เปรียบเทียบแนวคิดการปกครองตามหลักธรรมาธิปไตยกับประชาธิปไตย

แนวคิด หลักการ วิธีการ กระบวนการบริหาร และระบบการปกครองทางด้านประชาธิปไตยที่ยึดถือเอาเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเป็นหลักการสำคัญในการปกครอง นั่นก็หมายความว่ายึดหลักการความเป็นใหญ่ของประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนธรรมาธิปไตยจะเน้นตัวธรรมะคือหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับหลักการปกครองเป็นหลัก ถ้ามีหลักธรรมคำสั่งสอนนำทางแล้วหลักการ วิธีการหรือแนวคิดต่างๆก็ตามมา กระบวนการ หลักการ วิธีการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยที่กล่าวมาข้างต้น ก็ไม่สำคัญเท่ากับหลักการปกครองแบบธรรมาธิปไตยที่ยึดถือความถูกต้องเป็นธรรมเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารประเทศ เพราะว่าระบอบการปกครองทั่วโลก จะต้องมีหลักธรรมาธิปไตยเป็นพื้นฐานสำคัญ ถ้าขาดหลักธรรมแล้ว การปกครองในระบอบนั้นๆ จะไม่ประสบผลสำเร็จ และจะได้รับการต่อต้าน และไม่ยอมรับ

เปรียบเทียบแนวคิดการปกครองตามหลักธรรมาธิปไตยกับประชาธิปไตย

 

          ในเรื่องดังกล่าวนี้ นักคิดนักวิชาการสำนักต่าง ๆ ได้ให้มุมมองในเรื่องดังกล่าวนี้ไว้ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นจึงขอยกประเด็นมา ดังนี้

            ๑) แนวความคิดแบบอย่างความประพฤติ โดยนำ คำว่า วิชาและจรณสัมปันโน มาวิเคราะห์ ไว้ดังนี้คือ วิชา คือธรรมะที่พระองค์ทรงสอนและบรรลุให้ดูเป็นแบบอย่างแล้ว และ จรณะ คือวินัยที่พระองค์ทรงสั่งและประพฤติให้ดูเป็นแบบอย่างแล้ว

           ๒) แนวความคิดแบบธรรมราชา การอธิบายซึ่งอาศัยความถูกต้อง ความดี หรือเหตุผล เป็นที่ตั้งนั้นยังไม่พอที่จะให้เป็นหลักสำคัญทางการเมืองได้และจะให้เป็นระบอบการปกครองยิ่งไม่ได้ เพราะธรรมาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการปกครอง แต่อาจใช้ธรรมาธิปไตยเป็นหลักสำคัญทางการเมืองได้ ถ้าเราสามารถอธิบายธรรมะซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการปกครองทั้งหลายให้เป็นสำคัญ ธรรมะในแง่นี้ก็จะเป็นหลักในการอธิบายมโนทัศน์สำคัญทางการเมืองทุก ๆ เรื่องได้ เช่นนี้จึงอาจพอเรียกได้ว่าเป็นธรรมาธิปไตย เช่น เมื่อพูดถึงผู้ปกครองที่มีความชอบธรรมหรือมีสิทธิในการปกครอง เขาอาจพิจารณาโดยอาศัยธรรมเป็นหลัก ดังนี้

               (๑) ผู้ปกครองจะต้องรู้ธรรม คือเข้าใจเหตุการณ์และปัญหาทางด้านการเมือง,  สภาพทางสังคม และทางด้านเศรษฐกิจ

               (๒) ผู้ปกครองจะต้องเป็นธรรม คือเมื่อรู้เข้าใจแล้วจะต้องใช้วิธีดำเนินการหรือแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรม อย่างถูกต้องตามที่ควร และจะต้องใช้วิธีการที่ดีงามด้วย

               (๓) ผู้ปกครองจะต้องมีธรรม คือต้องยึดมั่นในความดีงามทั้งทางกาย วาจา ใจ

               (๔) ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้ชอบธรรม คือเป็นผู้ปกครองตามกติกาของสังคมหรือระบอบการปกครองอันเป็นที่ยอมรับในสังคมนั้นโดยสุจริต

               (๕) ผู้ปกครองจะต้องสร้างธรรม คือทำให้เกิดความเป็นธรรมในกิจการต่าง ๆ ของรัฐหรือสังคม ต้องทำให้ประชาชนเป็นคนมีธรรมประจำใจและตัดสินสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เหตุผลและความดีงามเป็นหลักการ

๓) แนวความคิดแบบอุดมรัฐ (republics) การมีความรับผิดชอบต่อสงฆ์และประโยชน์สุขของสงฆ์มีความหมายเนื่องอยู่ด้วยกันกับการปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของพหูชน  เพราะสงฆ์หมายถึงส่วนรวมและสงฆ์ได้มีขึ้นก็เพื่อประโยชน์สุขของพหูชน พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำในการปฏิบัติเช่นนี้

ดังพุทธพจน์ว่า ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ทรงธรรม  เป็นธรรมราชา เป็นผู้อาศัยธรรม เป็นผู้สักการะธรรม เป็นผู้เคารพ นอบน้อมธรรม เป็นผู้มีธรรมเป็นธงชัย เป็นผู้มีธรรมเป็นตราชู และเป็นธรรมาธิปไตย

แนวคิดดังกล่าวนี้ ส. ศิวรักษ์ ก็ได้สนับสนุนเช่นกันว่า เพลโต ได้ให้ความหมายสอดคล้องกับพระพุทธศาสนาในเรื่องอุดมรัฐ ซึ่งรัฐในอุดมคติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ปกครองที่เป็นนักอุดมคติและผู้ปกครองจะดำรงอุดมคติไว้ได้ก็ต่อเมื่อประพฤติปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่ตั้งตามอุดมธรรม

๔) แนวคิดแบบธรรมะผสมการบริหาร เป็นคำนิยามขึ้นตามลักษณะของพระราชาผู้ประกอบด้วยธรรม แม้ในยุคพุทธกาลจะมีรูปแบบการปกครองที่สำคัญๆ ถึง ๒ แบบแต่พระพุทธองค์ทรงเน้นตัวผู้นำที่ประกอบด้วยธรรมเป็นหลักมากกว่าตัวของระบบ

ดังนั้นไม่ว่าระบบการปกครองแบบไหน หากผู้นำหรือประมุขของรัฐประกอบด้วยการยึดหลักการเหล่านี้  คือ

๑) การได้มาซึ่งอำนาจ การใช้อำนาจ การขยายอำนาจ และการรักษาไว้ซึ่งอำนาจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมากที่สุด อำนาจของผู้ปกครองมิใช่เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ของตนเอง แต่เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน 

๒) ความมั่นคงของระบอบการปกครอง หรือของรัฐบาลและผู้ปกครอง มิใช่เป็นจุดหมายในตัวมันเอง หรือจุดประสงค์สุดท้ายของระบอบการเมืองการปกครอง แต่เป็นเพียงอุปกรณ์หรือเครื่องมือเพื่อใช้สร้างสรรค์ประโยชน์สุข สวัสดิภาพบูรณาการ และความสงบสุขของประชาชน

๓) ให้ความสำคัญแก่คุณค่าของความเป็นมนุษย์ โดยเน้นความเท่าเทียม การปราศจากชั้นวรรณะจากชาติกำเนิด ความเสมอภาคในทางเพศหมายความว่าไม่ถือว่าเพศหญิงมีสถานภาพต่ำกว่าเพศชาย เน้นเสรีภาพด้วยการห้ามการมีทาส รวมถึงการแนะนำให้ใช้หลักเหตุผลในการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ดังปรากฏในกาลามสูตร

๔) ยึดธรรมเป็นแนวทางในการปกครอง คือผู้ปกครองต้องถือธรรมเป็นใหญ่ คือถือหลักแห่งความจริง ความถูกต้อง ความดีงามตามเหตุและผลโดยยึดหลักการ กฎ ระเบียบ กติกา

          หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะการปกครองผู้คน หรือการบริหารคน หากไม่มีแล้วบ้านเมืองก็จะไม่มีความสงบสุขประชาชนก็จะเดือดร้อน จนให้เกิดความสับสนวุ่นวายได้

          “ในสมัยใดผู้ปกครองตั้งอยู่ในธรรม ให้ความเป็นธรรม ใช้หลักธรรมเป็นหลักในการบริหารบ้านเมืองในสมัยนั้นประชาชนก็มีความสุข ความร่มเย็น แต่ถ้าตรงกันข้าม ผู้ปกครองไม่ตั้งอยู่ในธรรม ไม่ให้ความเป็นธรรม ไม่ใช้ธรรมเป็นหลักในการบริหารบ้านเมือง สมัยนั้นก็จะมีความทุกข์ระทมการถูกข่มเหงรังแกการปราศจากที่พึ่ง”

          ซึ่งข้อความดังกล่าวนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมกับการบริหาร หรือการปกครองนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการเมืองไม่ว่าจะเป็นระบบการเมืองแบบไหนก็ตามซึ่งแท้ที่จริงแล้วอยู่ที่ตัวผู้ปกครอง หรือผู้นำเองทั้งสิ้น

๕) แนวคิดแบบปรัชญาการเมือง ปรัชญาระบบนี้ถือธรรม (Righteousness) เป็นใหญ่ ยกความจำเป็นและความสำคัญสุดยอดให้แก่ธรรม ที่จะนำมาใช้ให้เป็นแนวทางสร้างความสมหวังให้แก่ชีวิตและในการดำเนินกิจการทุกอย่าง ทุกระดับของรัฐ การใดๆ ก็ตามหากไม่อิงอาศัยหลักธรรม การนั้น ๆ แม้ดำเนินไปได้ ก็ถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของปรัชญานี้ ซึ่งเชื่อว่าหากมนุษย์ไม่อิงอาศัยหลักธรรมแล้ว มนุษย์จักไม่ประสบความเจริญและความสุขสมหวังอย่างแท้จริง ธรรมคือความถูกต้อง เพราะมาตรฐานการวัด ดังนี้

๑) ทุกคนยอมรับและต้องการ 

๒) ธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก

๓) ธรรมให้คุณประโยชน์แก่ทุกคนที่ปฏิบัติ

๔) ธรรมเป็นความจริงที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินชีวิต ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ถ้าทิ้งธรรมจะเกิดปัญหาขึ้นมาทันที 

๕) อำนาจธรรมไม่เข้าใครออกใคร เป็นอำนาจที่แน่นอนกว่าอำนาจอื่น ๆ

๖) ธรรมเป็นคุณค่าที่ได้รับการเรียกร้องหาเสมอ ในหมู่มนุษย์ เช่น ยุติธรรม สามัคคีธรรม สันติธรรม ปัญญาธรรม และมนุษยธรรมอื่นๆ

          ดังนั้น หลักประชาธิปไตย เมื่อเทียบกับหลักธรรมาธิปไตยแล้วจะสามารถสงเคราะห์และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ดังต่อไปนี้

 

ประเด็น

ประชาธิปไตย

ธรรมาธิปไตย

แนวคิด

ประธานาธิบดีสหรัฐ  ลินคอน

ของประชาชน โดยประชาชน

และเพื่อประชาชน

อัตถะ ประโยชน์  ๓

- อัตตัตถะ ประโยชน์ตน

- ปรัตถะ ประโยชน์ผู้อื่น

- อุภยัตถะ ประโยชน์ทั้งสอง

ยึดหลัก

สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค

- ธรรมฐิติ หรือ ราชาผู้ทรงธรรม

- ธรรมนิติ หรือ การปกครองด้วยธรรม

- ธรรมมติ หรือ มติของมหาชนที่ประกอบ ด้วยคุณธรรม

กระบวนการ

เลือกตั้ง

ไม่จำเป็น

หลักการบริหาร

ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ

และฝ่ายนิติบัญญัติ

ให้ครบองค์สงฆ์  (กลุ่ม/หมู่)

ระบบการปกครอง

ประชาธิปไตย เสรีนิยม ทุนนิยม

ทุกระบอบ

 

          กล่าวโดยสรุปว่าแนวคิด หลักการ วิธีการ กระบวนการบริหาร และระบบการปกครองทางด้านประชาธิปไตยที่ยึดถือเอาเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเป็นหลักการสำคัญในการปกครอง นั่นก็หมายความว่ายึดหลักการความเป็นใหญ่ของประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนธรรมาธิปไตยจะเน้นตัวธรรมะคือหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับหลักการปกครองเป็นหลัก  ถ้ามีหลักธรรมคำสั่งสอนนำทางแล้วหลักการ วิธีการหรือแนวคิดต่างๆก็ตามมา กระบวนการ หลักการ วิธีการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยที่กล่าวมาข้างต้น ก็ไม่สำคัญเท่ากับหลักการปกครองแบบธรรมาธิปไตยที่ยึดถือความถูกต้องเป็นธรรมเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารประเทศ เพราะว่าระบอบการปกครองทั่วโลก จะต้องมีหลักธรรมาธิปไตยเป็นพื้นฐานสำคัญ ถ้าขาดหลักธรรมแล้ว การปกครองในระบอบนั้นๆ จะไม่ประสบผลสำเร็จ และจะได้รับการต่อต้าน และไม่ยอมรับ

           

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิจัยในชั้นเรียน

คำสำคัญ (Tags)#พุทธศาสนา#กฎหมาย#มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย#รัฐศาสตร์การปกครอง

หมายเลขบันทึก: 450028, เขียน: 20 Jul 2011 @ 10:59 (), แก้ไข: 12 Oct 2012 @ 21:34 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ดอกไม้: 2, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ขออนุญาตินำเอาไปใช้ประกอบการทำรายงานนะคะขอบคุณค่ะ