เมื่อพระนั่งเกล้าขึ้นเสวยราชย์ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กรมหมื่นศักดิพลเสพ ขึ้นดำรงที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลฝ่ายหน้า สถาปนาเจ้าจอมมารดาเรียมพระราชชนนีเป็นกรมสมเด็จพระศรีสุราลัย และเมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ทรงเลื่อนกรมหมื่นเทพพลภักดิ กรมหมื่นรักษรณเรศ กรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์ขึ้นเป็นกรมหลวงทั้ง ๓ พระองค์ กรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์ก็เลื่อนขึ้นเป็นกรมขุน

การศึกในแผ่นดินพระนั่งเกล้าที่หนักก็มีกับญวน ที่มาของศึกก็มาจากเจ้าอนุเวียงจันทน์ เพราะเมื่องานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเลิศหล้านั้น เจ้าอนุเข้ามาเพราะเป็นคนโปรด พระนั่งเกล้าเองก็โปรด เพราะเจ้าอนุเป็นคนเข้มแข็ง เจ้าอนุได้ใจพอถวายพระเพลิงแล้ว ก่อนจะกราบถวายบังคมลา ก็เลยทูลขอครัวลาวกับหญิงสาวชื่อดวงคำกลับไปด้วย ลักษณะที่เจ้าอนุทำนั้นเข้าลักษณะที่เรียกกันว่า ”กำเริบ” พระนั่งเกล้าถึงจะโปรดก็ทรงทนไม่ได้ ไม่พระราชทานให้ เจ้าอนุก็เสียหน้ากลับไปคิดกบฏทันที ให้เจ้าราชวงษ์ผู้บุตรเป็นทัพหน้ายกผ่านโคราชลงมาถึงสระบุรี ตัวเจ้าอนุเองตั้งอยู่ที่โคราชกวาดคนส่งไปเวียงจันทน์ แต่คนที่ถูกกวาดไม่ยอมให้กวาดไปไกลฮึดสู้ขึ้นมา พอดีทางกรุงเทพฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพยกทัพขึ้นมา เจ้านายวังหลังเป็นทัพหน้า เจ้าอนุตกใจกลัวศึกขนาบ เพราะพวกครัวข้างหลังต่อสู้เข้มแข็งนัก จึงถอยไปตั้งที่หนองบัวลำพู

ทัพหน้านั้นแบ่งเป็นสองทัพ ทัพแรกเข้าตีลาวที่หนองบัวลำพูแตก แต่แล้วตกอยู่ในที่ล้อมเพราะพระยาสุโพแม่ทัพลาวโอบเข้ามา กรมหมื่นนเรศวรโยธีเข้าช่วยก็ตกอยู่ในที่ล้อมอีก พวกกรมหลวงเสนีย์บริรักษ์มาทันเข้าแก้กรมหมื่นนเรศวรโยธีได้ แล้วช่วยกันตีฝ่าวงล้อม ทัพพระยาสุโพก็แตก ทัพหน้าก็เข้ายึดเวียงจันทน์ได้

ทางจำปาศักดิ์ เจ้าพระยาบดินทร์ยกไปตีจนแตกจับตัวเจ้าราชวงษ์ได้ แต่เจ้าอนุนั้นหนีไปอยู่กับญวน ญวนก็พามาส่งไทย แต่กลับปรากฏว่าเป็นการล่อลวง เจ้าพระยาบดินทร์จึงเข้าต่อรบเป็นสามารถในพงศาวดารบันทึกไว้ว่า “ได้สู้รบกันถึงตลุมบอน เจ้าราชวงษ์แทงถูกเจ้าพระยาราชสุภาวดี(เจ้าพระยาบดินทร์)เสื้อขาดเสียดลงไปแต่อกกระทั่งถึงท้องน้อยแผลนั้นไม่ตรงเข้าไปในตัว ขาดเป็นทางลงไป เจ้าพระยาราชสุภาวดีล้มลง หลวงพิพิธน้องเจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงวิ่งเข้าไปช่วย เจ้าราชวงษ์ฟันหลวงพิพิธตาย แล้วจะเข้าซ้ำเจ้าพระยาราชสุภาวดีอีก พอทนายยิงปืนไปถูกเข่าขวาเจ้าราชวงษ์ล้มลง พวกบ่าวก็เข้าใจว่านายตาย เข้ายกเอานายขึ้นแคร่หามหนีไป ฝ่ายเจ้าพระยาสุภาวดี(บดินทร์) ครั้นฟื้นขึ้นเอานิ้วมือแยงเข้าไปในแผล เห็นว่าไม่ทะลุเข้าไปในท้องก็เรียกเอาน้ำมันว่านมาหยอดแผล เอาผ้าพันเข้าไว้เปลี่ยนเสื้อเสียใหม่แล้วก็ขึ้นแคร่ไล่ผู้คนตามเจ้าราชวงษ์ไปในเวลานั้น จนกระทั่งถึงฝังแม่น้ำโขงก็ไม่ทัน”

ในที่สุดเจ้าอนุก็ไม่พ้นมือเจ้าพระยาบดินทร์ เมื่อคุมตัวลงมาถวาย รับสั่งให้ทำที่ประจานลงที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ทำเป็นกรงเหล็กใหญ่มีริ้วตารางล้อมรอบทั้งสี่ด้าน กลางคืนเอาไปขังไว้ทิ่มดาบ ประจานอยู่ได้ ๗-๘ วัน เจ้าอนุก็รากเลือดตายเอาศพไปเสียบประจานไว้ที่สำเหร่ เมื่อตายนั้นอายุได้ ๖๐ ปี

ผลของสงครามครั้งนั้นทำให้ความแตกร้าวระหว่างไทยกับญวนที่มีมาแต่รัชกาลที่สองชัดขึ้น เพราะญวนชั้นหลังลืมหรือจะต้องลืมว่า พระพุทธยอดฟ้าเคยมีบุญคุณแก่ องค์เชียงสือปฐมกษัตริย์ญวนอย่างไร จะเป็น “ดิ๊กว่างเด” ก็เป็นไม่ได้เต็มภาคภูมิ จึงถือเรื่องเจ้าอนุเป็นสาเหตุแสดงตบะเดชะขึ้นมา เจ้าพระยาบดินทร์ต้องทำงานหนักอยู่หลายปี เพราะถ้ารบกับญวน เขมรก็ต้องพ่วงเข้าไปด้วย รบกันจนญวนต้องราข้อขอหย่าทัพ กองทัพไทยจึงจัดการบ้านเมืองให้นักองค์ด้วงได้เป็นใหญ่ พระนั่งเกล้าโปรดให้ขุนนางคุมเครื่องยศออกไปอุปภิเษกนักองค์ด้วง เป็นสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดีเจ้ากรุงกัมพูชา องค์ด้วงถวายเครื่องราชบรรณาการตามประเพณีแล้วให้องค์ราชาวดีผู้บุตรใหญ่เข้ามาพร้อมด้วยเจ้าพระยาบดินทร์เดชารับราชการฉลองพระเดชพระคุณในกรุงเทพฯ สงครามข้างญวนก็สงบตั้งแต่นั้นมา

เมื่อเจ้าพระยาบดินทร์ถึงอสัญญกรรม โปรดให้พระราชทานเพลิงที่วัดสระเกศ เจ้ากรุงกัมพูชาทราบ จึงให้ปลูกเก๋ง ๒ ห้องขึ้นที่หน้าค่ายใหญ่เมืองอุดงมีไชย แล้วปั้นรูปเจ้าพระยาบดินทร์เดชาขึ้นไว้ถึงปีก็บังสุกุลรูปเจ้าพระยาบดินทร์ทุกปีที่ศาลนี้ ชาวเขมรเรียกว่า “ศาลองค์บดินทร์” เดี๋ยวนี้ทราบว่าถูกโยกย้ายไปเสียแล้ว

ข้างพม่าเวลานั้นรบพุ่งติดพันอยู่กับอังกฤษ ทางเราเพียงแต่ส่งคนไปขัดตาทัพอยู่ตามชายแดน ไม่มีอะไรจนตลอดรัชกาล แต่กลับไปมีข้างมลายู เพราะพวกเมืองแขกทั้งปวงมีเมืองไทรเป็นต้น เป็นกบฏ เจ้าพระยาพระคลังจึงต้องยกทัพไปช่วยเจ้าพระยานคร ปราบเมืองไทร เมืองตานี เมืองกลันตัน เมืองตรังกานู ส่วนเมืองสาย เมืองระแงะ เมืองยะลาและเมืองหนองจิกนั้นเข้าหาแต่โดยดีไม่ต้องใช้กำลัง ครั้งนั้นมีแต่เมืองยะหริ่งเมืองเดียวที่ตั้งอยู่ในความสงบไม่กระด้างกระเดื่อง

การต่างประเทศนั้นก็เริ่มตั้งแต่อังกฤษปรารถนาจะผูกมิตรกับสยามเพื่อประโยชน์ทางการค้า จึงแสดงความรำลึกคุณในการที่ส่งทหารไปขัดตาทัพ เพราะทางอังกฤษถือว่าไปช่วยรบให้พม่าระบุลงในสัญญาด้วยว่าจะไม่มารบกวน นอกจากนั้นยังถวายปืนเป็นราชบรรณาการด้วย พระนั่งเกล้าไม่ไว้พระทัยในการที่จะผูกมิตร แต่พระบรมวงศ์และเสนาบดีทูลทัดทาน โดยให้เหตุผลว่า อังกฤษมีเขตแดนชิดเข้ามาแล้วถ้ามิผ่อนตามให้บ้างจะเกิดเป็นเสี้ยนศัตรูขึ้น ต่อจากนั้นก็เลยทำกับอเมริกา แต่ก็ดีกันอยู่ได้ไม่นาน เพราะพระนั่งเกล้า ท่านทนอะไรทนได้ แต่ทนให้เสียเปรียบฝรั่งทนไม่ได้ ทางพระราชไมตรีจึงไม่กินเกลียวกันอยู่จนตลอดรัชกาล ท่านเองก็ไม่ทรงประมาท เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา สร้างป้อมคูประตูเมือง ป้อมกันพระนครไว้ตามจุดยุทธศาสตร์ทุกแห่ง