ความสวยหรูของเมืองหลวงในจินตนาการ หลายคนจึงอยากเดินเข้ามาขุดทอง ยอมละทิ้งบ้านเก่าเมืองเกิด เพื่อเมืองหลวงในจินตนาการนั้น
ดวงตาคู่นี้
หัวค่ำวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ผมอาศัยรถของเพื่อนร่วมงานไปลงที่นวนคร เพื่อซื้อกุญแจคล้องประตู เพื่อชะลอหากจะมีโจรเข้าไปหยิบฉวยเอาของในห้อง เห็นกุญแจจำนวนหนึ่งที่แผงทำกุญแจ จึงดูราคา ตัวเล็กนิดเดียวเกือบห้าร้อยบาท จึงเดินผ่านไป มุ่งหน้าสู่โลตัส พยายามเลือกกุญแจที่คิดว่าซื้อแล้วใช้นานที่สุด ซึ่งเชื่อถืออยู่สองยี่ห้อ ไปสะดุดกับกุญแจที่เพิ่งดูราคามาจากแผงลอย ดูเหมือนราคาข้างนอกจะน้อยกว่า จึงเปลี่ยนใจเดินออกจากโลตัส ไปยืนที่แผงกุญแจ เจ้าของร้านออกมา ผมจึงถามราคา และเื่มื่อทราบแล้วบทต่อไปของผู้ซื้อแบบไทยคือ ลดได้ไหม หรือ ลดได้เท่าไร แต่ผมถามเขาด้วยประโยคว่า หากผมซื้อจริงจะลดให้ผมเท่าไร เมื่อทราบแล้ว ผมอิดเอื้อนเล็กน้อย แต่เอะใจจึงถามไปว่า มีกุญแจที่คุณภาพเดียวกันกับกุญแจที่ผมถามนี้หรือไม่ ชายเจ้าของร้านซึ่งคือคนทำกุญแจ บอกว่า มี พร้อมกับยกกุญแจยี่ห้อหนึ่งให้ดูและบอกว่า ทำโรงงานเดียวกัน เพียงแต่ยี่ห้อหนึ่งโฆษณาทางทีวี ส่วนอีกยี่ห้อไม่โฆษณาเท่านั้น ซึ่งมีราคาครึ่งเดียว ผมมองดูเป็นเมดอินไทยแลนด์เหมือนกัน ต่างจากบางยี่ห้อเป็นเมดอินไชน่า ชายผู้ทำกุญแจบอกว่า หากจะเลือกซื้อกุญแจขอให้ซื้อแบบไทยแลนด์ดีกว่า และเหตุผลจำนวนหนึ่ง ผมจึงเลือกกุญแจแบบเมดอินไทยแลนด์ที่ไม่โฆษณาทางทีวีนั้น หวนคิดในใจว่า อันที่จริงเขาน่าจะแนะนำให้ผมซื้อของแพงมากกว่านะ แต่ทำไมให้ผมซื้อของถูกกว่าแต่คุณภาพทัดเทียมกัน แน่นอนว่า ดวงตาคู่นี้ของผมไม่อาจทราบได้ว่าคุณภาพทัดเทียมกันจริงหรือไม่ แต่ใจหนึ่งบอกว่า เชื่อเขาไปเถอะ เขาเป็นผู้ทำกุญแจ ต้องเชี่ยวชาญกว่าเราแน่นอน ดวงตาคู่นี้อาจมองไ้ด้ไม่ไกล แต่ดวงตาของคนที่เราคุยด้วยนั้นน่าจะซื่อสัตย์ในอาชีพอยู่ เมื่อจ่ายเงินเสร็จสรรพ จึงเดินไปร้านขายข้าวแพงลอยริมฟุตบาต ยามค่ำอย่างนี้ มีคนทำงานที่เข้ามาแสวงหาความรอดในเมืองหลวงนั่งกินกันเยอะ ผมสั่งกระเพราหมูสับ ลืมบอกไปว่าไม่เอาน้ำมันหอย แต่เมื่อทำมาแล้วก็ต้องกิน จ้วงข้าวใส่ปากได้สองสามคำ เด็กน้อยคนหนึ่งอายุร่าว ๑๒ ปีเดินมาข้างๆ "ขอตังค์ครับ" ผมได้ยินเช่นนั้นจึงเงยหน้าขึ้นไปมอง วางช้อนลง ทำท่าจะหยิบเงินในกระเป๋ากางเกง แต่เอ๊ะใจ จึงถามไปว่า "เอาตังค์ไปทำอะไร" "เอาไปให้แม่ครับ" "แม่เอาไปทำอะไร" "เอาไปซื้อข้าวครับ" "ถ้าอย่างนั้น เอาข้าวดีกว่าไหม กินข้าวหรือยัง" "ได้ครับ ยังไม่ได้กินข้าว" ผมจึงบอกเจ้าของแผงโดยสั่งข้าวขาหมู ๑ กล่อง ระหว่างที่รอ ผมถามเขาว่า เรียนหนังสือหรือไม่ "ไม่ได้เรียนครับ" "ทำไมไม่เรียนล่ะ" "เป็นคนเขมรครับ" ผมนิ่งชั่วครู่ ในใจคิดว่า ถ้าเป็นคนเขมรแล้วไม่ต้องเรียนหนังสือหรือ หรือว่า ถ้าเป็นคนเขมรแล้วเรียนหนังสือไม่ได้หรือ หรือว่า คนเขมรไม่ใช่คนหรือ ฯลฯ ใจหนึ่งคิดว่า ทำไมพูดไทยชัดจริงๆ แต่ไม่ได้คิดอะไร เพราะดวงตาคู่นั้น และวัยแบบนั้น เขาน่าจะมีอนาคตแบบใด พักหนึ่งอาหารกล่องเสร็จ ผมจึงไปหยิบมาให้เด็กน้อย เขารับพร้อมกับประนมมือไหว้ แล้วเดินจากไป ให้นึุกเพลงที่สายัณห์ร้องซึ่งขึ้นต้นว่า "โลกหนอ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้..."
ดวงตาคู่นั้น
วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ ผมออกจากที่พักด้วยรถจักรยานยนต์รับจ้างไป มรภ. เมื่อทำภารกิจบางประการ จึงเดินออกจากมรภ.ขึ้นรถตู้ไปลงที่ รพ.ธรรมศาสตร์รังสิต นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างไปที่รถตู้ ธรรมศาสตร์รังสิต-ท่าพระจันทร์ (ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์) จ่ายค่ารถตู้ ๔๐ บาท ไม่นานจึงเดินทางถึงธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เที่ยงกว่าๆ จึงเข้าไปกินบะหมี่น้ำต้มยำทางตึกเศรษฐศาสตร์ เดินออกไปประตูท่าพระจันทร์ เลี้ยวเข้าวัดมหาธาตุ ขึ้นไปตึกบัณฑิตวิทยาลัย พบพระอาจารย์ แต่ท่านไม่ว่าง จึงรอจนกว่าสี่โมงเย็น เพื่อขอคำปรึกษา หวนกลับมาทางเก่า ขึ้นรถตู้มาลงที่ธรรมศาสตร์รังสิตเกือบสองทุ่ม เดินเท้าออกไปทางประตูพหลโยธินหนึ่งกิโลกว่า (จากป้ายบอกทาง) ระหว่างเดินบนฟุตบาตออกมานั้น ดูครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่ ไม่มีคนเดินสวนทาง หากจะมีก็เพียงรถจักรยานยนต์ รถยนต์และรถจักรยานต์ เดินคิดไปว่า นี่หากเป็นผู้หญิงมาเดินอย่างนี้ คงไม่ปลอดภัย อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย แม้ผู้ชายเองก็อย่าเข้าใจว่าปลอดภัย ฟุตบาตที่มีหญ้าขึ้น บางแห่งบ่งบอกว่าไม่ได้รับการเหลียวดูแล้ว และเข้าใจได้ว่า ไม่ใช่ทางที่คนทั่วไปเขาเดินกัน ผมเดินสะพายโน๊ตบุ๊ค ๑๕ นิ้ว และหนังสือ ๗ เล่ม ออกมาจนถึงประตูพหลโยธิน จึงรอรถ เห็นสองแถวจอดรออยู่ที่ป้าย จึงเดินขึ้นไป สักครู่หนึ่งมีสองแถวอีกคันหนึ่งมาจอดรถรับคน ได้ยินเสียงเจ้าของรถที่ผมนั่งอยู่นั้นตะโกนว่า เฮ้ย ออกไป รับคนหน้าตาเฉยเลยนะ ออกไป ทำให้เข้าใจบางอย่าง ผมเห็นป้ายรถสองแถวคนนั้นเป็นป้ายดำ ผนวกกับตอนเช้าที่ผมเข้าไปดูคลิบเกี่ยวกับการคาดคั้นตำรวจจราจร (ห้องรัชดา พันทิพย์) เมื่อรถสองแถวคันนั้นออกไปแล้ว รถสองแถวที่ผมนั่งรออยู่พักหนึ่งให้คนขึ้น จากนั้นจึงออกจากป้าย เร่งความเร็วทั้งที่รถติดมากๆ และไปอยู่หน้ารถสองแถวคันที่ออกไปก่อน พร้อมกับเบรค ซึ่งคือน่าจะเป็นการสั่งสอนเกี่ยวกับการทับเส้นทางเดินรถกันแน่ๆ แต่คนในรถที่ผมนั่งอยู่คนหนึ่งกดกริ่งเพื่อลงป้ายหน้า รถคันนี้จึงจำเป็นต้องชะลอ ส่วนรถอีกคันหนึ่งจึงเร่งความเร็วแซงไป ณ ป้ายที่รถจอด มีเด็กชายคนหนึ่ง อายุน่าจะประมาณ ๑๔-๑๕-๑๖ ร่างผอม หน้าตาบ่งบอกความซื่อ และคาดเดาว่า นี่คืออีกคนหนึ่งที่เดินทางเข้ามาในเมืองหลวง อาจติดตามพี่ ติดตามญาติที่ตนรู้จักมาหาความเจริญในเมืองหลวง เขานั่งท้ายสุดของแถวริมใน ผมมองไปที่ดวงตาคู่นั้น ผมใจหายวาบ ดวงตาที่น่าสงสาร ความรู้สึกนี้น่าจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และอธิบายไม่ได้ ซึ่งแน่นอน ผมอาจคิดไปเอง แต่กิริยาการนั่งของเขามันบ่งบอก หน้าตาของเขาบ่งบอก โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นไม่มีภาพของความโลดเล่นในสังคมเมืองอยู่เลย แน่นอน ผมอาจมองแบบผิวเผิญ อย่างไรก็ตาม ภาพนั้นยังติดตาผมจนนาทีนี้ ความรู้สึกนั้นที่อธิบายไม่ถูก คงได้คำเดียวว่า รู้สึกอาทรเหลือกำลัง เมื่อเอาความรู้สึกไปเป็นตัวเขากับดวงตาหมองๆคู่นั้น
ผมตัดสินใจลงที่นวนคร เพราะเกรงว่า หากเดินทางต่อ สุขภาพจิตอาจย่ำแย่กับการขับรถของเจ้าของรถสองแถว จึงเดินไปซื้อน้ำดื่ม ยำแหนม ออกมารอรถสองแถวอีกคันหนึ่ง รถติดมาก คนเยอะ ซึ่งน่าจะคือหนุ่มสาวโรงงาน ผมลงที่หน้า มรภ.เพราะคิดจะใช้บริการรถจักรยานยนต์และรถหยุดให้คนลงพอดี แต่แล้วเมื่อลงแล้วคิดว่า น่าจะเดินดีกว่า จึงตัดสินใจเดินผ่านโรงเบียร์ เข้าซอย และถึงห้องพัก