แผ่นดินที่สาม ประพันธ์ โดย นายสมภพ จันทรประภา

แผ่นดินที่สาม

 นายสมภพ จันทรประภา  ประพันธ์

รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

จัดพิมพ์ทูลเกล้าฯถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณ

ในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล ทักษิณานุประทาน

ในมหามงคลเฉลิมพระเกียรติวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๒๐๐ ปี

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐

           

พระราชประวัติของพระนั่งเกล้านี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นเครื่องแสดงถึงน้ำใจของคนที่ปกครองคนเมื่อร้อยปีมานี้เอง

“เจ้าช่อมะกอก    เจ้าดอกมะไฟ

เจ้าเห็นเขางาม   เจ้าตามเขาไป

เขาทำเจ้ายับ      เจ้ากลับมาไย

เจ้าสิ้นอาลัย       เจ้าแล้วหรือเอย”

            ใครๆที่ชอบอ่านหนังสือเก่าๆ ได้เห็นกลอนข้างบนนี้ก็จะจำได้ทันทีว่าใครแต่ง เพราะนอกจากจะแต่งสะเทือนใจอย่างยิ่งแล้ว คนแต่งยังเป็นถึงพระราชาอีกด้วย ที่มาของกลอนบทนี้ก็มาจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ท่านจะล้อคุณพุ่ม พนักงานเชิญพระแสงของท่าน

            เรื่องมีอยู่ว่าคุณพุ่มคนนี้ เป็นลูกข้าหลวงเดิมของท่านที่ชื่อว่าภู่ ได้เป็นที่พระยาราชมนตรี คุณพุ่มเป็นคนมีความรู้ในทางอักษรศาสตร์ถึงแต่งโคลงกลอนได้ ซึ่งในสมัยนั้นหาผู้หญิงเก่งทางนี้ได้ยาก นอกจากจะแต่งโคลงกลอนเก่งแล้ว คุณพุ่มยังมีลักษณะที่เรียกว่า “เปรี้ยว” ด้วย ชายหนุ่มชั้นสูงจึงมาติดพันกันหลายคน จนได้สมญาว่า “บุษบาท่าเรือจ้าง” เพราะบ้านอยู่ที่ท่าเรือจ้าง แต่ชายหนุ่มที่ชนะใจคุณพุ่มนั้นก็เป็นผู้ชายที่ “เปรี้ยว” พอๆกัน คือพระปิ่นเกล้า พระนั่งเกล้าท่านรับสั่งว่า “ท่านฟ้าน้อย” “ท่านฟ้าน้อย”นี้เป็นพระอนุชาร่วมพระราชชนนีกับพระจอมเกล้าฯ ซึ่งพระนั่งเกล้าท่านรับสั่งเรียกว่า “ท่านฟ้าใหญ่”               

ทั้ง ๓พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระพุทธเลิศหล้าด้วยกัน พระนั่งเกล้าเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ แก่กว่าพระจอมเกล้า ๑๗ ปี แต่ประสูติมาแต่พระสนม ส่วนสองพระองค์นั้นเป็นเจ้าฟ้าเพราะประสูติแต่พระอัครมเหสี

            เมื่อพระนั่งเกล้าได้เสวยราชย์ คุณพุ่มได้เป็นนางเชิญพระแสง แต่มาแพ้ใจพระปิ่นเกล้า กราบถวายบังคมลาพระนั่งเกล้าไปอยู่กับพระปิ่นเกล้า อยู่ได้พักหนึ่งก็ต้องกลับเข้าวังหลวงไปเฝ้าพระนั่งเกล้าใหม่ ท่านจึงทรงกลอนบทนี้

 

            พูดถึงพระนั่งเกล้า เมื่อเป็นเด็กๆ (ผู้ประพันธ์) ก็รู้แต่เพียงว่า ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี ครั้งโตขึ้นมาอ่าน “พระอภัย” รู้เรื่อง ได้รู้จักสุนทรภู่ เลยรู้ต่อไปว่าท่านเคยถูกสุนทรภู่อาการดังที่เรียกกันว่า “หักหน้า” ต่อหน้าพระที่นั่ง เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งเมื่อแต่งเรื่องสังข์ทอง พระนั่งเกล้า ฯ ทรงตอนท้าวสามลรำพึงว่า “จำจะคิดปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วสมมาตรปรารถนา”

            สุนทรภู่ทักขึ้นว่า ลูกปรารถนาอะไร เลยต้องแก้เป็น”ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา” ต่อมาอีกครั้งหนึ่ง เรื่องอิเหนา พระนั่งเกล้าฯทรงว่า “น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว ว่ายแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว”

            คราวนี้ทรงให้สุนทรภู่ตรวจดูก่อน สุนทรภู่ก็ไม่ทักท้วงประการใด ครั้งนำเข้าสู่ที่ประชุมหน้าพระที่นั่ง สุนทรภู่ทักขึ้นว่า”ตัวอะไร” เลยต้องแก้เป็น “น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมมาอยู่ไหวไหว”

            แล้วมิได้คิดอะไร ต่อมาอ่านนิราศต่างๆของสุนทรภู่จับใจ เลยพาลไปไม่ชอบพระนั่งเกล้าฯ เพราะรู้สึกว่าท่านคงดุ และคงพยาบาทคน ข่มเหงคน คนเก่งๆอย่างสุนทรภู่ ก็ไม่ทรงเลี้ยง เพราะสุนทรภู่ช่างพรรณนานัก

“สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย” หรือว่า “อนิจจากายเราก็เท่านี้ ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย” หรือว่า “สิ้นแผ่นดินสิ้นกลิ่นสุคนธา  วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์” หรือว่า  “สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญของสุนทร ฟ้าอาภรณ์แปลกพักตร์อาลักษณ์เดิม”

            อยู่ต่อมาได้อ่านหนังสือมากขึ้นได้ความรู้ว่าในเวลาที่สุนทรภู่แสดงอาการ”ไม่สวย”ต่อพระนั่งเกล้านั้น พระนั่งเกล้าท่านไม่ใช่เจ้าเล็กเจ้าน้อยที่เดียว อำนาจก็มี เงินก็มี พวกก็มีมาก และพระพุทธเลิศหล้าก็โปรดด้วย เลยเกิดความสงสัยว่า สุนทรภู่เอาอะไรมาเก่งกับท่าน ความรู้ที่ได้จากหนังสือต่างๆนั้น ทำให้สันนิษฐานได้ว่า สุนทรภู่นั้นนอกจากพระพุทธเลิศหล้าจะโปรดแล้ว เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี คงจะโปรดด้วย และสุนทรภู่คงจะฝักใฝ่อยู่ในกรมหลวงพิทักษ์มนตรี เพราะกรมหลวงพิทักษ์มนตรีนี้ นอกจากจะกล่าวกันว่ามีอำนาจถึงเป็นผู้สำเร็จราชการแล้ว ยังทรงมีความสามารถในกระบวนฟ้อนรำอีกด้วย ท่ารำสวยๆของละครทุกวันนี้มาจากเจ้าฟ้าพระองค์นี้ ทีนี้ท่ารำนั้นต้องให้ลงคำในกลอนด้วย แล้วกระบวนแต่งให้ลงคำก็ไม่มีใครเกินสุนทรภู่ อย่างตอนสีดาผูกคอตาย แต่งกันเท่าไร คนรำก็รำไม่ได้เพราะจะตายเอาจริงๆ สุนทรภู่แก้พริบตาเดียว ตรงบทหนุมานว่า “บัดนี้ วายุบุตรแก้ได้ดังใจหมาย” ไม่มามัวตกอกตกใจ เอะอะวุ่นวายกว่าจะแก้

            เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีนี้เป็นโอรสของสมเด็จพระพี่นางองค์น้อยของพระพุทธยอดฟ้า และเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์พระอัครมเหสี จึงมีศักดิ์เป็นน้าพระองค์ใหญ่ของพระจอมเกล้าและพระปิ่นเกล้า เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระพุทธเลิศหล้ามาก ทรงปรึกษาหารือราชการทั่วไปทุกอย่าง จนกล่าวกันว่าเป็นผู้สำเร็จราชการก็มี

            ท่าว่าสุนทรภู่ฝักใฝ่ในเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีนี้มีเค้าเพราะเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๒ สุนทรภู่จะกลับไปวังหลังอีกก็ย่อมจะทำได้ เพราะลูกเมียก็ยังอาศัยอยู่ในวังนั้น “เจ้าข้างใน” คือ พระชายาของกรมพระราชวังหลังก็ยังอยู่ กรมหลวงเสนีย์บริรักษ์พระโอรสของกรมพระราชวังหลังก็มีบุญอยู่ จะว่าสุนทรภู่ “ไม่เหยียบวังหลังอีก”ก็ไม่ใช่ลักษณะของสุนทรภู่ ซึ่งเป็นคนมีความกตัญญูสูง จะเห็นได้จากนิราศวัดเจ้าฟ้า แต่เป็นเพราะกรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ท่านเป็น “น้ำหนึ่งใจเดียว” กันกับพระนั่งเกล้าฯมากกว่า สุนทรภู่จึงไม่เข้าหา และในตอนปลายสุนทรภู่ก็ไปพึ่งบุญพระปิ่นเกล้าฯ “ท่านฟ้าน้อย” แปลเอาว่าสุนทรภู่ฝักใฝ่อยู่ทางเจ้านายฝ่ายสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์พระอัครมเหสีอย่างมั่นคง ถึงแม้นตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์จะทรงห่างเหินไม่ขึ้นเฝ้าพระพุทธเลิศหล้า ไม่ดูแลเครื่องต้น จนพระพุทธเลิศหล้าเสวยอะไรไม่ได้อยู่พักหนึ่งเพราะสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ทรงมีฝีพระหัตถ์เป็นเยี่ยมในทาง”กับข้าว”

            เท่าที่ปรากฏ พระนั่งเกล้าไม่เคยทรงทำอะไรสุนทรภู่จนนิดเดียว ไม่สนพระทัยเท่านั้น สุนทรภู่เที่ยวร้อนตัวไปรำพันไป จนคนต่อมาสงสารสุนทรพู่กันทั้งนั้น สุนทรภู่ “ขี้เมา” ก็ว่าเพราะ “ขี้เมา”จึงเขียนได้ดี สุนทรภู่ล่วงเกินญาติผู้ใหญ่ก็ว่าอย่างสมัยใหม่ว่า”อารมณ์ศิลปิน” เคยถามผู้เฒ่าผู้แก่ถึงพระนั่งเกล้า ก็จะตอบตรงกันหมดว่าท่านชอบสร้างวัด แล้วก็เท่านั้น ดูจะเป็นพวกสุนทรพู่กันไปหมด เลยต้องมาอ่านหนังสือใหม่ อ่านที่เกี่ยวกับพระนั่งเกล้า อ่านแล้วพบว่าพระราชประวัติของพระนั่งเกล้านี้น่าสนใจอย่างยิ่ง “คน” อย่างนี้ได้อีกสัก “คน” เมืองไทยจะดีขึ้น

ท่านเป็นพระราชาที่เปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถในทางบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรเป็นเยี่ยม พ่อค้าที่ทันกับเจ๊ก ท่านเป็นรัฐมนตรีคลังอย่างวิเศษ หาเงินเก่ง หาแล้วคนไม่เดือดร้อน หาแล้วใช้ด้วยเก็บไว้ด้วย ท่านไม่ต้องใช้หลัก “ประหยัด ประวิง ประท้วง ปฏิเสธ” การคลังของท่านไม่มีที่ติดลบ ท่านเป็นจอมทัพที่ “สะกด” แม่ทัพนายกองให้อยู่ในอำนาจ ท่านเป็นนักการเมืองที่เล่นการเมืองอย่างขาวสะอาด ทั้งๆที่มีการต่อสู้ ท่านก็ทรงต่อสู้ตามวิถีทางการเมือง และก็แน่ละ อย่างมีชั้นเชิงด้วย เหนือสิ่งอื่นใดของท่าน คือ “แผ่นดิน” ไม่ใช่ท่าน ไม่ใช่ลูกท่าน ไม่ใช่พวกพ้องของท่าน