1. นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
| ความยากจนในชนบท | ||
| ความยากจนในเมือง |
3. โครงการลดความยากจนของรัฐบาลในปัจจุบัน
| โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง | ||
| โครงการการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยเป็นเวลา 3 ปี | ||
| โครงการธนาคารประชาชน | ||
| โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค | ||
| โครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ |
![]()
นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ความยากจนในชนบท
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1-4 เป็นแผนที่วัตถุประสงค์หลักในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
โดยอาศัยการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ การพัฒนาจึงเน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ถนนประปา ไฟฟ้า เพื่ออำนวย
ความสะดวกแก่นักลงทุนเอกชน ส่วนเป้าหมายด้านการกระจายรายได้นั้น มีลักษณะเป็นการเขียนไว้ในแผนนโยบายความยากจน
ใน 4 แผนนี้ จึงเป็นเพียงการสร้างสาธารณูปโภคให้กับพื้นที่ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มาก เพื่อให้สะดวกแก่การนำทรัพยากร
และแรงงานราคาถูกในพื้นที่นั้นมาใช้เท่านั้น มิได้เป็นนโยบายที่มีจุดประสงค์เพื่อลดปัญหาความยากจนในชนบทอย่างแท้จริง
ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ให้ความสำคัญกับปัญหาความยากจนมากขึ้น โดยมีการจัดทำแผนพัฒนาชนบทออกมาอย่างชัดเจน
ในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ปี พ.ศ.2524 ตัวอย่างเช่นได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาชนบทแห่งชาติ (กชช.)
เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานพัฒนาชนบท แผนงานตามนโยบายมีทั้งเพื่อแก้ไขปัญหา การขาดแคลน
อาหารและน้ำ การอนามัยป้องกันโรคติดต่อ การสาธารณสุขมูลฐาน การฟื้นฟูและแก้ปัญหาทรัพยากรเพื่อเพิ่มผลผลิต
ทางการเกษตร รวมถึงมีนโยบายการสร้างงานในชนบทเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และการพัฒนาท้องถิ่น จากนโยบาย
การสร้างงานดังกล่าว จึงส่งผลทำให้เกิดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและสาธารณประโยชน์อื่นๆ อีกหลายโครงการ เพื่อรองรับ
การดำเนินงานของนโยบาย
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 ยังคงดำเนินงานต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 แต่มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง (คณะกรรมการ
พัฒนาชนบทแห่งชาติ) ไปยังส่วนจังหวัดมากขึ้น โดยให้จังหวัดกำหนดพื้นที่พัฒนาด้วยตนเอง พร้อมกับขยายพื้นที่พัฒนา
ไปทั่วทั้งประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาชนบทเป็นไปตามปัญหาของพื้นที่นั้น ๆ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม
ของประชาชนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ผลผลิตตกต่ำ การว่างงาน การศึกษา ความเจ็บป่วย และการขาดแคลนแหล่งน้ำ
อุปโภคบริโภค พร้อมกันนี้ยังมีการนำระบบข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของครัวเรือน (จปฐ.) และข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน
กชช.2ค. มาใช้ในการวางแผนเพื่อกำหนดเป้าหมายและการประเมินผลของการพัฒนา
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 เน้นการกระจายรายได้และความเจริญสู่ภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาความยากจนโดยตรง โดยในช่วงปลาย
แผนฯ รัฐบาลได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อคณะกรรมการ กชช.ภ. มาเป็นคณะกรรมการนโยบายกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น
และเพิ่มหน่วยงานจากระทรวงหลัก 4 กระทรวงมาเป็น 8 กระทรวงหลักและ 2 หน่วยงานเสริม (ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม กระทรวงกลาโหม สำนักงานอัยการสูงสุด และการกีฬาแห่งประเทศไทย) พร้อมทั้งยกระดับ
คุณภาพชีวิตของประชาชนให้ได้ตามเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐานของครัวเรือน (จปฐ.) นโยบายกระจายรายได้เน้นการเข้าถึง
ปัจจัยการผลิต เช่น การจัดหาที่ดินทำกินและ สินเชื่อ บริการพื้นฐานต่างๆ เพื่อยกระดับการผลิต และคุณภาพชีวิตของประชาชน
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 เน้นการพัฒนาคน โดยการให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา จึงได้ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา
ขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กยากจนเป็นพิเศษ ส่งเสริมการจัดตั้งองค์กรประชาชนและกองทุนในท้องถิ่นชนบท เพื่อระดมทุน
ในท้องถิ่นมาช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาในชุมชนเอง นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยสามารถประกอบ
อุตสาหกรรมครัวเรือนและอุตสาหกรรมชุมชนขนาดเล็กและกลาง เพื่อเพิ่มรายได้
สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งครอบคลุมปี พ.ศ. 2545-2549 ด้วยเหตุที่ในช่วงของการร่างแผนฯ ประเทศได้ประสบกับ
ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทำให้ทุกๆ ฝ่ายมีความตระหนักว่าการพัฒนาประเทศที่เน้นแต่มิติการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
แต่เพียง อย่างเดียวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ไม่ใช่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นคณะผู้ร่างแผนฯ จึงได้อัญเชิญ "ปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง" ซึ่งเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศที่เน้นการพัฒนา
ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เน้นการพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยั่งยืน โดยในแผนนี้มีการกำหนดวัตถุประสงค์
และเป้าหมายของแผนฯ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจนไว้อย่างชัดเจนคือ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน
และเพิ่มศักยภาพและโอกาสของคนไทยในการพึ่งพาตนเอง ให้ได้รับโอกาสในการศึกษาและบริการทางสังคมอย่างเป็นธรรม
และทั่วถึง สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับ
กลไก ภาครัฐ ให้เอื้อต่อการแก้ปัญหา โดยมีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนคนยากจนของประเทศให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 12
ของประชากร ในปี พ.ศ. 2549
ความยากจนในเมือง
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 รัฐบาลได้ระบุว่าปัญหาคนจนเมืองเกิดขึ้นจากการอพยพเข้ามาของแรงงานชนบทเพื่อมาทำงาน
ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล โดยไม่มีที่พักอาศัย ดังนั้นจึงมีแนวนโยบายที่จะพัฒนาเมืองหลัก เมืองรองในภาคต่างๆ
และการพัฒนาบริเวณชายฝั่งทะเล ตะวันออก ให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระในเรื่องของความหนาแน่น
ของประชากร และภาวะการไร้ที่อยู่อาศัยให้กับกรุงเทพมหานครและเป็นการกระจายความเจริญออกไปสู่ภูมิภาค
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 มีการให้ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย โดยจัดสร้างที่อยู่อาศัยและปรับปรุงชุมชนแออัดเพื่อให้สามารถ
รับบริการขั้นพื้นฐานได้อย่างทั่วถึง และสนับสนุนให้มีสิทธิถือครองที่ดินเพื่ออยู่อาศัยในช่วงระยะเวลาที่แน่นอน ในด้านการศึกษา
มีการจัดฝึกอบรมอาชีพและการศึกษาภาคบังคับและการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงดูเด็ก นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม
ในการพัฒนาชุมชนของตนเองมากขึ้น โดยการสนับสนุนให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนผู้มีรายได้น้อย เพื่อประโยชน์ในด้าน
การรักษาพยาบาลและโภชนาการ ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนสามารถช่วยเหลือตนเองได้
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 รัฐบาลมีแนวทางที่จะปรับปรุงชุมชนแออัด โดยการลงทุนก่อสร้างระบบสาธารณูปการให้ได้มาตรฐาน
มากขึ้น และสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการจัดสร้างที่อยู่อาศัย ในลักษณะเป็นอาคารเช่า มีการส่งเสริมอาชีพ
และการฝึกอบรมฝีมือแรงงานระยะสั้นควบคู่กับการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษ
ในสังกัดการเคหะแห่งชาติ เพื่อให้เงินกู้ยืมและสนับสนุนกลุ่มออมทรัพย์ สำหรับการประกอบอาชีพส่วนตัวขนาดเล็ก
ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ชุมชนแออัดแก้ไข ปัญหาของชุมชนแออัดด้วยตนเอง
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 มีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานการพัฒนาชุมชนเมืองระดับชาติ เพื่อกำหนดนโยบาย ประสาน
และกำกับ ดูแล การดำเนินงานและงบประมาณในการพัฒนาชุมชนแออัด พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนเมือง
เพื่อให้การสนับสนุนชุมชนด้านสินเชื่อสำหรับการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัย อาชีพ สภาพแวดล้อม สุขภาพอนามัย และการรี้อย้าย
ชุมชน เนื่องจากปัญหาหนี้สินนอกระบบเป็นปัญหาที่สำคัญของชุมชนเมือง จึงได้มีการให้ความรู้ด้านการจัดการทางการเงิน
ให้ชาวชุมชนและส่งเสริม กลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้สามารถระดมเงิน ทั้งจากแหล่งงบประมาณของรัฐ
ภาคเอกชนและแหล่งเงินกู้ในระบบ เพื่อการพัฒนาชุมชน อาชีพและที่อยู่อาศัยได้ในระยะยาว แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9
มุ่งเน้นเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ โดยส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มอาชีพและกลุ่มธุรกิจชุมชน สนับสนุนแหล่งเงินทุน
ที่ให้บริการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ การเปลี่ยนชุมชนแออัดให้เป็นแหล่งผลิตของชุมชน ตลอดจนการปรับปรุงสภาพแวดล้อม
และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในชุมชนแออัด นอกจากนี้ยังมีการสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยเน้นส่งเสริม
การจัดตั้งองค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชน ให้มีการรับรองสถานะอย่างถูกต้อง เป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่ายและพัฒนา
ให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อเป็นแกนกลางในการพัฒนาแก้ไขปัญหาได้อย่างครบวงจร และประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้ชุมชนและประชาสังคมทุกระดับมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ
ของภาครัฐ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและองค์กรประชาสังคมได้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะในกระบวนการตัดสินใจ
ด้านนโยบายของรัฐ
โครงการการสร้างงานในชนบท/โครงการพัฒนาตำบล
โครงการพัฒนาตำบลเริ่มในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปี พ.ศ. 2518 โดยใช้ชื่อโครงการว่า "โครงการเงินผัน" ต่อมา
เปลี่ยนเป็น "โครงการสร้างงานในชนบท" ในปี พ.ศ. 2523 เป็นโครงการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและช่วยเหลือประชาชนในชนบท
ให้มีงานทำในช่วงฤดูแล้ง โดยจัดสรรงบประมาณใน ปี พ.ศ. 2523 และ 2524 ประมาณปีละ 3,500 ล้านบาท และในช่วงปี พ.ศ.
2525-2529 อีกปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท พื่อว่าจ้างชาวบ้านซึ่งว่างงานในฤดูแล้งมาสร้างสาธารณูปโภคในท้องถิ่นเอง
เน้นการพัฒนาแหล่งน้ำและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตรด้วย
ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2534 ให้เปลี่ยนโครงการสร้างงานในชนบทมาเป็น
"โครงการพัฒนาตำบล" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่ม ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของท้องถิ่น
และแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างเศรษฐกิจชุมชน โครงการพัฒนาตำบลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี
งบประมาณของโครงการพัฒนาตำบลจะถูกจัดสรรไปสู่โครงการ 7 ประเภท ดังนี้ 1) น้ำกินน้ำใช้ 2) น้ำเพื่อโครงการเกษตร
3) พัฒนาอาชีพและรายได้ 4) สิ่งสาธารณประโยชน์ 5) อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6) การพัฒนาองค์กรท้องถิ่น
และบุคลากรท้องถิ่น และ 7) โครงการพัฒนาระหว่างตำบล
โครงการพัฒนาตำบลได้รับงบประมาณในปีงบประมาณ 2540 จำนวน 5,000 ล้านบาท และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2541 และ
พ.ศ. 2542 เป็นจำนวน 4,000 ล้านบาท และ 2,000 ล้านบาท ตามลำดับ ปัจจุบันโครงการพัฒนาตำบลไม่มีการดำเนินการแล้ว
กองทุนพัฒนาชนบท
กองทุนพัฒนาชนบทเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2527 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนกองทุน
หรือเงินทุนเฉพาะกิจต่างๆ ในหมู่บ้านชนบทในรูปการให้เงินยืมสมทบโดยไม่มี ดอกเบี้ยเพื่อดำเนินกิจการประเภทต่างๆ
ที่ก่อให้เกิดรายได้ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนในหมู่บ้านรวมกลุ่มเพื่อจัดทำกิจกรรมที่อำนวยประโยชน์ต่อสมาชิกและหมู่บ้าน
ช่วยให้ชาวบ้านที่อยู่ในชนบทที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้หรือสินเชื่อเพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถเข้าถึง
แหล่งเงินทุนได้ง่ายสะดวกขึ้นและเป็นแหล่งสินเชื่อที่มีต้นทุนในการกู้ยืมที่ต่ำกว่าสถาบันการเงิน (ธนาคารเพื่อการเกษตร-
และสหกรณ์การเกษตร) การกู้ยืมเงินจากกองทุนชาวบ้านจะต้องรวมเป็นกลุ่มมากู้ยืมโดยให้กลุ่มในชุมชนเป็นผู้ค้ำประกัน
ซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้าน และการพึ่งตนเอง ในที่สุดกองทุนพัฒนาชนบทได้ผ่าน
การดำเนินงานมา 17 ปี ภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงาน กล่าวคือ ในช่วงปี พ.ศ. 2527-2534 กองทุนพัฒนาชนบท
อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ต่อมาในปี พ.ศ. 2535-2537 ถูกโอนมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแล
ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ โดยทำงานร่วมกับธนาคารออมสิน และเมื่อวันที่ 25
ธันวาคม พ.ศ. 2538-2543 กองทุนพัฒนาชนบทก็ถูกโอน มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยธนาคารออมสินในปัจจุบัน
(พ.ศ. 2543) กองทุนพัฒนาชนบทได้ถูกรวมเข้ากับกองทุนพัฒนาชุมชนเมืองเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)
ผลการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาชนบทภายใต้การดูแลของธนาคารออมสินได้อนุมัติโครงการจำนวน 4,044 โครงการ
เป็นจำนวนเงิน 1,200.94 ล้านบาท ในจำนวนโครงการทั้งหมดที่อนุมัติ มี 1,606 โครงการที่ใช้เงินคืนครบตามจำนวน เป็นเงิน
308.17 ล้านบาท ส่วนโครงการที่เหลือ 3,238 โครงการมีการคืนเงินกู้มาแล้ว 306.92 ล้านบาท ยังคงมียอดค้างชำระ 585.85
ล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาชนบทประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เนื่องจากอัตราการชำระคืนเงินกู้ของกองทุน
มากกว่าร้อยละ 50 ของเงินที่ให้กู้ไปทั้งหมด
โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)
ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2536-2540) การดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจน รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินนโยบาย
แก้ไขปัญหาความยากจน (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2536) โดยมีกรมการพัฒนาชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ
มีหมู่บ้านเป้าหมายจำนวน 11,608 หมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านเร่งรัดพัฒนาอันดับ 1 ตามข้อมูลพื้นฐาน กชช.2ค. ปี 2533 (หรือหมู่บ้าน
ที่ครัวเรือนมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อคนต่อปี) งบประมาณ 3,471 ล้านบาท แยกเป็นเงินทุนสำหรับหมู่บ้าน 3,250 ล้านบาท
งบบริหารโครงการ 221 ล้านบาท รัฐบาลได้จัดสรรเงินกองทุนให้หมู่บ้านละ 280,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ย ครัวเรือนยากจน
ในหมู่บ้านเป้าหมายสามารถยืมเงินทุนจากกองทุนหมู่บ้านได้ เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพใน 5 ประเภท ได้แก่ เกษตร
ช่างอุตสาหกรรมในครัวเรือน ค้าขาย และอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครัวเรือนมีรายได้ให้มากกว่า 15,000 บาทต่อคนต่อปี
และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น
ผลการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ระยะที่ 1 มีครัวเรือนยากจนที่ยืมเงินทั้งสิ้น 501,331 ครัวเรือน จากจำนวน
ครัวเรือนยากจนเป้าหมาย 731,633 ครัวเรือน (ร้อยละ 68.52) เป็นจำนวนเงิน ทั้งหมด 3,250.24 ล้านบาท ทำให้ครัวเรือน
ยากจน ร้อยละ 58.02 มีรายได้ผ่านเกณฑ์ 15,000 บาทต่อคนต่อปี
ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2541-2544) ภายหลังการสิ้นสุดโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนระยะที่ 1 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 17
มิถุนายน พ.ศ. 2540 ให้ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2541-2544) วัตถุประสงค์คือ เพื่อยกระดับ
คุณภาพชีวิตของครัวเรือนยากจนในหมู่บ้านเร่งรัดพัฒนา 28,038 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 70 จังหวัด โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน
ระยะที่ 2 มี กิจกรรมที่จะต้องดำเนินการคือ ฝึกอบรมชุมชน และสนับสนุนเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพ กรมพัฒนาชุมชนได้ตั้ง
งบประมาณเพื่อดำเนินโครงการทั้งสิ้น 8,367 ล้านบาท (งบประมาณรวม 4 ปี) แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 1,787 ล้านบาท
เงินนอกงบประมาณ 580 ล้านบาท ให้คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) เป็นองค์กรรับผิดชอบบริหารจัดการเงินทุนของหมู่บ้าน
และติดตามการสนับสนุนการประกอบอาชีพของครัวเรือนเป้าหมายโดยมีคณะทำงานสนับสนุนการปฏิบัติการพัฒนาชนบทระดับ
ตำบล (คปต.) เป็นผู้ให้คำแนะนำในเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการ
โครงการพัฒนาคนจนในเมือง
คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการพัฒนาคนจนในเมืองเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 และได้จัดตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.)
ขึ้น ซึ่งได้รับเงินทุนเริ่มต้นจำนวน 1,250 ล้านบาท หน้าที่หลักของ พชม. คือ สนับสนุนชาวชุมชนแออัดและผู้มีรายได้น้อย
ในเขตเมือง ให้มีความสามารถในการเพิ่มรายได้ มีความมั่นคงในชีวิต มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และมีความเป็นอยู่
และสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ด้วยการส่งเสริมกระบวนการออมทรัพย์และการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ
โครงการพัฒนาคนจนในเมืองในช่วงระยะ 8 ปีที่ผ่านมาได้ขยายพื้นที่ปฏิบัติการครอบคลุม 52 จังหวัด 144 เมือง มีจำนวน
สมาชิกรวมทั้งสิ้น 1,273 กลุ่ม ในจำนวนนี้เป็นองค์กรที่ทำกิจกรรมออมทรัพย์ 916 กลุ่ม ผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ คือ
การอนุมัติสินเชื่อแก่องค์กรชุมชนรวมทั้งสิ้น 211 องค์กร เป็นเงิน ทั้งสิ้น 934.49 ล้านบาท เป็นสินเชื่อหมุนเวียน 80.49 ล้านบาท
ินเชื่อพัฒนาอาชีพ 202.31 ล้านบาท สินเชื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ไม่เป็นโครงการ 112.46 ล้านบาท สินเชื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เป็น
โครงการ 493.16 ล้านบาท สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ 3.81 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อพัฒนาธุรกิจชุมชน 36.37
ล้านบาท
โครงการเสริมสร้างการแก้ไขปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤติ
โครงการเสริมสร้างการแก้ไขปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤติเป็นโครงการภายใต้มาตรการเพิ่ม ค่าใช้จ่ายภาครัฐ (เงินกู้
MIYAZAWA) มีงบประมาณ 1,000 ล้านบาท บริหารงานโดยการเคหะแห่งชาติ (เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542) วัตถุประสงค์
ของโครงการคือ เพื่อบรรเทาปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของคนจนเมือง โดยการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพและธุรกิจในชุมชน
ปรับปรุงสภาพแวดล้อมชุมชน บริการพื้นฐานและบริการสังคมในชุมชน พื้นที่เป้าหมายของโครงการ ได้แก่ ชุมชนแออัดหรือชุมชน
ผู้มีรายได้น้อยในเมืองที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและภูมิภาค งบประมาณของโครงการถูกแบ่งออกเป็นงบบริหาร
จัดการประสานงาน สนับสนุน เตรียมความพร้อมและติดตามประเมินผล 50 ล้านบาท และงบดำเนินโครงการ 950 ล้านบาท
ซึ่งจัดสรรให้กับกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 เขต เขตละ 1 ล้านบาท เป็นเงิน 50 ล้านบาท ให้กับจังหวัดต่างๆ จำนวน 75 จังหวัด
จังหวัดละ 2 ล้านบาท เป็นเงิน 150 ล้านบาท ให้กับชุมชนแออัดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภูมิภาคเป็นจำนวนเงิน
350 ล้านบาท เป็นงบสำรองให้แก่ชุมชนแออัดที่ไม่ปรากฏตามฐานข้อมูล (ฐานข้อมูลของการเคหะแห่งชาติ ณ มี.ค. พ.ศ. 2542
มีชุมชนแออัดทั้งประเทศประมาณ 384,953 ครัวเรือน) ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 115,000 ครัวเรือน จำนวน 100 ล้านบาท
ส่วนที่เหลือจัดสรรให้สำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองเพื่อดำเนิน โครงการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมือง
จำนวน 250 ล้านบาท และโครงการแก้ไข ปัญหาผู้สูงอายุในชุมชน จำนวน 80 ล้านบาท
องค์กรชุมชนสามารถของบจากโครงการเสริมสร้างการแก้ปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤติได้ โดยการเสนอโครงการที่เกี่ยวกับ
การส่งเสริมอาชีพ สร้างงาน การพัฒนาสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย การสร้างโครงสร้างพื้นฐานชุมชน การปรับปรุงสวัสดิการสังคม
และความปลอดภัยในทรัพย์สิน การส่งเสริมพัฒนากลุ่มเยาวชน และการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมือง
การของบสนับสนุนนั้นองค์กรชุมชนหรือเครือข่ายจะต้องร่วมสมทบงบประมาณอย่างน้อยร้อยละ 10 ในรูปตัวเงินหรืออื่นๆ
ของงบสนับสนุนทั้งหมด
ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2543 พบว่า มีโครงการจำนวน 3,858 โครงการผ่านการอนุมัติจาก สำนักงบประมาณในวงเงิน 999.8
ล้านบาท มีโครงการจำนวน 879 โครงการที่แล้วเสร็จ โดยมี การเบิกจ่ายในวงเงิน 423 ล้านบาท
โครงการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมือง (MIYAZAWA)
โครงการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมืองของสำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองเป็นโครงการหนึ่งที่ได้รับ
การอนุมัติ เงินจำนวน 250 ล้านบาท จากโครงการเสริมสร้างการแก้ไขปัญหา คนจนในเมืองในภาวะวิกฤติ ของการเคหะแห่งชาติ
มีจุดประสงค์เพื่อดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มและ เครือข่ายของคนจนในเมืองที่รวมกันเป็นกลุ่มออมทรัพย์ สหกรณ์ กลุ่มอาชีพ
หรือองค์กรอื่นที่ทำกิจกรรมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน โครงการสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2543 ซึ่งกลุ่ม/เครือข่าย
จะต้องเสนอโครงการ เพื่อของบสนับสนุนภายในกลางเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2543 ซึ่งโครงการที่เสนอจะต้องเป็นโครงการ
พัฒนาความเข้มแข็งในการบริหารกลุ่ม หรือเป็นโครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนา
โครงการพัฒนาความเข้มแข็งในการบริหารของกลุ่ม เป็นการสนับสนุนแบบให้เปล่าไม่เกินกลุ่มละ 15,000 บาท หรือไม่เกิน
เครือข่ายละ 150,000 บาท โครงการนี้มีเงินงบประมาณ 10 ล้านบาท
โครงการสินเชื่อเพื่อการพัฒนามีงบประมาณรวม 240 ล้านบาท กลุ่มหรือเครือข่ายสามารถกู้ยืม เพื่อนำไปให้สมาชิกกู้
และเครือข่ายกู้ ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ส่วนกลุ่มกู้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี และไปให้สมาชิกกู้ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี
ระยะเวลาให้กู้ ไม่เกิน 5 ปี วงเงินกู้ต่อเครือข่ายไม่เกิน 500,000 บาท หรือหนึ่งกลุ่มไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งนี้กลุ่ม หรือเครือข่ายเป็นผู้กู้ และกรรมการกลุ่มหรือเครือข่ายต้องค้ำประกัน
ณ เดือนกันยายน พ.ศ. 2543 สำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองได้อนุมัติโครงการจำนวน 213 โครงการ (230.86 ล้านบาท) แยกเป็น
โครงการประเภทสินเชื่อเพื่อการพัฒนา 129 โครงการ (219.68 ล้านบาท) และโครงการพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน
92 โครงการ (11.18 ล้านบาท)
โครงการลงทุนเพื่อสังคม (Social Investment Project)
โครงการลงทุนเพื่อสังคม (SIP) เป็นโครงการเงินกู้จากธนาคารโลกและรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
จากวิกฤต เศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มคนว่างงาน กลุ่มคนยากจนและกลุ่มคนด้อยโอกาส โดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์
เป็นระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นเน้นการแก้ไขและบรรเทาผลกระทบในกลุ่มคนทั้ง 3 ประเภท โดยทำให้เกิดการจ้างงาน รายได้
และการได้รับบริการ และสวัสดิการสังคมระยะยาว เป็นการมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถและความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน
เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ โครงการแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ
แนวทางที่ 1 มอบให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินการจำนวน 79 โครงการ วงเงิน 13,284 ล้านบาท เพื่อการจ้างงาน
สร้างรายได้ และบริการทางสวัสดิการแก่ผู้ม