บทคัดย่องานวิจัย เรื่อง "การศึกษาและพัฒนาศึกยภาพเครือข่ายพระสงฆ์: กรณีศึกษาเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ"

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๗ อาจารย์เกียรติได้ทำการวิจัย เรื่อง “การศึกษาและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายพระสงฆ์ : กรณีศึกษาเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ” โดยได้รับการสนับสนุนทุนดำเนินการจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งถือเป็นคณูปการต่อการพัฒนาเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนที่ท่านอาจารย์เกียรติได้ทำการศึกษาและพัฒนาไปพร้อมกัน รวมทั้งได้นำผลการวิจัยที่ได้มาดำเนินการให้เกิดการพัฒนาในระยะต่อมาด้วย จึงอยากนำคำนำและบทคัดย่องานวิจัยดังกล่าวมาแบ่งปัน ดังนี้

คำนำ

งานวิจัยนี้สำเร็จ ได้ด้วยดีเพราะผู้วิจัยได้รับคำแนะนำ และการช่วยเหลือจากบุคคลหลายฝ่าย

ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสำหรับ พระมหา ดร.บุญช่วย  สิรินฺธโร สำหรับการให้โอกาสผู้วิจัยในการทำวิจัยชิ้นนี้ และขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับ ร.ส.ดร.กาญจนา  แก้วเทพ, อ.เธียรชัย  อิศรเดช, ดร.สมสุข  หินวิมาน และคุณนเรศ  สงเคราะห์สุข สำหรับการให้คำปรึกษาที่มีค่ายิ่งต่องานวิจัย

ขอขอบคุณสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนสำหรับทุนอุดหนุนสำหรับการวิจัย

ความดีจากงานวิจัยครั้งนี้ขอมอบแด่สมาชิกเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือทุกท่าน ที่ยืนหยัดในงานพัฒนาบนฐานพุทธธรรม เพื่อสังคมศานติสุขสืบไป

เกียรติศักดิ์   ม่วงมิตร

 

ชื่อเรื่อง  การศึกษาและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายพระสงฆ์ : กรณีศึกษาเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ

ชื่อผู้วิจัย  เกียรติศักดิ์   ม่วงมิตร

บทคัดย่อ

               การวิจัย “(คพชน.)” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ, ผลการดำเนินงานของเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ, บทบาทของเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ, เงื่อนไขปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานและการแสดงบทบาทของเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ และ       เพื่อหาแนวทางในการเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ

               การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เป็นแนวคิดทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย เครือข่ายทางสังคม เครือข่ายการเรียนรู้ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย เพื่อกำหนดกรอบในการศึกษาวิจัย ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาโดยเก็บข้อมูลหลายวิธี ได้แก่ การศึกษาเอกสารของเครือข่าย การเข้าร่วมกิจกรรม การลงพื้นที่สังเกตแบบมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสมาชิกเครือข่าย การสัมภาษณ์บุคคล การสนทนากลุ่ม เวทีเสวนา รวมทั้งการเข้าร่วมการประชุมของสมาชิกเครือข่าย ฯลฯ ผู้วิจัยได้ตรวจสอบข้อมูลโดยการเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแยกแยะข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ แล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูลตามกรอบทฤษฎีที่ได้ศึกษามาแล้ว

               ผลการศึกษาพบว่า

               ความเป็นมาของเครือข่าย 

               เครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ เป็นการรวมตัวของพระสงฆ์ที่ทำงานพัฒนาอยู่ในภาคเหนือ เริ่มก่อตั้งแบบไม่เป็นทางการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ จากเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐบาล บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

               การประชุมคราวนั้นแกนนำชาวบ้านนิมนต์พระสงฆ์ไปรับสังฆทานยังจุดประท้วง ราว ๑๐ รูป เมื่อรับสังฆทานแล้วมีการเทศน์เตือนสติไม่ให้ใช้ความรุนแรง ชุมนุมอย่างสันติ พร้อมกันนั้นได้เรียกร้องฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้ความรุนแรงต่อชาวบ้านเช่นกัน จากนั้นจึงได้รวมตัวตั้งเป็น “เครือข่ายพระสงฆ์เพื่อคนจน” ทำหนังสือเปิดผนึกและออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาคนจน ในระหว่างการชุมนุมมีการผลัดไปเยี่ยมชาวบ้านเป็นระยะๆ หลังจากสิ้นสุดการชุมนุมของชาวบ้านกลุ่มพระสงฆ์ในนาม “เครือข่ายพระสงฆ์เพื่อคนจน” ยังคงมีการพบปะแลกเปลี่ยนมาเป็นระยะ ช่วงแรก ๆ เป็นการพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์เฉพาะกลุ่มพระสงฆ์ที่ทำงานในเชียงใหม่ ต่อมามีพระสงฆ์จากหลายจังหวัดในภาคเหนือเข้าร่วมประชุมด้วย การพบปะพูดคุยกันหลายครั้งในที่สุดจึงได้จัดตั้งเป็น “เครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ (คพชน.)” ในระยะต่อมา

               ปัจจุบันเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ มีสถานที่ประสานงานอยู่ที่ วัดสวนดอก ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีสถาบันโพธิยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ เป็นกองเลขานุการ ทำหน้าที่ประสานงานให้กับเครือข่ายฯ

               องค์ประกอบของเครือข่าย 

               เครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ๔ ประการ ได้แก่ ๑) หน่วยสมาชิก ซึ่งมีส่วนประกอบย่อย ๓ ส่วน คือ หน่วยประสานงาน (Star), ผู้ประสานงาน (Node) และ สมาชิก (Member) ๒) ทรัพยากร มีส่วนประกอบย่อย ๓ ส่วน คือ งบประมาณ, สิ่งของอำนวยความสะดวกในการทำงาน และข้อมูล/ความรู้/ประสบการณ์  ๓) การสื่อสาร ซึ่งมรการสื่อสาร ๓ รูปแบบ คือ แบบ Top – down, แบบ Bottom up และแบบ Horizontal และ ๔) กิจกรรม มีส่วนประกอบย่อย ๓ ประการ คือ การบริหารจัดการ, การเสริมสร้างศักยภาพสมาชิก และการขยายและธำรงรักษาเครือข่าย

               ลักษณะของเครือข่ายฯ 

               ลักษณะของเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ สามารถอธิบายได้ ๔ ลักษณะ ได้แก่ ๑) ลักษณะของการเชื่อมโยง มี ๓ ลักษณะ คือ การเชื่อมระหว่างปัจเจกต่อกลุ่ม, การเชื่อมระหว่างปัจเจกต่อเครือข่าย และการเชื่อมระหว่างกลุ่มต่อเครือข่าย  ๒) ลักษณะความสัมพันธ์ของเครือข่าย มี ๒ ลักษณะ คือ ความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง และความสัมพันธ์ในแนวระนาบ  ๓) ประเภทของความเชื่อมโยง มี ๒ ลักษณะ คือ เครือข่ายพื้นที่ และเครือข่ายประเด็น/กิจกรรม  และ ๔) เนื้อหาการเชื่อมโยง มี ๒ ระดับคือ ระดับเป้าหมาย/อุดมการณ์ และระดับกิจกรรม

               บทบาทของเครือข่ายฯ 

               บทบาทของเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ
๑) ระดับปัจเจกฯ ได้แก่ เป็นต้นทุนที่มาของทรัพยากร, เป็นการหนุนเสริมทางด้านจิตใจ, เป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน, เป็นการพัฒนาศักยภาพ และเป็นช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและความรู้ 
๒) ระดับกลุ่ม/เครือข่าย ได้แก่ การเชื่อมประสานสมาชิกและยึดโยงพื้นที่, เป็นพื้นที่ทางสังคม และการเป็นปากเสียง  ๓) ระดับชุมชน/พื้นที่เครือข่าย ได้แก่ การสร้างเสริมศักยภาพและขีดความสามารถของชุมชน, การเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหา และการรักษาต้นทุนทางสังคมของชุมชน

               ผลการดำเนินงานของเครือข่ายฯ  

               ผลการดำเนินงานของเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือที่สำคัญ ๆ ได้แก่ ได้แก่ ศักยภาพสมาชิกเครือข่ายฯ ทั้งในด้านความสามารถด้านการวิจัย/วิชาการและทักษะการทำงาน, พระนักพัฒนารุ่นใหม่, เสริมสร้างกำลังใจ, ได้รับการยอมรับจากภายนอกมากขึ้น, โอกาสและการเข้าถึงทรัพยากร, การเกิดขึ้นของกิจกรรมระดับพื้นที่ และความเปลี่ยนแปลงระดับพื้นที่ เป็นต้น

 

               ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของเครือข่ายฯ

               ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือ ได้แก่ หน่วยประสานงานฯ, ผู้ประสานงาน, สมาชิกปัจเจกฯ, การพัฒนาศักยภาพสมาชิกอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง, การมีทรัพยากรสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ และเครือข่ายฯ เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับ

               จุดแข็งและศักยภาพของเครือข่ายฯ

               จุดแข็งหรือศักยภาพของเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือที่สำคัญ ได้แก่ หน่วยประสานงาน, เครือข่ายฯ เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับมากขึ้น, ศักยภาพและความสามารถของสมาชิกเครือข่ายฯ และฐานการทำงานกว้างขวางและหลากหลาย

               จุดอ่อนและข้อจำกัดของเครือข่ายฯ

               จุดอ่อนและข้อจำกัดของเครือข่ายพระนักพัฒนาชุมชนภาคเหนือที่สำคัญ ได้แก่ผลงานยังจำกัดอยู่กับสมาชิกวงใน, การหนุนเสริมความเข้มแข็งของกลุ่ม/เครือข่ายย่อยฯ ยังมีน้อย, การพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอกสูง, การขยายฐานสมาชิกไปยังพระสงฆ์รุ่นใหม่ยังมีน้อยและทำได้ช้า

               แนวทางพัฒนาความเข้มแข็งของเครือข่ายฯ

               สำหรับแนวทางพัฒนาความเข้มแข็งของเครือข่ายฯ ในระยะต่อไปได้แก่ การขยายการทำงานให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น, การหนุนเสริมความสามารถการดำเนินงานระดับกลุ่ม/เครือข่ายย่อย, การแสวงหาและเสริมสร้างพระสงฆ์นักพัฒนารุ่นใหม่ และเพิ่มช่องทางในการระดมทรัพยากรมาใช้ในการทำงานให้มากขึ้น