จับความจาก Teaching Outside the Box : How to Grab Your Students by Their Brains เขียนโดย LouAnne Johnson บทที่ 10 Time and Energy Savers
ที่จริงไม่ว่าทำงานอะไร คนเราต้องรู้จักทำอย่างประหยัดเวลาและพลังงานทั้งสิ้น แต่การทำหน้าที่ครูอาจดูดพลังกายและพลังใจให้เหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว หากไม่รู้วิธีทำงานแบบประหยัดพลังงาน และเวลาของตน ครู LouAnne แนะนำวิธีการหรือเครื่องมือต่อไปนี้
แผนการสอน
แผนการสอนที่ถูกต้องจะช่วยให้ครูทำงานอย่างมีระบบ ยืดหยุ่น และประหยัดเวลา ครูเลาแอนน์ ไม่แนะนำให้ทำแผนการสอนแบบละเอียด กำหนดแผนรายปี รายเดือน รายสัปดาห์ และรายวัน ลงไปถึงรายชั่วโมงหรือรายคาบ และพยายามสอนตามนั้น เพราะจะทำให้เอกสารแผนการสอนเป็นนาย กำหนดให้ครูต้องทำตามนั้นอย่างกระดิกไม่ได้ โดยที่มีหลายเรื่องจุกจิกที่ทำให้เสียเวลาโดยไม่คาดหมายเกิดขึ้น หรืองานหรือการทดสอบบางอย่างที่วางแผนให้นักเรียนทำโดยใช้เวลา ๓๐ นาที เอาเข้าจริง นักเรียนทำเสร็จในเวลาเพียง ๑๐ นาที หรือบางกิจกรรมครูวางแผนไว้ ๑๕ นาที แต่นักเรียนใช้เวลา ๑ ชั่วโมง หากครูพยายามทำและปรับแผนการสอนละเอียดให้ตรงความเป็นจริงจะเสียเวลามากโดยไม่จำเป็น
ครูเลาแอนน์ แนะนำให้ทำแผนการสอนแบบคร่าวๆ ยืดหยุ่น เปิดช่องให้ปรับได้ตามสถานการณ์จริง โดยเขียนไว้ว่าใน ๑ ปีการศึกษา นักเรียนจะได้เรียนอะไรบ้าง หลังจากทำความรู้จักนักเรียน รู้ความสามารถและข้อจำกัดของนักเรียนแล้ว จึงปรับแผนให้เหมาะต่อนักเรียนชั้นนั้นๆ แผนการสอนรายสัปดาห์ก็เขียนไว้กว้างๆ และยืดหยุ่น เปิดช่องเวลาไว้สำหรับกิจกรรมเผื่อเลือก ที่อาจทำก็ได้ ไม่ต้องทำก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์
ในแต่ละส่วนของแผนการสอน ระบุไว้ด้วย ว่าตอบสนองส่วนไหนของหลักสูตร แต่ในความเป็นจริงแล้ว ครูสามารถจัดการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียนได้มากกว่าที่กำหนดไว้ในหลักสูตร โดยการสอนให้นักเรียนเรียนรู้วิธีคิดและวิเคราะห์ข้อมูลและสารสนเทศ หากปูพื้นทักษะนี้ไว้ นักเรียนจะเรียนได้ดี ในปีต่อๆ ไป
การปูพื้นฝึกวิธีคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ให้แก่นักเรียน สำคัญกว่าการพยายามสอนตะลุยให้ครบถ้วนตามในข้อกำหนดหลักสูตร และให้นักเรียนจดจำเนื้อหาที่กำหนด สำหรับตอบโจทย์ข้อสอบที่เน้นความจำ
แผนการสอนเป็นเพียงส่วนเดียวของชีวิตจริงของการเป็นครูที่ดี ครูเพื่อศิษย์ ครูมือใหม่อาจต้องเขียนแผนการสอนอย่างละเอียด แล้วเรียนรู้จากประสบการณ์ สำหรับนำมาเขียนอย่างย่อและยืดหยุ่นมากขึ้น เปลี่ยนเวลาที่ใช้ในการวางแผนมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้มากขึ้น เน้นใช้ผลการเรียนของนักเรียนเป็นแนวทางจัดการเรียนรู้ให้มากขึ้น (แทนที่จะยึดมั่นอยู่กับเอกสารแผนการสอน) เมื่อนักเรียนเรียนได้ช้ากว่าแผนในบางช่วง ครูก็ปรับการสอนเพื่อช่วย นักเรียนจะรู้สึกได้เองว่าครูเอาใจใส่ และจะขยันหมั่นเพียร จนเร่งการเรียนในช่วงอื่นๆ ให้เสร็จตามแผนและหลักสูตรได้ เน้นว่าพฤติกรรม “ครูเพื่อศิษย์” จะเป็นพลังกระตุ้นการเรียนรู้ของศิษย์อย่างคาดไม่ถึง
มอบโจทย์ให้นักเรียนฝึกทำ (Independent Assignment)
เป็นวิธีจัดให้นักเรียนฝึกการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ทักษะหลายอย่างของ 21st Century Skills รวมทั้งทักษะการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การเจรจาต่อรอง การรับฟังผู้อื่น การออกความเห็น การยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง เพราะการฝึกทำโจทย์นี้ ให้ทำเป็นคู่ หรือเป็นทีมหลายคน เมื่อได้รายงานแล้ว ให้นักเรียนนำเสนอต่อชั้นเรียนด้วย ผลทางอ้อมต่อครูคือ ครูได้เปลี่ยนบทบาทจากเป็นผู้สอนสาระเนื้อหา ไปเป็นผู้แนะนำและให้กำลังใจ (facilitator, coach) ช่วยลดภาระด้านเนื้อหา
ครูต้องฝึกฝนเรียนรู้วิธีกำหนดโจทย์ ให้เหมาะแก่นักเรียน และให้ท้าทาย ไม่ง่ายเกินไปและไม่ยากเกินไป รวมทั้งมีหนังสือ เอกสาร แหล่งค้นคว้า ให้เพียงพอ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนจากความเข้าใจของตน และจากการนำเสนอ (“สอน” เพื่อนๆ โปรดดู Learning pyramid จะเห็นว่าวิธีเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุดคือสอนคนอื่น)
สำหรับนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ ครูอาจช่วยแนะขั้นตอนของการค้นคว้า หาข้อมูล วิเคราะห์ว่าจะเลือกเชื่อ/ไม่เชื่อข้อมูลไหน หากพบว่าต่างแหล่งให้ข้อมูลต่างกัน และวิธีฝึกทำโจทย์ แต่ในครั้งหลังๆ นักเรียนจะทำได้เองอย่างคล่องแคล่ว โดยครูต้องบอกโจทย์ให้ชัด ระบุเป้าหมายที่ต้องการอย่างชัดเจน
จะเป็นการดี หรือได้เรียนรู้ฝึกฝนการทำงานอย่างรับผิดชอบ หากครูกำหนดให้นักเรียนแต่ละคนทำสัญญาส่งงาน เป็นสัญญาง่ายๆ แต่มีประโยชน์ทั้งต่อครูและต่อนักเรียน สำหรับครู สัญญาจะช่วยให้ครูติดตามสอดส่องว่ามีใครบ้างที่ทำงานก้าวหน้าช้าอาจส่งงานไม่ทัน ครูจะได้เข้าไปช่วยแนะนำ ส่วนนักเรียนจะได้ประโยชน์คือฝึกความรับผิดชอบ และฝึกทำงานให้สำเร็จตามเงื่อนไขและเงื่อนเวลา
ตัวอย่างสัญญาส่งงาน

ตัวอย่างโจทย์แบบฝึกหัด เรื่องการวิเคราะห์เรื่องสั้น

โปรดสังเกตว่า ในการมอบหมายงานให้นักเรียนทำเพื่อเรียนรู้ด้วยตนเองนั้น ครูต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่า ในแต่ละงานมีเป้าหมายให้นักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้าง รวมทั้งต้องมีเอกสารแนะนำขั้นตอนการทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ตามที่กำหนด และครูต้องประเมินในภายหลังด้วยว่า นักเรียนได้เรียนรู้ตามเป้าหมายหรือไม่ จะปรับปรุงโจทย์และขั้นตอนการเรียนรู้อย่างไรบ้างสำหรับชั้นเรียนต่อๆ ไป
ผมขอเพิ่มเติมความเห็นส่วนตัวของผม ว่า ครูควรชวนนักเรียนทำ reflection หรือ AAR ว่ากิจกรรมนี้ได้ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนและเรียนรู้อะไรบ้าง เท่ากับเป็นการตอกย้ำคุณค่าของบทเรียนต่อชีวิตในอนาคตของนักเรียน ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้อีกทางหนึ่ง
หลังจากนักเรียนคุ้นกับการทำงานเพื่อเรียนรู้ด้วยตนเองจากโจทย์สั้นๆ ใช้เวลาสั้นๆ ขั้นต่อไปคือการทำโครงงาน
โครงงาน (Individual Portfolio)
โครงงานเป็นโจทย์ระยะยาว และยากขึ้น ที่นักเรียนทำเพื่อเรียนรู้ และฝึกฝนการรับผิดชอบการทำงานและส่งผลงานตามเวลา โดยควรเริ่มด้วยโจทย์งานระยะสั้น 1 – 2 สัปดาห์ ที่ไม่มีช่วงปิดยาว หรือกิจกรรมพิเศษที่รบกวนสมาธิหรือความสนใจต่องาน คั่น ควรเริ่มด้วยงานที่เกี่ยวข้องกับสาระในหลักสูตร และเป็นที่น่าสนใจ ให้ความรู้สึกท้าทาย ต่อนักเรียน และเปิดช่องให้มีการค้นคว้า และผลิตผลงานสร้างสรรค์ได้มาก ในระดับความรู้ความสามารถของนักเรียน
ในถ้อยคำของผม นี่คือการเรียนรู้แบบ PBL (Project-Based Learning) ที่ควรเป็นวิธีการเรียนรู้หลักของนักเรียนตั้งแต่ ป. 1 ถึง ม. 6 ขึ้นไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เพราะวิธีเรียนรู้แบบนี้จะให้ Learning Outcome ที่ลึกและเชื่อมโยง เป็น 21st Century Learning ที่ให้ 21st Century Skills อย่างแท้จริง
จริงๆ แล้วครูที่ใช้การเรียนรู้แบบทำโครงงาน ต้องฝึกทักษะการเป็นครูแบบใหม่ ที่ไม่ใช่ครูสอน แต่เป็นครูฝึก (โค้ช) หรือครูผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator)
ตัวอย่างของโครงงานต่อไปนี้ ซึ่งมีความซับซ้อนสูง ต้องการทักษะการคิดระดับสูง ได้แก่การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมิน สำหรับนักเรียนชั้น ม. 5 เป็นตัวอย่างที่ผมแปลถอดความมาจากหนังสือ Teaching Outside the Box เป็นเรื่องเกี่ยวกับ คน Native Americans & Puritans

เนื่องจากโครงงานนี้เป็นกิจกรรมที่คาดหวังให้เกิดการเรียนรู้บูรณาการและลึก รวมทั้งมีน้ำหนักคะแนนสูงมาก วิธีการให้คะแนนจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ครูต้องวางแผนและกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนไว้ล่วงหน้า และให้คะแนนเป็นระยะๆ ตามข้อกำหนด เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระมากตอนให้คะแนนสุดท้าย
เมื่อนักเรียนส่งงานแต่ละช่วง ครูเลาแอนน์จะเซ็นชื่อย่อพร้อมโค้ดระดับคะแนนกำกับไว้ โดยใช้สีหมึกที่นักเรียนไปลบเขียนใหม่ไม่ได้ เมื่อถึงตอนสุดท้ายครูก็เพียงแต่บวกคะแนนแล้วเฉลี่ย ก็จะได้คะแนน โดยจะมีการปรับคะแนนตามการแก้ไขข้อผิดพลาดบกพร่อง การทำงานเพิ่ม และความพยายามของนักเรียน
คะแนนจากการทำโครงงานนี้ อาจให้คะแนนในอีกวิชาหนึ่งด้วยก็ได้ เช่น ในโครงงานมีการเขียนเรียงความ นอกจากให้คะแนนโครงงานแล้ว อาจให้คะแนนในวิชาไวยากรณ์ด้วย โดยมีหลักการที่สำคัญคือคนที่ขยันเรียน และแสดงความก้าวหน้าในการเรียนรู้ จะได้คะแนนสูง นักเรียนที่ลอยชายไปมา เอาแต่เย้าแหย่เพื่อน ไม่เรียน จะได้คะแนนต่ำ
บทนี้ว่าด้วยเรื่องเคล็ดลับในการประหยัดพลังงานและเวลาของครู แต่จะเห็นว่าสาระจริงๆ คือ การจัดการเรียนรู้ให้ศิษย์ได้เรียนรู้ 21st Century Skills โดยที่ครูไม่เหนื่อยเกินไปจะหมดไฟ
วิจารณ์ พานิช
๑๑ ก.ค. ๕๔