ช่วงเวลา ๒ สัปดาห์สุดท้ายก่อนจบภาคเรียน จะเป็นช่วงเวลาของการประมวลความรู้  การสอบ  และการ AAR ที่เผยให้เห็นตัวตนของผู้เรียนแต่ละคน ในวิชามานุษกับโลก ที่เรียนเรื่อง “เพื่อนสีเขียว (พืช)” เด็กๆ ชั้น ๒ มีโจทย์สำหรับการงานชิ้นสุดท้ายสั้นๆ ว่าให้สร้างชิ้นงานจากพืช   

 

แต่จะสร้างแรงบันดาลใจอย่างไร  จะ in put ด้วยอะไร จะออกแบบเครื่องมือเพื่อช่วยให้การทำงานชิ้นนี้สำเร็จได้อย่างไร เพื่อทำให้การเรียนรู้เป็นของผู้เรียนนั้น คือโจทย์ของครู

 

สร้างแรงบันดาลใจ  ให้ in put  

 

ในขั้นการสร้างแรงบันดาลใจ คุณครูแคท – คัทลียา และคุณครูต้อง – นฤตยา คุณครูคู่สอน ตัดสินใจว่าจะให้ให้เด็กๆ ทำน้ำมะนาวอัญชันเพื่อให้ทุกคนได้เห็นประโยชน์ของพืช และได้เรียนรู้คุณค่าของการลงมือทำอะไรให้สำเร็จด้วยตัวเอง 

 

ในคาบแรกของกระบวนการนี้เด็กๆ จึงได้คั้นน้ำมะนาว  และปรุงน้ำอัญชันให้มีรสอร่อยด้วยการเติมเกลือ และน้ำตาล  และมีการประกวดกันเล็กๆ น้อยๆ ว่าสูตรของใครอร่อยที่สุด  โดยการเชิญคุณครูท่านอื่นๆ มาช่วยชิม

 

เด็กทุกคนต่างบอกว่าน้ำมะนาวอัญชันของตัวเองอร่อย  เมื่อดื่มกันจนหมดแก้วแล้วยังอยากจะเติมแก้วที่ ๒-๓ กันอีก  ซึ่งต่างจากเมื่อพวกเขาต้องดื่มน้ำมะนาวอัญชันของโรงเรียนที่จัดมาให้ในช่วงพักรับประทานอาหารว่างในวันก่อนๆ ที่ไม่เห็นมีใครลุกไปเติมกันเลย

 

การทำน้ำมะนาวอัญชัญ ๑ แก้วจึงไม่ใช่เพียงแค่เพียงการผสมน้ำมะนาวรสชาติอร่อยแปลกๆ กันคนละแก้วเท่านั้น แต่พวกเขายังได้รู้ที่มาที่ไปของเครื่องดื่มที่เคยดื่ม ได้ใช้ความพยายามในการทำงานให้สำเร็จ ได้ภาคภูมิใจในผลสำเร็จของงาน และที่เป็นเหตุให้น้ำมะนาวแก้วนี้จึงมีรสอร่อยเป็นพิเศษ ก็เพราะทุกคนได้ลิ้มรสของศักยภาพแห่งตนนั่นเอง

 

แตกความคิดด้วยคำถาม

 

จากนั้นครูก็ชวนเด็กๆ พูดคุยกันถึงประโยชน์ที่ได้จากพืช  คำตอบแรกที่ได้คือใช้เป็นอาหาร แล้วถ้าเด็ก ๆ จะเอาพืชมาทำประโยชน์  แต่ละคนอยากนำมาทำอะไร  ที่จะได้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด  เพราะการตัดพืช ๑ ต้น  ทำให้เราสูญเสียประโยชน์อย่างอื่นๆ ไปมากเลย เพราะพืชช่วยให้ออกซิเจน ช่วยดูดซับน้ำ และช่วยให้โลกของเราเย็นขึ้น ฯลฯ

 

คำถามที่กระตุ้นให้เด็กคิดคือ “ถ้าไม่ใช่อาหาร  เรานำพืชไปทำอะไรได้อีกคะ?”

 

คำตอบมากมายพรั่งพรูออกมาจากความคิด เด็กบางคนนึกถึงของเล่น  บางคนนึกถึงสมุนไพร  บางคนนึกถึงของแต่งบ้าน  และมีเด็กคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าอยากทำกำไลข้อมือจากพืช คำตอบนี้ทำให้ตะวันที่ปกติแล้วมักจะชอบของสวยๆ งามๆ มีแววตาเป็นประกายขึ้นมาทันที  ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งตอบครูแคทด้วยอาการหงอยๆ ว่า “คิดไม่ออก ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี” 

 

ครูเห็นอาการนี้แล้วก็แอบคิดไว้ในใจว่า  รับรองวันจันทร์ได้เห็นเครื่องประดับจากตะวันแน่ๆ  

 

ออกแบบเครื่องมือ

 

ขั้นตอนของการทำความคิดให้เป็นรูปเป็นร่างเป็นสิ่งที่ยากมาก  แม้กระทั่งกับผู้ใหญ่เองก็มักจะพบปัญหานี้ด้วยเช่นกัน  ดังนั้นจึงต้องมีเครื่องมือช่วยให้เด็กๆ สามารถแปลงความคิดจากจินตนาการของตัวเองให้สำเร็จออกมาเป็นชิ้นงานให้ได้ 

 

งานชิ้นนี้เป็นงานที่เด็ก ๆ จะต้องเอากลับไปทำที่บ้าน ถ้าคนไหนตั้งใจฟังครูก็คงจะตอบพ่อแม่ได้ว่าครูให้ทำอะไร  แต่ถ้าบังเอิญเด็กฟังมาไม่หมด หรือ ลืมโจทย์ ก็จะไม่มีงานมาส่ง

 

เพื่อป้องกันปัญหานี้คุณครูแคทจึงคุยกับคุณครูต้อง คุณครูคู่สอนว่า  “น้องต้องเราทำคำแนะนำการทำชิ้นงานไปด้วยเลยดีกว่า ปัญหาจะได้ไม่เกิด”

 

แผ่นพับ  ๗ หน้าที่คุณครูออกแบบไว้ จะช่วยให้เด็กๆ ทำงานไปทีละก้าวตามลายแทงความคิดในแผ่นพับนี้ซึ่งจะช่วยให้เขาค่อยๆ คลี่ความคิดที่มีอยู่ในจินตนาการออกมาเป็นงานได้ในท้ายที่สุด 

 

หน้าที่ ๑   เป็นหน้าปก  มีพื้นที่ไว้สำหรับการติดภาพของเด็กกับชิ้นงานที่สำเร็จแล้ว

หน้าที่ ๒   เป็นหน้าที่เด็ก ๆ จะบอกเล่าว่า  งานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

หน้าที่ ๓   ออกแบบชิ้นงานโดยการวาดภาพ

หน้าที่ ๔   บอกส่วนประกอบของพืชที่นำมาใช้

หน้าที่ ๕   อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำชิ้นงาน

หน้าที่ ๖    วิธีทำโดยละเอียด

หน้าที่ ๗    วิธีใช้และประโยชน์ของชิ้นงาน

 

แต่หากงานส่วนไหนที่เกินความสามารถของเด็ก  ครูก็อนุญาตให้ผู้ปกครองช่วยได้แต่เด็กๆ จะต้องร่วมทำด้วยในทุกขั้นตอน

 

เมื่อครูสร้างเหตุ คือแรงบันดาลใจ และปัจจัย คือเงื่อนไขที่เอื้อต่อการการทำงานให้สำเร็จพร้อมแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการรอคอยผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กแต่ละคน