ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประกอบด้วยแผ่นดินธรรมและแผ่นดินทอง คนไทยส่วนมากมีธรรมะอยู่ในใจ ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ ดินดี น้ำดี ลมดี อากาศทั่วไปก็ดี (ถึงแม้นปัจจุบันจะเกิดโลกร้อนกันทั่วโลกแต่ประเทศไทยก็ยังไม่ถึงกับเลวร้ายเช่นประเทศอื่นๆ) คนดี ทรัพยากรธรรมชาติดี ทำเลที่ตั้งดี ภัยที่เกิดจากธรรมชาติไม่ร้ายแรงเช่นประเทศอื่นๆ
ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ทำงานหนักเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพียงพระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง แต่ทุกพระองค์ (ขอนับเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์) คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนดี มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ พื้นนิสัยจริงๆแล้วเป็นคนดี แต่ลัทธิทุนนิยมของตะวันตกได้เข้ามาครอบงำคนไทยบางกลุ่ม โดยเฉพาะพวกลูกผู้ดีและลูกคนมีเงินที่ไปศึกษาร่ำเรียนในประเทศตะวันตก และกลับมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ ข้าราชการระดับสูง ตลอดจนนักการเมือง ทำให้สังคมไทยเปลี่ยนเป็นระบบทุนนิยม จึงทำให้สังคมอ่อนแอ คนที่เหนือกว่าเอาเปรียบผู้ที่ด้อยกว่า จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆหลายเหตุการณ์ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน (รายละเอียดขอให้ไปหาอ่านจากหนังสือ "เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ" โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย พิมพ์ที่ บริษัท โรงพิมพ์กรุงเทพ ๑๙๘๔ จำกัด จำหน่ายโดย สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี โทรศัพท์ ๐๒-๖๘๕๒๒๑๙ เป็นหนังสือปกแข็งสีทอง ขายเป็นชุดมีด้วยกัน ๓ เล่ม ราคาชุดละ ๑,๕๐๐ บาท)
๗๙ ปีของประชาธิปไตรภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญแบบไทยๆ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มนักการเมืองและกลุ่มผู้มีอำนาจทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจโดยประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก (ยกเว้นเฉพาะช่วงเลือกตั้ง ) อย่างไรก็ตามในชั่ว ๑๐ ปีที่ผ่านมาประชาชนเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น ชุมชนหลายๆแห่งเริ่มปรับตัวและช่วยกันพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งขึ้นโดยได้นำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันมาปฎิบัติและเกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรม ทุกภาคส่วนมีการปรับและพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคการศึกษา การปรับเปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรมต้องใช้เวลา ไม่ใช่ทำกันง่ายๆเพียงไม่กี่ชั่วคืน หรือชั่วปี จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมคิดว่าคนไทยระดับผู้นำของทุกภาคส่วนรู้และเข้าใจแล้วว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติของเรา เพียงแต่ท่านจะมีจิตสำนึกหรือไม่เท่านั้น เราจะคิดเฉพาะผลกระทบกับชีวิตและความเป็นอยู่ของเราและครอบครัวของเราในปัจจุบันนี้อย่างเดียวไม่ได้ต้องคิดถึงอนาคตของลูกหลายและความยั่งยืนของประเทศชาติเป็นสำคัญ
ขอชมเชยสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ที่ได้มีการปรับแผนโปรแกรมการออกอากาศ ระยะหลังผมได้ติดตามชมรายการดีๆหลายรายการที่เป็นประโยชน์ เช่นรายการวันอาทิตย์นี้ (๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔) เวลาประมาณ ๙.๓๐-๑๐.๐๐ น เป็นรายการละครเรื่อง "ชุมชนประชาธิปไตร ๑๑" ผมอยากให้รายการที่สร้างสรรค์เหล่านี้ ได้ออกอากาศในชั่วเวลาที่ดีๆที่คนรับชมกันมากๆ
สิ่งที่สองที่ผมขอชมเชยได้แก่ความคิดริเริ่มในการจัดตั้ง "วิทยาลัยชุมชน" หลายๆท่านตำหนิว่าการศึกษาของเราล้มเหลว และต่างโทษภาคการศึกษา ผมคิดว่าไม่ยุติธรรม ผมติดตามการดำเนินการและการจัดแผนงานการบริหารการศึกษาของประเทศ ผมเห็นว่ามีแผนงานดีๆอยู่มาก แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ ประกอบกับลัทธิทุนนิยมเข้ามาครอบงำสังคม ทำให้สังคมหันไปส่งเสริมให้ลูกหลานหันไปเน้นด้านการศึกษาทางลัทธิทุนนิยม จึงไม่สามารถโทษผู้บริหารด้านการศึกษาชาติเพียงฝ่ายเดียว
สิ่งที่สามที่ขอชื่นชมได้แก่ วีดีโอเพลง "เราจะครองแผ่นดินโดบธรรม" ที่เพิ่งออกอากาศในวันอาทิตย์นี้ (๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔) เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เป็นวีดีโอที่ดีมาก ผมอยากให้เผยแพร่ให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้รับชมและรับฟัง ท่านผู้ใดมีอยู่ขอให้นำเผยแพร่บ่อยๆด้วยครับ ผมอยากจะเก็บเข้าไว้ใน คอมของผมเพื่อเปิดฟังเวลาเหนื่อยๆ ใครมีส่งให้ผมทาง FB หรือ ทาง e-mail ด้วยครับ ความจริงเขามีเวปไซด์ให้เข้าไปชมด้วย แต่ผมยังไม่ได้เข้าไปดูในรายละเอียดเลย ขอถือโอกาสแนะนำเลยครับ www.king84.th
คนไทยโกรธเกลียดเร็วและลืมง่ายค่ะ
ใช่ครับ คนไทยจะมองสั้นๆ ไม่ค่อยจำสิ่งที่ผ่านมา และไม่ค่อยคิดยาวๆ ชอบฉายเดี่ยว เก่งคนเดียว คนไทยต้องแก้ไขในจุดอ่อนให้ได้ รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น เลิกนิสัยขี้อิจฉา หันมาทำงานร่วมกัน ฝึกการทำงานเป็นทีม ให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน มองผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ตัวเองแลพวกพร้อง
ขอนำเรื่องบางตอนเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือ "แผ่นดินที่สาม" ประพันธ์ โดยนายสมภพ จันทรประภา เป็นหนังสือที่รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดพิมพ์ทูลเกล้าฯถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ในมหามงคลเฉลิมพระเกียรติวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐
ครั้งพระนั่งเกล้าประชวรลงก็ทรงมีพระกระแสพระราชดำริถึงผู้สืบราชสมบัติ เพราะยังมิเคยทรงพระราชดำริถึงเรื่องรัชทายาทมาตั้งแต่วังหน้าสวรรคตแล้ว เพราะยังไม่แน่ในพระราชหฤทัยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะความที่มีคนจงรักภักดีต่อพระจอมเกล้าเห็นว่า พระจอมเกล้าควรจะได้รับราชสมบัติมีมากก็ทรงทราบอยู่ พระองค์เองก็คงจะทรงเห็นตามดังนั้น ถึงแม้นจะไม่ออกพระโอษฐ์ให้ชัดออกมา เรื่องนี้ถ้าเอามาคิดดูตามประสาชาวบ้านก็ออกจะแปลก สมบัติทำมาเป็นก่ายเป็นกองแทนที่จะยกให้ลูกกลับไปยกให้น้องคนละแม่ ทั้งๆที่พระเจ้าลูกยาเธอที่เจริญพระชนม์มากแล้วก็มีอยู่หลายพระองค์ มีพระองค์โกเมน พระองค์คเนจร พระองค์ลดาวัลย์ พระองค์ชุมสาย พระองค์เปียก พระองค์อุไร พระองค์อรรณพ พระองค์อมฤตย์ พระองค์สุบรรณ พระองค์สิงหรา พระองค์ชมพูนุท จะว่าท่านไม่โปรดพระองค์เจ้าของท่านก็ว่าไม่ได้ อย่างพระองค์อรรณพที่สร้างวัดมหรรณพ์นั้นก็โปรดจนออกหน้า แต่ท่านทรงเข้าพระทัยที่จะแยกการส่วนพระองค์ออกจากแผ่นดิน ดังนั้นจึงรับสั่งให้หาพระยาราชสุภาวดี พระยาพิพัฒน์ เข้าไปในที่พระบรรทมบนพระมหามณเฑียร ตรัสว่าทรงพระประชวรครั้งนี้อาการมาก เห็นจะเป็นพระโรคใหญ่เหลือกำลังแพทย์จะเยียวยา อันกรุงเทพพระมหานครนั้น ขอบขัณฑ์เสมาอาณาจักรกว้างขวาง พระเกียรติยศก็ปรากฎไปทั่วนานาประเทศ ถ้าทรงพระมหากรุณาพระราชทานอิสริยยศมอบให้พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งซึ่งพอพระทัยให้ขึ้นเสวยราชสมบัติแทนพระองค์ต่อไปแต่ความชอบอัธยาศัยในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์เดียวนั้น เกลือกเสียสามัคคีรสร้าวฉาน ไม่ชอบใจไพร่ฟ้าประชาชนและคนมีบรรดาศักดิ์ผู้ทำราชกิจทุกพนักงานก็จะเกิดการอุปัทวภยันตรายเดือดร้อนแด่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย สมณชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎร์จะได้รับความลำบากเพราะมิได้พร้อมใจกัน ด้วยกำลังทรงพระมหากรุณาเมตตากับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นอันมาก แล้วทรงพระกรุณาดำรัสให้จดหมายกระแสพระราชโองการปฎิญาณยกพระนามพระรัตนตรัยสรณคมน์อันอุดมเป็นประธานพยานอันยิ่งให้เห็นจริงในพระราชหฤทัยแล้ว ทรงพระดำรัสยอมอนุญาตให้เจ้าพระยาพระคลัง ซึ่งว่าที่สมุหพระกลาโหม พระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา พระยาสุภาวดีว่าที่สมุหนายกกับขุนนางผู้น้อยทั้งปวง จงมีความสโมสรสามัคคีรส ปรึกษาพร้อมกันเมื่อเห็นว่า พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดที่มีวัยวุฒิปรีชารอบรู้ราชานุวัตร เป็นศาสนูปถัมภกยกพระบวรพุทธศาสนาและปกป้องไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร รักษาแผ่นดินให้เป็นสุขสวัสดีโดยยิ่ง เป็นที่ยินดีแก่มหาชนทั้งปวงได้ ก็สุดแท้จะเห็นดีประนีประนอมพร้อมใจกันยกพระบรมวงศ์องค์นั้นขึ้นเสวยมไหสวรรยาธิปัตย์ ถวัลยราชสืบสันตติวงศ์ดำรงราชประเพณีต่อไปเถิด อย่าได้กริ่งเกรงพระราชอัธยาศัยเลย เอาแต่ให้ได้เป็นสุขทั่วหน้า อย่าให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันให้ได้ทุกข์ร้อนแก่ราษฎร
นี่คือน้ำใจของคนที่ปกครองคนเมื่อร้อยปีเศษมานี้เอง
เมื่อมีพระบรมราชโองการออกไปแล้วยังทรงเป็นห่วงรับสั่งให้หาพระยาศรีสุริยวงศ์ (สมเด็จเจ้าพระยาในรัชกาลที่ ๕) เข้าไปเฝ้า ถามว่าที่ประชุมหารือกันว่าอย่างไร พระยาศรีสุริยวงศ์ว่ายังไม่จัดการ เพราะเชื่อว่าจะหายประชวร จึงรับสั่งให้พระยาศรีสุริยวงศ์ขยับเข้าไปชิดพระองค์ ให้ลูบดูพระองค์ทั่วทั้งพระสรีรกาย แล้วดำรัสว่าร่างกายทรุดโทรมถึงเพียงนี้แล้ว หมอเขายังว่าจะหายอยู่ไม่เห็นด้วยเลย การแผ่นดินไปข้างหน้าไม่เห็นผู้ใดที่จะรักษาแผ่นดินได้ กรมขุนเดชเล่าท่านก็เป็นคนพระกรรณเบา ใครจะพูดอะไรท่านเชื่อง่ายๆ จะเป็นใหญ่เป็นโตไปไม่ได้ กรมขุนพิพิธเล่าไม่รู้จักการงาน ปัญญาก็ไม่สอดส่องไปได้ คิดแต่จะเล่นอย่างเดียว ที่จะมีสติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได้อยู่ ก็เห็นแต่ท่านฟ้าใหญ่ท่านฟ้าน้อย ๒ พระองค์ ก็ทรงรังเกียจอยู่ว่าท่านฟ้าใหญ่ถืออย่างมอญ ถ้าเป็นเจ้าแผ่นดินขึ้นก็จะให้พระสงฆ์ห่มผ้าอย่างมอญเสียหมดทั้งแผ่นดินดอกกระมัง ท่านฟ้าน้อยเล่าก็มีสติปัญญารู้วิชาการช่างและการทหารต่างๆอยู่ แต่ไม่พอใจทำราชการ รักแต่การเล่นสนุกเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงมิทรงอนุญาต กลัวเจ้านายข้าราชการเขาจะไม่ชอบใจ จึงโปรดอนุญาตให้ตามใจคนทั้งปวงสุดแท้แต่จะเห็นพร้อมเพียงกัน การต่อไปภายหน้าเห็นแต่เอ็งที่จะรับราชการเป็นอธิบดีผู้ใหญ่ต่อไป การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่านับถือเลื่อมใสไปทีเดียว ทุกวันนี้สละห่วงใหญ่หมด อาลัยอยู่แต่วัด สร้างไว้ใหญ่โตหลายวัด ที่ยังค้างอยู่ก็มี ถ้าชำรุดทรุดโทรมไปจะไม่มีผู้ใดช่วยทำนุบำรุง เงินในพระคลังที่จับจ่ายใช้ราชการแผ่นดินอยู่สี่หมื่นชั่ง ขอสักหนึ่งหมื่นเถิด ถ้าผู้ใดเป็นเจ้าแผ่นดิน ให้ช่วยบอกแก่เขาขอเงินรายนี้ให้ทะนุบำรุงวัดที่ชำรุดและการจัดที่ยังค้างอยู่นั้นเสียให้แล้วเสร็จ
เราจะหวังอะไรมากไปกว่านี้ น้ำพระทัย ความเสียสละ หลักการสง่าผ่าเผย เงินสี่หมื่นชั่งนั้นท่านแจกจ่ายลูกหลานของท่านไป ใครจะว่าท่านได้ท่านก็ไม่เอาไปแจก เชื้อสายรัชกาลที่ ๓ ขัดสนเพียงใดก็พอจะเห็นกันอยู่ เงินของท่านเป็นวัด ไม่เป็นวัดก็เป็นป้อม ไม่เป็นป้อมก็เป็นกำปั่น ไม่เป็นกำปั่นก็เป็นทานแก่คนยาก ก่อนจะสวรรคตก็ทรงเป็นห่วงต่างๆห่วงพระอัฐิ พระอัยกา (พระยานนทบุรี) พระอัยกี (คุณหญิงเพ็ง) และกรมสมเด็จพระศรีสุราลัย พระราชชนนี ว่าถ้าประดิษฐานไว้ในพระมหาปราสาทต่อไปจะเป็นที่รังเกียจกีดขวางแก่ผู้ที่จะมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหม่ ขอให้มอบไว้แก่พระเจ้าลูกเธอพระองค์ใดๆถ้าพระราชโอรสหมดสิ้นไปก็ให้มอบแก่พระราชบุตรีรักษาไว้ ส่วนพระองค์เองก็ทรงเกรงว่า ถ้าสวรรคตในพระมหามณเฑียร ท่านผู้ใดมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหม่จะรังเกียจ จึงรับสั่งให้พระยาศรีพิพัฒน์คุมช่างกระทำพระแท่น และพระวิสูตรมาตั้งและกั้นในพระที่นั่งจักรพรรดิ์พิมานองค์ข้างตะวันตก แล้วเสด็จออกมาประทับและสวรรคตอยู่ที่พระแท่นทำใหม่นั้น