ใคร ๆ ก็ช่วยอธิบายกันต่อได้นะคะ

นี่ล่ะค่ะคือสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกของการเขียน Blog นี้
"เก็บมาฝาก....จากสนามจันทร์"
หวังไว้ว่าจะเก็บความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เข้า Class เรียนระดับปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร มาถ่ายโอนความรู้ไว้ ณ ที่แ่ห่งนี้
แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เวลาที่มีอยู่วันละ 24 ชั่วโมง
ก็แทบจะไม่พอแล้ว.........
(อยากให้โลกหมุนช้าลงเป็น 48 ชั่วโมงต่อรอบ)

จนเมื่อถึงเวลาที่จะต้องสอบวัดคุณสมบัติ QE
จึงได้มีโอกาสเจาะสมอง ตักความรู้แบบเก็บเล็กประสมน้อย
มาปัดฝุ่นและเรียงร้อยเป็นเรื่องราวอย่างที่ต้องการจะเขียนตามความตั้งใจ

เริ่มที่เรื่อง.....

การออกแบบการวิจัย
ที่มีการกำหนด​กลุ่มทดลอง (Experimental Group)
และกลุ่มควบคุม (Control Group)
ให้ผลที่แตกต่างจากการวิจัยที่ม​ีกลุ่มทดลองเพียง "กลุ่มเดียว"
ในแง่ความตรงภายในของงานวิจัย
แล​ะสะท้อนเรื่องความตรงภายใน ส่วนไหน อยางไร

การออกแบบการวิจัยมีเป้าหมาย คือ

  1. ให้ได้คำตอบต่อปัญหาการวิจัยที่ถูกต้อง เที่ยงตรง
    หรือตอบคำถามได้ตรงตามคำถามการวิจัย
    หรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย
  2. เพื่อควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรในการวิจัย
    แบบของการวิจัยที่เหมาะสม คือการทำให้ความแปรปรวน
    เกิดอย่างมีระบบ  

หลักการออกแบบการวิจัย ตามหลักการ  The Max Min Con Principle

  1. ทำให้ความแปรปรวนจากตัวแปรหลักหรือตัวแปรทดลองมีค่ามากที่สุด
    คือการทำให้ความแปรปรวนของตัวแปรตามเป็นผลมากจากความแตกต่าง
    ของตัวแปรอิสระ (Maxminization of System Variance
    หรือ Maxminization of Experimental Variance)
  2. การทำให้ความแปรปรวนจากความคลาดเคลื่อนมีค่าต่ำที่สุด
    (Minimization of Error Variance) ซึ่งความคลาดเคลื่อน
    จะเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ ความคลาดเคลื่อนอย่างสุ่ม (Random Error)
    และความคลาดเคลื่อนจากเครื่องมือวัด (Measurement Error)
  3. การควบคุมความแปรปรวนจากตัวแปรแทรกซ้อน 
    (Control Extraneous Variance) คือการควบคุมตัวแปรภายนอก
    ที่ผู้วิจัยไม่ต้องการศึกษา ไม่ให้ส่งผลต่อตัวแปรตาม
    และพยายามทำให้ตัวแปรตามเกิดจากการกระทำของตัวแปรอิสระเท่านั้น

อ้างอิง : มาเรียม นิลพันธุ์. (2551). วิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ พิมพ์ครั้งที่ 3.นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.

 สัญญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนแบบวิจัย