ผมได้รับฟังการนำเสนอการวิเคราะห์สถานะการณ์พลังงานไฟฟ้าของญี่ปุ่นหลังเกิดภัยแผ่นดินไหว อย่างที่ทราบกันว่าเกิดผลกระทบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทำให้ไฟฟ้าดับและเกิดความวิตกกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จากการนำเสนอทำให้ทราบว่าจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าญี่ปุ่นจะยังคงเดินหน้าใช้พลังงานนิวเคลียร์ต่อไปหรือไม่ จึงมีการวิเคราะห์และคาดการณ์ scenario ต่างๆ ว่าหากตัดสินใจอย่างนี้จะเกิดอะไรขึ้น
ใน scenario หนึ่งตั้งเป้าให้ลดการใช้ไฟฟ้าลงร้อยละ 30 ซึ่งนับได้ว่าสูงมาก สิ่งที่น่าสังเกตุคือมีการเสนอให้ใช้การผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบกระจาย คือให้มีการผลิตไฟฟ้าในครัวเรือน (ควบคู่ไปกับการใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า) ผมแปลกใจว่าทำไมจึงคิดจะให้มีการผลิตไฟฟ้าในครัวเรือน เพราะผมเห็นว่าประสิทธิภาพน่าจะต่ำกว่าการผลิตในระบบใหญ่ๆอย่างมาก แม้ว่าผู้นำเสนอจะตอบคำถามนี้ว่ามีแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพได้ เช่น ผลิตไฟฟ้าและความร้อนคู่กันไป ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าการผลิตไฟฟ้าแบบนี้จะเป็นแนวคิดที่ดีจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองส่วนหนึ่งนั้น ก็น่าจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้า และ ลดการใช้พลังงานได้อยู่เหมือนกัน อาจจะเป็นมาตราการที่ได้ผลดีด้วยซ้ำ ไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า แต่เกิดจากความตระหนักในเรื่องการประหยัดพลังงานที่เพิ่มมากขึ้น เป็นผลทางจิตวิทยา
เมื่อประชาชนต้องผลิตไฟฟ้าใช้เอง ก็จะตระหนักได้ว่าไฟฟ้าไม่ใช่ของที่ได้มาฟรีๆ ไม่ใช่ได้มาโดยง่าย การที่เรามีไฟฟ้าใช้ตลอดเวลา แทบจะทุกแห่ง ทำให้เรามองข้ามต้นทุนการผลิตไฟฟ้าไป เหมือนที่พูดเป็นภาษาอังกฤษว่า take it for granted ผมทราบว่าควรแปลเป็นภาษาไทยอย่างไรให้กระชับ อาจจะแปลว่า "ถือเป็นเรื่องธรรมดา" เช่น การมีไฟฟ้าใช้เป็นเรื่องธรรมดา ที่ไหนๆก็มี จะใช้เวลาไหนก็มี ใช้เท่าไรก็มีเงินจ่าย เมื่อเรารู้สึกอย่างนี้ เราก็ใช้ไฟฟ้าโดยไม่คิดถึงความประหยัด แต่คนที่ต้องผลิตไฟฟ้าใช้เอง ย่อมเห็นต่างออกไป ถ้าไม่ปั่นไฟ ไม่เติมน้ำมัน ก็จะไม่มีไฟฟ้าใช้ พอใช้ไฟฟ้ามากๆ น้ำมันที่เตรียมไว้ปั่นไฟก็หมดไปทุกทีๆ
จากข้อคิดข้างต้น ทำให้ผมคิดว่า หากเราต้องการให้เกิดการประหยัดในเรื่องใด คงต้องช่วยให้เกิดการหยุดการ take it for granted ให้ได้