บทสัมภาษณ์ นักเรียน
กีรติบุตร กาญจนเสถียร (เกีย)
ชื่อ - นามสกุล
กีรติบุตร กาญจนเสถียร (เกีย)
ใช้ชีวิตให้สบาย
เคล็ดลับการเรียนภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จ
จริงๆผมก็ไม่มีอ่า ง่ายๆคือ เราต้องใช้บ่อยๆ ถ้าอยากปรับเรื่องการอ่าน คำศัพท์ ต้องหมั่นอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ถ้าอยากเก่งพูด ต้องพูดตามฝรั่งเช่น ดูหนังพูดตามหนัง หรือคุยกับฝรั่งเลยถ้าเป็นไปได้ ถ้าอยากเก่งแกรมม่าต้องมีครูครับ ถึงจะเร็ว อ่านเองก็ได้ แต่เวลาสงสัยแล้วไม่รู้จะถามใคร เคล็บลับอีกอย่างคือ ต้องมีเป้าหมายครับ ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วเป้าหมายจะเป็นแรงผลักดันให้เราขยันขึ้น
ฝากถึงเพื่อนๆที่กำลังหาที่เรียนภาษาอังกฤษ(เชิญชวนให้มาเรียนที่ Language@Click)
ที่ Language@Click นี่ มีหลักสูตรให้เลือกให้เลือกมากมาย มีหลายสาขา เพลินจิต เร็วๆจะเปิดที่
เซ็นทรัลลาดพร้าว ราคาต่อหลักสูตรกับเนื้อหา มีความคุ้มค่ามาก
ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เรามักจะพบว่าเยาวชนไทยที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง
จำนวนมาก ยังรู้สึกว่าตนเองมีปัญหาในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ถึงแม้จะใช้เวลาในการเรียน
เป็นระยะเวลากว่า 3 - 6 ปี หรือมากกว่าแล้วก็ตาม
หากสังเกตชาวต่างชาติที่มาอาศัยในประเทศไทย ซึ่งไม่ได้เรียนวิชาภาษาไทย แต่สามารถ
ที่จะสื่อสารกับคนไทยได้ในชีวิตประจำวันนั้น จะพบว่าลำดับขั้นตอนในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ต่างจากขั้นตอนของเยาวชนไทยอย่างมาก
ความรู้สึกต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ
เพราะส่วนใหญ่ เด็กไทยจะถูกปลูกฝังให้รู้จักการเขียน หรือการสะกดก่อน และจึงแต่งประโยค
และนำมาพูด โดยบางคนอาจต้องไปเรียน English Conversation เพื่อการนี้โดยเฉพาะ โดยมีความเชื่อ
ว่าการสนทนาเป็นศาสตร์ขั้นสูงในการเรียน จึงไม่แปลกที่จะพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ท่อง A-Z ได้ แต่
ไม่สามารถ หรือไม่มีความกล้าที่จะพูดภาษาอังกฤษ หรืออ่านภาษาอังกฤษได้ แต่ฟังชาวต่างชาติพูดไม่รู้เรื่อง
โดยหลักสูตรของต่างประเทศ ในการเรียนภาษาที่ไม่ใช่ภาษาถิ่นนั้น จะเริ่มจากการทำความ
คุ้นเคยในการฟัง และพูดก่อนเป็นขั้นพื้นฐาน ซึ่งอาจไม่ส่งผลในด้านวิชาการในขั้นต้น แต่ส่งผลโดยตรง
ต่อความเคยชิน ที่จะฟังและพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้ โดยการสนทนาจะถูกจัดเป็นวิชาขั้นพื้นฐาน
(ไม่รวมถึงการสนทนาในสาขาวิชาเฉพาะ) การอ่านทำความเข้าใจ และการเขียนเป็นศาสตร์ขั้นสูง
เพราะฉะนั้นถ้าน้องๆ หรือเพื่อนๆ คนไหนอยากจะพัฒนาความกล้า รวมถึงทักษะการเรียนรู้และการสื่อต้องหมั่นฟัง ขยันใช้ และพกความกล้าติดตัวไปด้วยทุกครั้ง
ในความคิดของข้าพเจ้านั้น ตัวผู้เรียนเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุด โดยอาจแบ่งได้เป็น
- ทัศนคติในการเรียนภาษาของผู้เรียน กล่าวคือ ถ้าผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษา ต่อให้องค์ประกอบในการเรียนการสอนอื่นๆ ไม่ดี ผู้เรียนก็จะมองในแง่ที่ดี ให้กำลังใจตนเอง และพยายามต่อไป ในทางตรงกันข้ามถ้าผู้เรียนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนภาษา ไม่ว่าผู้สอนจะจัดการเรียนการสอนได้ดีเพียงไร ผู้เรียนก็จะมองไม่เห็นคุณค่า และไม่ให้ความสนใจในการเรียน อันจะทำให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
- ความรู้พื้นฐานเดิมของผู้เรียน ตัวอย่างเช่น ถ้านักเรียนได้รับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับต้นไม่ดี ทำให้นักเรียนไม่มีฐานความรู้มากพอที่จะต่อยอด ก็จะทำให้นักเรียนเกิดความสับสน ท้อแท้ รู้สึกว่าภาษาเป็นเรื่องยาก ไม่อยากเรียน อันจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำต่อไป
- การไม่เห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ/การขาดแรงจูงใจในการเรียน กล่าวคือ ถ้านักเรียนเห็นว่าสิ่งใดมีความสำคัญต่อนักเรียน นักเรียนก็จะสนใจเรียน และพยายามศึกษาหาความรู้ ทำความเข้าใจมากขึ้น แต่หากนักเรียนไม่เห็นความสำคัญของสิ่งที่ได้เรียน นักเรียนไม่รู้ว่าเรียนไปแล้วนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้ ก็อาจจะทำให้นักเรียนไม่สนใจเรียน หรือให้ความสำคัญกับการเรียนน้อยลง ซึ่งก็หมายความว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็จะต่ำลงด้วย
- นักเรียนนำตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้ที่เก่งกว่า ทำให้นักเรียนขาดกำลังใจในการเรียน และไม่เห็นถึงความสามารถของตนเอง
- นักเรียนไม่เข้าใจไวยากรณ์ ไม่ท่องศัพท์
- นักเรียนขาดทักษะในการฟัง และไม่ฝึกฝน
- นักเรียนอายที่จะฝึกพูดภาษาอังกฤษกับผู้อื่น
- นักเรียนไม่สามารถนำสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
2. ตัวผู้สอน - - > ครูผู้สอนเป็นบุคคลหนึ่งที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของนักเรียนตังจะเห็นได้จาก ถ้านักเรียนมีความรู้สึกดีๆต่อครูผู้สอน อาจจะมีส่วนให้นักเรียนสนใจ และตั้งใจที่จะเรียนวิชานั้น ต่อให้นักเรียนไม่ชอบวิชานั้น การที่นักเรียนชอบตัวครูผู้สอน ก็อาจทำให้นักเรียนเข้าเรียน ด้วยความหวังที่ว่า จะเข้าไปเจอคุณครูคนนี้ เข้าไปฟังสิ่งที่คุณครูพูด เพราะมันตลกดี ซึ่งการเข้าห้องเรียนบ่อยๆนี้เอง อาจเปลี่ยนให้นักเรียนหันมาชอบตัววิชาได้ ซึ่งจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีต่อไป ในทางกลับกัน หากนักเรียนไม่ชอบอาจารย์ผู้สอน นักเรียนอาจเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในสิ่งที่ครูพูด ไม่อยากเข้าห้องเรียน เพราะไม่อยากเจอคุณครู ซึ่งทำให้ นักเรียนขาดความเข้าใจในการเรียน และนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำได้
นอกจากนี้ ความสามารถในการอธิบาย / ถ่ายทอดความรู้ของครู ก็ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนดัวย เพราะครูจะเป็นผู้ที่มีความรู้เพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ หากแต่ควรเป็นผู้ที่มีความสามารกในการถ่ายทอดความรู้ด้วย (เนื่องจากในบางโรงเรียนตามต่างจัดหวัด ครูผู้สอนภาษาอังกฤษบางคน จบการศึกษาไม่ตรงวุฒิ และไม่มีประสบการณ์ที่เหมาะสม ทำให้ครูขาดความสามารถในการถ่ายทอดความรู้)
3. เพื่อน - - > ในชีวิตประจำวัน คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเพื่อนเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อเรา ดังนั้น ถ้านักเรียนได้เพื่อนที่ดี ที่สนใจเรียน เพื่อนก็จะช่วยกันส่งเสริมให้นักเรียนสนใจเรียนไปด้วย มีการช่วยกันติวหนังสือ อธิบาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในทางตรงกันข้าม ถ้านักเรียนได้เพื่อนที่ไม่ดี ไม่สนใจเรียน ชวนโดดเรียนตลอด ก็อาจทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำได้
4. กระบวนการเรียนการสอน - - > กระบวนการเรียนการสอนเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะดึงดูดให้ผู้เรียนเกิดความสนใจเรียน สนุกสนานไปพร้อมกับการเรียนรู้ ดังนั้น ถ้ากระบวนการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ ทำให้นักเรียนเกิดการเบื่อหน่าย ก็อาจทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำได้เช่นกัน
5. จำนวนนักเรียนในชั้น (ในบางโรงเรียนจัดให้ในชั้นหนึ่งๆมีจำนวนนักเรียนมากเกินไป ซึ่งทำให้ครูดูแลนักเรียนได้ไม่ทั่วถึง ไม่ทราบถึงข้อบกพร่องที่แท้จริงของนักเรียน ทำให้สอน/แก้ไขไม่ตรงจุด)
6. การส่งเสริมจากผู้ปกครอง - - > อาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันนั้น การเรียนรู้แต่ในโรงเรียนเพียวอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอ ดังนั้น ถ้านักเรียนไม่ได้รับการส่งเสริมจากผู้ปกครอง ก็อาจทำให้เขาไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ ( ถ้าเปรียบเทียบกับนักเรียนที่ได้รับการส่งเสริมอย่างดีจากผู้ปกครอง )
7. ลักษณะของวิชา กับการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน - - > เนื่องจากวิชาภาษาอังกฤษ เป็นวิชาที่ต้องอาศัยทักษะและการฝึกฝน ซึ่งนักเรียนควรได้ฝึกใช้อยู่เสมอ หากแต่การเรียนการสอนในปัจจุบัน ยังคงเป็นแค่การเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น นักเรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้เรียนจากในห้องเรียน ไปใช้ในสถานการณ์จริงนอกห้องเรียนได้เท่าไรนัก ทำให้นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกใช้ในชีวิตประจำวันน้อยมาก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนต่างจังหวัด)
ลักษณะของครูสอนภาษาที่ดีที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษา
ในปัจจุบันภาษาอังกฤษมีความสำคัญและจำเป็นมากต่อการดำรงชีวิตในโลกแห่งการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ข่าวสาร และการสื่อสาร ภาษาอังกฤษจึงเป็นวิชาที่สำคัญมากวิชาหนึ่งและเป็นวิชาที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรให้มีการจัดการสอนให้กับผู้เรียนทุกระดับ ในระดับอุดมศึกษานอกจากบัณฑิตจะมีความรู้ในวิชาเอกเฉพาะของตนแล้วยังต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อีกด้วย จึงจะออกไปรับใช้สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีนักศึกษาจำนวนมากในระดับอุดมศึกษาไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษมากนักโดยเฉพาะนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษเป็นวิชาเอก ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานี้ค่อนข้างต่ำ
ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจและมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษนั้น ครูผู้สอนจะต้องได้รับการพัฒนาให้มีลักษณะที่ดีทั้งทางด้านความรู้ ทักษะการสอน และจิตวิทยาทางการสอน จากความหมายของครูตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ครู หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน และครูที่พึงประสงค์ในมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพครู คือ มีคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับมาตรฐานวิชาการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2542)
นอกจากครูจะมีความรู้ความสามารถในตัวเนื้อหาแล้ว บุคลิกภาพของครูก็เป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนอีกด้วย ความรู้ความสามารถในวิชาการมีส่วนทำให้สามารถสอนได้ แต่ความสำเร็จของการสอนมิได้อยู่ที่ความรู้ แต่เพียงประการเดียว หากแต่ครูจะต้องทำให้ผู้เรียนมีชีวิตที่ดีขึ้น ดำรงตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมอีกด้วย (เฉลียว บุรีภักดี)
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักศึกษานั้นคือ นักศึกษาต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้อย่างมั่นใจ มีความชอบและมีเจตคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ เห็นประโยชน์และคุณค่าของภาษาอังกฤษในการนำไปใช้ในการแสวงหาความรู้ต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้เกิดลักษณะดังกล่าวครูที่สอนระดับอุดมศึกษาควรมีบทบาทในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ องค์ความรู้ และทัศนคติที่ดีให้เกิดกับตัวนักศึกษา เป็นคนมีจรรยา ความคิดในการแก้ปัญหานอกเหนือจากเนื้อหาที่เป็นทฤษฎีได้ด้วย ครูที่สอนภาษาอังกฤษจึงควรมีลักษณะที่สำคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้หลากหลายและตรงต่อความคาดหวังที่จะให้นักศึกษามีลักษณะที่พึงประสงค์
ลักษณะเฉพาะของครูหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย ต้องเป็นผู้สอนหนังสือในคณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยให้กับนักศึกษาเป็นบัณฑิตที่พร้อมไปด้วยวิทยาการและจริยธรรม โดยมีการเตรียมการสอน, การบรรยาย, เตรียมข้อสอบ, คุมการสอบและตรวจให้คะแนน, ศึกษาค้นคว้าเอกสารใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่สอนเพื่อปรับปรุงการสอนให้ทันสมัย และทำการวิจัยเรื่องต่าง ๆ เป็นเอกเทศและที่เกี่ยวกับการสอน (การแนะแนวอาชีพตามหลักการของ จอห์น แอล ฮอลแลนด์ หัวข้อ อาชีพที่สอดคล้องกับ กลุ่มบุคลิกภาพแบบที่ 4 ที่ชอบสมาคมกับบุคคลอื่น)
แนวคิดของ บอริค (1998) ที่ว่า พฤติกรรมที่จำเป็นต่อการสอนของครู คือการนำเสนอที่ชัดเจน มีความยืดหยุ่นและหลากหลายในการสอน มีพฤติกรรมมุ่งงาน นำนักเรียนเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และสร้างอัตราความสำเร็จให้กับนักเรียน
ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ครูจะต้องเป็นผู้มีลักษณะที่สำคัญในการดำเนินการสอน การหากิจกรรมต่าง ๆ เทคนิควิธีการสอนที่น่าสนใจ และเร้าความสนใจให้กับนักศึกษาได้รับความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ได้มากและนำไปใช้ในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จากผลสัมฤทธิ์ดังกล่าวที่ต้องการให้เกิดกับนักศึกษานั้นครูต้องมีบทบาทที่สำคัญมากทั้งบุคลิกภาพ และวิธีการสอน เนื่องจากวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ต้องอาศัยทักษะในกระบวนการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนบางส่วนมีทั้งชอบและไม่ชอบที่จะเรียน และตัวครูผุ้สอนเองนอกจากจะมีความรู้ทางวิชาการและเทคนิควิธีสอนที่ดีแล้ว ครูยังต้องมีทัศนคติทีดีต่ออาชีพครูด้วย จึงจะทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ