คำนี้ได้ยินแล้วบางคนอาจเข้าใจว่าผู้ป่วยเป็นคนไข้ระยะสุดท้ายที่ไม่ต้องการจะยึดยื้อชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไป 

คุณยายอายุ 65 ปีป่วยเป็นโรคหอบ COPD มานานหลายปี  เมื่อหลายเดือนก่อนยายหอบมากจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจต่อไปอีกระยะจนอาการจึงทุเลาจึงสามารถถอดท่อช่วยหายใจออกได้  ยายอาศัยอยู่กับลูกสะใภ้และหลานเพราะลูกชายต้องไปทำงานที่กรุงเทพหาเงินเพื่อส่งมาเลี้ยงครอบครัว  แน่นอนภาระการดูแลทั้งหมดก็ตกอยู่กับลูกสะใภ้ วันนี้ก็เช่นกันยายมีอาการเหนื่อยหอบมากหลังให้ออกซิเจนและพ่นยาขยายหลอดลมให้ยาฉีดช่วยแก้ไขอาการอยู่พักใหญ่ก็ยังไม่ทุเลา ยายมีภาวะหลอดลมตีบและออกซิเจนเริ่มไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ  หมอบอกยายว่าถ้าไม่ไหวคงต้องใส่ท่อช่วยหายใจเหมือนครั้งที่แล้วนะเพราะถ้าปล่อยไว้นานเกินไปยายอาจเสียชีวิตได้  ลูกสะใภ้ซึ่งมากับเพื่อนบ้านอีก 2 คนเข้ามายืนอยู่ใกล้ๆยายและหันมาบอกกับเราว่า

“แต่ลูกชายสั่งไว้ว่าถ้าเป็นอะไรไม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ” เราถามเหตุผลเธอว่าเพราะอะไรลูกชายจึงไม่อยากให้ใส่แต่เธอบอกด้วยสีหน้าไม่พอใจ ”ไม่รู้แต่เขาสั่งว่าไม่ให้ใส่”  เราก็ช่วยกันอธิบายเหตุผลว่าโรคของยายไม่ใช่โรคร้ายแรงหรือไม่มีหนทางรักษาเพียงแต่เป็นโรคที่ต้องการดูแลอย่างต่อเนื่องแต่เธอยืนยันว่าไม่ให้ใส่ (ตอนนั้นฉันอยากบอกเธอให้ลองเอามือบีบจมูกตัวเองหรือกั้นหายใจไม่ต้องหายใจสักพักเธอยังอยากจะพูดว่าไม่ให้ใส่ท่ออยู่ไหม)

พอเราหันไปถามยายๆว่าถ้าเหนื่อยมากทนไม่ไหวให้หมอใส่ท่อช่วยนะยายเองไม่ยอมพูดอะไรได้แต่มองหน้าลูกสะใภ้ เราเลยบอกว่าการยินยอมให้แพทย์รักษาและทำหัตถการต่างๆหากผู้ป่วยรู้สึกตัวดีและมีสติเราคงต้องให้ผู้ป่วยได้ตัดสินใจเอง เพราะในส่วนของคนที่เป็นผู้ให้การรักษาเราคงไม่อาจนิ่งดูผู้ป่วยหยุดหายใจและเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ได้ช่วยเหลืออะไร

เราบอกแกว่ายายๆสามารถตัดสินใจเองได้ถ้ายายเหนื่อยมากยายทนไม่ไหวควรใส่ท่อนะยายจึงค่อยๆพยักหน้า ขณะเดียวกันหมอก็ขอโทรศัพท์พูดกับลูกชายที่อยู่กรุงเทพเมื่อหมอได้อธิบายเหตุผลลูกชายก็ยินยอมให้ใส่ท่อช่วยหายใจได้ สุดท้ายยายก็รอดพ้นจากภาวะวิกฤตินั้นมาได้   

เราเลยมาคิดว่าบางครั้งญาติผู้ป่วยอาจยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิผู้ป่วยในการรับการรักษาว่าเขาสามารถตัดสินใจแทนผู้ป่วยได้ในกรณีใดเราอาจต้องมาหาวิธีทำความเข้าใจกับญาติกันใหม่ส่วนสัมพันธภาพในครอบครัวของยาย (วิกฤติของจิตใจ )คงต้องตามดูกันภายหลัง......