฯลฯ

 

     อย่างไรก็ตาม เมืองพะเยาจากอดีตถึงปัจจุบัน เราต้องร่วมมือกันในการขับเคลื่อนต่อไป อย่างไรก็ดีอนาคตเมืองพะเยาจะเป็นอย่างไร? นอกจากจะฝากผู้ใหญ่ที่กำลังทำงานเพื่อเมืองพะเยาอยู่นี้ต้องคิดให้มาก คิดให้ไว คิดให้ไกล เพื่อเด็กและเยาวชนของเราในอนาคตจะได้นำพาอุดมการณ์ของคนรุ่นนี้ไปให้ถึงเป้าหมายในอนาคตต่อไป