หนึ่งทศวรรษสมัชชาสุขภาพ

“สมัชชาสุขภาพ” เป็น “กระบวนการที่ให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้อย่างสมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ หรือความมีสุขภาพของประชาชน โดยจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นระบบและอย่างมีส่วนร่วม”

แนวคิดเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทยมีการก่อตัวมากว่า ๒ ทศวรรษ เพื่อการปรับเปลี่ยนมุมมองเรื่อง “สุขภาพ” จากแบบแยกส่วน มุ่งเน้นการขยายการบริการการแพทย์และสาธารณสุข ที่เน้นการซ่อมสุขภาพเสียหรือรักษาโรคเป็นหลักมาสู่การมองแบบองค์รวม เน้นการ “สร้างนำซ่อม” อันเนื่องมาจากปัจจัยกำหนดสุขภาพสมัยใหม่ เป็นแนวคิดที่มองว่าเรื่องสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องมดหมอ หยูกยา การรักษาพยาบาล หรือเรื่องการแพทย์และสาธารณสุขเท่านั้น แต่สุขภาพเป็นเรื่องของสุขภาวะทั้ง ๔ มิติ คือทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ที่เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุลและสัมพันธ์กับระบบต่างๆ ของสังคม ดังที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวว่า สุขภาพหรือสุขภาวะเป็นเรื่องที่บูรณาการอยู่ในการพัฒนามนุษย์และสังคมทั้งหมด เป็นเรื่องที่อยู่เลยพรมแดนทางการแพทย์และสาธารณสุขไปมาก(Health is integral in total human and social development)

การมีสุขภาพดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจัดระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ดีเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับสุขภาพอีกมากมาย อาทิ เรื่องพฤติกรรม ความเชื่อ วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อม รวมถึงระบบต่างๆ ในสังคม และระบบนโยบายสาธารณะซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย

แนวคิดการปฏิรูประบบสุขภาพพัฒนามาพร้อม ๆ กับแนวคิดการปฏิรูปทางการเมืองของประเทศไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนผ่านจากประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) เป็นหลัก มาสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) ที่มองว่าทุกภาคส่วนของสังคมควรจะได้เข้ามามีส่วนร่วมทางด้านการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดด้านสุขภาพที่ว่า สุขภาพเป็นของทุกคน ดังนั้นคนทุกคน ทุกภาคส่วน ควรจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพในทิศทางสร้างสุขภาพนำซ่อมสุขภาพ

จากแนวคิดข้างต้น สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นจากการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาพจากทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสุขภาพโดยวางเป้าหมายให้มีการประกาศใช้ “กฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อให้เป็นกฎหมายแม่บทของระบบสุขภาพของประเทศไทย โดยได้ริเริ่มกระบวนอย่างเป็นระบบมานับตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ซึ่งในการดำเนินงานได้เปิด “พื้นที่สาธารณะ” ให้เป็นพื้นที่ที่ที่ทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามาร่วมคิด ร่วมทำงาน ผ่านกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ภายใต้เครื่องมือ “สมัชชาสุขภาพ” ที่เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยข้อมูล องค์ความรู้แบบสมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่ทางออกร่วมกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร

จวบจนในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติและมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๐ ในกฎหมายได้ให้ความหมายของคำว่า “สุขภาพ” ไว้ว่า  “ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล” รวมทั้งให้ความหมายของ “สมัชชาสุขภาพ” ที่เป็น “กระบวนการที่ให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้อย่างสมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ หรือความมีสุขภาพของประชาชน โดยจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นระบบและอย่างมีส่วนร่วม”

๑๐ ปีนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ เป็นต้นมา กระบวนการสมัชชาสุขภาพได้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสุขภาวะในสังคมทั้งในรูปแบบของ “สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น” “สมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่” และ “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ” ซึ่งระยะเวลากว่า ๑ ทศวรรษดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการพัฒนาและยกระดับกระบวนการนโยบายสาธารณะให้เป็น “นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม มาเป็นลำดับ

วาระก้าวย่างไปข้างหน้าสู่ทศวรรษหน้า สช. จึงกำหนดจัดประชุมวิชชาการ “๑ ทศวรรษสมัชชาสุขภาพ” ขึ้นระหว่างวันที่ ๗ – ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผลงานวิชชาการที่ภาคีทุกภาคส่วนส่งมาร่วมนำเสนอถึง ๖๕ เรื่อง ทุกเรื่องล้วนมีคุณค่าต่อการพัฒนากระบวนการสมัชชาสุขภาพและส่งผลต่อการปฎิรูประบบสุขภาพของประเทศไทยเรา

ผมอาสาที่จะพยายามนำเรื่องราวดี ๆ เหล่านั้นมานำเสนอในวาระถัดไป คอยติดตามอ่านนะครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สมัชชาสุขภาพ



ความเห็น (0)