ไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่ดูแลเรื่องต่างๆ เก่งมากอย่างสิงคโปร์จะแพ้ฝน ฝนตกหนักช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ ๕ มิ.ย. ทำให้น้ำท่วมบางบริเวณของถนน Orchard เข้าไปท่วมส่วนใต้ดินของบางห้างหรือคอนโดหรู ทำให้รถราคาแพงกว่า ๔๐ คันโดนน้ำท่วมเสียหาย และร้านค้าย่อยจำนวนมากเสียหาย
นสพ. The Straits Times ฉบับวันที่ ๗ มิ.ย. บอกว่า ที่จริงปีที่แล้วน้ำก็ท่วมถนน Orchard เมื่อวันที่ ๑๖ มิ.ย. ๕๓ เพราะฝนตกหนักเหมือนกัน แต่ยังหนักน้อยกว่าเมื่อวันที่ ๕ มิ.ย. ๕๔ ซึ่งบางพื้นที่ปริมาณน้ำฝนถึง ๖๑ มม. ใน ๓๐ นาที ทำให้คลองระบาย Bukit Timah น้ำล้น ท่วมขึ้นมาบนถนน Bukit Timah และถนน Dunearn ที่อยู่สองฟากคลอง
อ่านข่าวก็รู้ว่าที่จริงเมื่อโดนน้ำท่วมปีที่แล้วเขาก็ปรับปรุงยกระดับบางส่วนของถนน Orchard ขึ้น ๓๐ - ๕๐ ซ.ม. และเมื่อพยากรณ์ว่าจะมีฝนตกหนักทางการก็เตือนไปยังอาคารต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม แต่มี ๒ อาคารไม่ได้รับการเตือน ข่าวบอกว่าเพราะระบบสื่อสารขัดข้อง สองตึกนี้จึงไม่ได้เตรียมตัวป้องกัน ในขณะที่ตึกอื่นเตรียมตัวทัน
ที่จริงเย็นวันจันทร์ที่ ๖ มิ.ย. ลูกสาวชวนสาวน้อยและผมไปซื้อของที่บริเวณถนน Orchard และเดินกลับบ้านผ่านบริเวณที่โดนน้ำท่วม แต่เราไม่เห็นร่องรอยเลย และตอนไปวิ่งออกกำลังเมื่อเช้าวันที่ ๗ มิ.ย. ก็ไม่เห็นร่องรอย ผมทราบข่าวจากคนขับแท้กซี่ และเมื่อได้อ่าน นสพ. New Straits Times บนเครื่องบินจึงทราบรายละเอียด
ตอนขาไปการเดินทางจากสนามบินชางงี ไปยังบ้านลูกสาว และตอนขากลับจากบ้านลูกสาวไปสนามบินสะดวกมาก เพราะลูกเขยเขามีโชเฟอร์แท้กซี่เจ้าประจำ ที่เขาใช้บริการทุกวันและทุกโอกาสที่ต้องการใช้แท้กซี่ เขาบอกให้โชเฟอร์มายกป้ายรับผมที่สนามบิน ได้รับความสะดวกมาก ส่วนสาวน้อยลูกสาวเป็นห่วงจึงไปรับเอง กลายเป็นไปรับช้าไป ๑ ชั่วโมงเพราะไปผิด terminal เครื่องบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ลงที่ Terminal 2 แต่ลูกสาวไปรับที่ Terminal 3 ส่วนของผมโชเฟอร์เขาชำนาญ รู้ว่าสายการบินลง terminal ใดเอาแน่ไม่ได้ต้องตรวจสอบให้ดี กลายเป็นผมสะดวกกว่า
ผมได้โอกาสคุยเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ และเรื่องการบ้านการเมืองของสิงคโปร์ ได้ความรู้มามากทีเดียว เพราะโชเฟอร์แกช่างคุย และคงเห็นว่าแม้ผมเป็นหมอแก่ๆ อาวุโส แต่ก็ไม่ถือตัว ชวนแกคุยหรือถามเรื่องต่างๆ
ผมถามเรื่องการซื้อคอนโดที่พักอาศัย แกบอกว่าราคาตารางฟุตละ ๗๐๐ - ๘๐๐ เหรียญ (๑ เหรียญสิงคโปร์ = ๒๕ บาท) หนึ่งยูนิต ๒ ห้องนอนมักพื้นที่ประมาณ ๑,๐๐๐ ตารางฟุต ก็ตกราวๆ แปดแสนเหรียญ หรือ ๒๐ ล้านบาท กรรมสิทธิ์ ๙๙ ปี แพงกว่าบ้านเราหลายเท่าตัว
โชเฟอร์บอกว่า สมัยหนุ่มๆ กว่านี้เขาเคยฟุ้งเฟ้อซื้อของราคาแพงใช้ในราคาเงินผ่อน พอเศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจตกต่ำก็ไม่มีเงินผ่อนส่ง ตอนนี้รู้แล้วว่าแม้มีเงินก็ไม่ควรซื้อของผ่อนส่ง เพราะราคามันจะเพิ่มเป็น ๒ - ๓ เท่าตัวหากซื้อคอนโดดังกล่าวในเวลา ๒๕ ปี แกบอกว่าแกมีบ้านราคา a quarter of a million จะเห็นว่าคนขับแท้กซี่ของสิงคโปร์ฐานะดีนะครับ และความรู้ดีด้วย
แกบอกว่าการเมืองของสิงคโปร์มองเผินๆ ก็เป็นประชาธิปไตย แต่มองให้ดีมันเป็นรัฐบาลผูกขาดพรรคเดียว จะทำอะไรก็ได้ ไม่มีคนค้านได้ ผมว่าในเมื่อเขาทำให้บ้านเมืองเจริญและผู้คนอยู่ดีมีสุขก็น่าจะพอใจ แกบอกว่าผลประโยชน์มันไม่เป็นธรรมเสมอไป การตัดสินใจบางเรื่องมันให้ประโยชน์คนบางกลุ่มมากกว่าคนกลุ่มอื่น
อย่างไรก็ตาม แกบอกว่ าการเมืองสิงคโปร์ดีที่ความต่อเนื่อง แกนึกไม่ออกว่าสภาพการเมืองไทยที่เป็นรัฐบาลผสม และเปลี่ยนพรรคบ่อยๆ จะเป็นอย่างไร
ผมบอกแกว่า ลูกเขยเล่าว่าปีที่แล้วสิงคโปร์มีเศรษฐีเงินล้าน ๑๑% ปีนี้เพิ่มเป็น ๑๕% แกบอกว่ารัฐบาลชอบประกาศหรือโฆษณาตัวเลขให้ดูดีเกินจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศ แกไม่คิดว่าจริงๆ แล้วคนสิงคโปร์จะมีคนรวยจริงๆ มากขนาดนั้น เอามาเล่าเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า media literacy เป็นอย่างไร ผมคิดว่าโชเฟอร์คนนี้แกมีความรู้เรื่อง media literacy สูงมาก