เปรียบเทียบแนวคิดการปกครองตามหลักธรรมาธิปไตยกับประชาธิปไตย
ในเรื่องดังกล่าวนี้ นักคิดนักวิชาการสำนักต่าง ๆ ได้ให้มุมมองในเรื่องดังกล่าวนี้ไว้ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นจึงขอยกประเด็นมา ดังนี้
๑) แนวความคิดแบบอย่างความประพฤติ โดยนำ คำว่า วิชาและจรณสัมปันโน มาวิเคราะห์ ไว้ดังนี้คือ วิชา คือธรรมะที่พระองค์ทรงสอนและบรรลุให้ดูเป็นแบบอย่างแล้ว และ จรณะ คือวินัยที่พระองค์ทรงสั่งและประพฤติให้ดูเป็นแบบอย่างแล้ว
๒) แนวความคิดแบบธรรมราชา การอธิบายซึ่งอาศัยความถูกต้อง ความดี หรือเหตุผล เป็นที่ตั้งนั้นยังไม่พอที่จะให้เป็นหลักสำคัญทางการเมืองได้และจะให้เป็นระบอบการปกครองยิ่งไม่ได้ เพราะธรรมาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการปกครอง แต่อาจใช้ธรรมาธิปไตยเป็นหลักสำคัญทางการเมืองได้ ถ้าเราสามารถอธิบายธรรมะซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการปกครองทั้งหลายให้เป็นสำคัญ ธรรมะในแง่นี้ก็จะเป็นหลักในการอธิบายมโนทัศน์สำคัญทางการเมืองทุก ๆ เรื่องได้ เช่นนี้จึงอาจพอเรียกได้ว่าเป็นธรรมาธิปไตย เช่น เมื่อพูดถึงผู้ปกครองที่มีความชอบธรรมหรือมีสิทธิในการปกครอง เขาอาจพิจารณาโดยอาศัยธรรมเป็นหลัก ดังนี้
(๑) ผู้ปกครองจะต้องรู้ธรรม คือเข้าใจเหตุการณ์และปัญหาทางด้านการเมือง, สภาพทางสังคม และทางด้านเศรษฐกิจ
(๒) ผู้ปกครองจะต้องเป็นธรรม คือเมื่อรู้เข้าใจแล้วจะต้องใช้วิธีดำเนินการหรือแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรม อย่างถูกต้องตามที่ควร และจะต้องใช้วิธีการที่ดีงามด้วย
(๓) ผู้ปกครองจะต้องมีธรรม คือต้องยึดมั่นในความดีงามทั้งทางกาย วาจา ใจ
(๔) ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้ชอบธรรม คือเป็นผู้ปกครองตามกติกาของสังคมหรือระบอบการปกครองอันเป็นที่ยอมรับในสังคมนั้นโดยสุจริต
(๕) ผู้ปกครองจะต้องสร้างธรรม คือทำให้เกิดความเป็นธรรมในกิจการต่าง ๆ ของรัฐหรือสังคม ต้องทำให้ประชาชนเป็นคนมีธรรมประจำใจและตัดสินสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เหตุผลและความดีงามเป็นหลักการ
๓) แนวความคิดแบบอุดมรัฐ (republics) การมีความรับผิดชอบต่อสงฆ์และประโยชน์สุขของสงฆ์มีความหมายเนื่องอยู่ด้วยกันกับการปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของพหูชน เพราะสงฆ์หมายถึงส่วนรวมและสงฆ์ได้มีขึ้นก็เพื่อประโยชน์สุขของพหูชน พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำในการปฏิบัติเช่นนี้
ดังพุทธพจน์ว่า ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา เป็นผู้อาศัยธรรม เป็นผู้สักการะธรรม เป็นผู้เคารพ นอบน้อมธรรม เป็นผู้มีธรรมเป็นธงชัย เป็นผู้มีธรรมเป็นตราชู และเป็นธรรมาธิปไตย
แนวคิดดังกล่าวนี้ ส. ศิวรักษ์ ก็ได้สนับสนุนเช่นกันว่า เพลโต ได้ให้ความหมายสอดคล้องกับพระพุทธศาสนาในเรื่องอุดมรัฐ ซึ่งรัฐในอุดมคติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ปกครองที่เป็นนักอุดมคติและผู้ปกครองจะดำรงอุดมคติไว้ได้ก็ต่อเมื่อประพฤติปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่ตั้งตามอุดมธรรม
๔) แนวคิดแบบธรรมะผสมการบริหาร เป็นคำนิยามขึ้นตามลักษณะของพระราชาผู้ประกอบด้วยธรรม แม้ในยุคพุทธกาลจะมีรูปแบบการปกครองที่สำคัญๆ ถึง ๒ แบบแต่พระพุทธองค์ทรงเน้นตัวผู้นำที่ประกอบด้วยธรรมเป็นหลักมากกว่าตัวของระบบ
ดังนั้นไม่ว่าระบบการปกครองแบบไหน หากผู้นำหรือประมุขของรัฐประกอบด้วยการยึดหลักการเหล่านี้ คือ
๑) การได้มาซึ่งอำนาจ การใช้อำนาจ การขยายอำนาจ และการรักษาไว้ซึ่งอำนาจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมากที่สุด อำนาจของผู้ปกครองมิใช่เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ของตนเอง แต่เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน
๒) ความมั่นคงของระบอบการปกครอง หรือของรัฐบาลและผู้ปกครอง มิใช่เป็นจุดหมายในตัวมันเอง หรือจุดประสงค์สุดท้ายของระบอบการเมืองการปกครอง แต่เป็นเพียงอุปกรณ์หรือเครื่องมือเพื่อใช้สร้างสรรค์ประโยชน์สุข สวัสดิภาพบูรณาการ และความสงบสุขของประชาชน
๓) ให้ความสำคัญแก่คุณค่าของความเป็นมนุษย์ โดยเน้นความเท่าเทียม การปราศจากชั้นวรรณะจากชาติกำเนิด ความเสมอภาคในทางเพศหมายความว่าไม่ถือว่าเพศหญิงมีสถานภาพต่ำกว่าเพศชาย เน้นเสรีภาพด้วยการห้ามการมีทาส รวมถึงการแนะนำให้ใช้หลักเหตุผลในการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ดังปรากฏในกาลามสูตร
๔) ยึดธรรมเป็นแนวทางในการปกครอง คือผู้ปกครองต้องถือธรรมเป็นใหญ่ คือถือหลักแห่งความจริง ความถูกต้อง ความดีงามตามเหตุและผลโดยยึดหลักการ กฎ ระเบียบ กติกา
หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะการปกครองผู้คน หรือการบริหารคน หากไม่มีแล้วบ้านเมืองก็จะไม่มีความสงบสุขประชาชนก็จะเดือดร้อน จนให้เกิดความสับสนวุ่นวายได้
“ในสมัยใดผู้ปกครองตั้งอยู่ในธรรม ให้ความเป็นธรรม ใช้หลักธรรมเป็นหลักในการบริหารบ้านเมืองในสมัยนั้นประชาชนก็มีความสุข ความร่มเย็น แต่ถ้าตรงกันข้าม ผู้ปกครองไม่ตั้งอยู่ในธรรม ไม่ให้ความเป็นธรรม ไม่ใช้ธรรมเป็นหลักในการบริหารบ้านเมือง สมัยนั้นก็จะมีความทุกข์ระทมการถูกข่มเหงรังแกการปราศจากที่พึ่ง”
ซึ่งข้อความดังกล่าวนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมกับการบริหาร หรือการปกครองนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการเมืองไม่ว่าจะเป็นระบบการเมืองแบบไหนก็ตามซึ่งแท้ที่จริงแล้วอยู่ที่ตัวผู้ปกครอง หรือผู้นำเองทั้งสิ้น
๕) แนวคิดแบบปรัชญาการเมือง ปรัชญาระบบนี้ถือธรรม (Righteousness) เป็นใหญ่ ยกความจำเป็นและความสำคัญสุดยอดให้แก่ธรรม ที่จะนำมาใช้ให้เป็นแนวทางสร้างความสมหวังให้แก่ชีวิตและในการดำเนินกิจการทุกอย่าง ทุกระดับของรัฐ การใดๆ ก็ตามหากไม่อิงอาศัยหลักธรรม การนั้น ๆ แม้ดำเนินไปได้ ก็ถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของปรัชญานี้ ซึ่งเชื่อว่าหากมนุษย์ไม่อิงอาศัยหลักธรรมแล้ว มนุษย์จักไม่ประสบความเจริญและความสุขสมหวังอย่างแท้จริง ธรรมคือความถูกต้อง เพราะมาตรฐานการวัด ดังนี้
๑) ทุกคนยอมรับและต้องการ
๒) ธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก
๓) ธรรมให้คุณประโยชน์แก่ทุกคนที่ปฏิบัติ
๔) ธรรมเป็นความจริงที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินชีวิต ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ถ้าทิ้งธรรมจะเกิดปัญหาขึ้นมาทันที
๕) อำนาจธรรมไม่เข้าใครออกใคร เป็นอำนาจที่แน่นอนกว่าอำนาจอื่น ๆ
๖) ธรรมเป็นคุณค่าที่ได้รับการเรียกร้องหาเสมอ ในหมู่มนุษย์ เช่น ยุติธรรม สามัคคีธรรม สันติธรรม ปัญญาธรรม และมนุษยธรรมอื่นๆ
ดังนั้น หลักประชาธิปไตย เมื่อเทียบกับหลักธรรมาธิปไตยแล้วจะสามารถสงเคราะห์และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ดังต่อไปนี้
|
ประเด็น |
ประชาธิปไตย |
ธรรมาธิปไตย |
|
แนวคิด |
ประธานาธิบดีสหรัฐ ลินคอน ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน |
อัตถะ ประโยชน์ ๓ - อัตตัตถะ ประโยชน์ตน - ปรัตถะ ประโยชน์ผู้อื่น - อุภยัตถะ ประโยชน์ทั้งสอง |
|
ยึดหลัก |
สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค |
- ธรรมฐิติ หรือ ราชาผู้ทรงธรรม - ธรรมนิติ หรือ การปกครองด้วยธรรม - ธรรมมติ หรือ มติของมหาชนที่ประกอบ ด้วยคุณธรรม |
|
กระบวนการ |
เลือกตั้ง |
ไม่จำเป็น |
|
หลักการบริหาร |
ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ |
ให้ครบองค์สงฆ์ (กลุ่ม/หมู่) |
|
ระบบการปกครอง |
ประชาธิปไตย เสรีนิยม ทุนนิยม |
ทุกระบอบ |
กล่าวโดยสรุปว่าแนวคิด หลักการ วิธีการ กระบวนการบริหาร และระบบการปกครองทางด้านประชาธิปไตยที่ยึดถือเอาเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเป็นหลักการสำคัญในการปกครอง นั่นก็หมายความว่ายึดหลักการความเป็นใหญ่ของประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนธรรมาธิปไตยจะเน้นตัวธรรมะคือหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับหลักการปกครองเป็นหลัก ถ้ามีหลักธรรมคำสั่งสอนนำทางแล้วหลักการ วิธีการหรือแนวคิดต่างๆก็ตามมา กระบวนการ หลักการ วิธีการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยที่กล่าวมาข้างต้น ก็ไม่สำคัญเท่ากับหลักการปกครองแบบธรรมาธิปไตยที่ยึดถือความถูกต้องเป็นธรรมเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารประเทศ เพราะว่าระบอบการปกครองทั่วโลก จะต้องมีหลักธรรมาธิปไตยเป็นพื้นฐานสำคัญ ถ้าขาดหลักธรรมแล้ว การปกครองในระบอบนั้นๆ จะไม่ประสบผลสำเร็จ และจะได้รับการต่อต้าน และไม่ยอมรับ
ขออนุญาตินำเอาไปใช้ประกอบการทำรายงานนะคะขอบคุณค่ะ