วันก่อนสอน Appreciative Inquiry โดยใช้ตำราที่ผมเขียนเอง...รวบรวมจาก Blog ใน gotoknow:::
...
มีนักศึกษาป.ตรีท่านหนึ่งถามผมว่า.."อาจารย์คะ 4 D นี่มันยังไงคะ.."
...
เลยยกตัวอย่างจริง...
....
โจทย์คือ มีองค์กรแห่งหนึ่ง ต้องการเปลี่ยนให้พนักงานที่ส่วนใหญ่สูงอายุ (ประมาณ 45 ขึ้น) หันไปใช้ระบบคอมพิวเตอร์ (ปัจจุบันแม้ email ก็ยังไม่อยากจะใช้) ในวันที่เริ่มโครงการ..AI...ผมบอกว่า...ให้ทุกคนเล่าเรื่องที่เราภูมิใจที่สุด...ตั้งแต่ทำงานที่นี่มา...เอาเป็นกิจกรรมหรือโครงการก็ได้...มาเรื่องเดียว...เอาดีที่สุด..บอกจุดเปลี่ยนด้วย.."
....
เดิมผมหนักใจกับที่นี่เพราะโจทย์มันยากจัง แต่บังเอิญ ผมเจอรายหนึ่งเล่าว่า ..."..มีครั้งหนึ่งองค์กรได้จัดให้พนักงานได้ใช้โปรแกรมใหม่...คนต่อต้านมาก ไม่ยอมใช้ แต่พวกผมก็ไม่ถอย..เราออกไปตั้งสำนักงานชั่วคราว...คอยช่วยเหลือพนักงาน..ที่บางราย เบี้ยว ไม่ใช้เฉยเลย..ผมก็ต้องไปหาเขา..ค่อยๆ อธิบาย ทำให้ดูที่ละขั้น..ที่สุดคนก็เริ่มยอมรับ จนหมดแรงต้านไปในที่สุด..."
....
อืม นี่คือความหวัง..แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย...
...
นี่ไงครับ... Discovery เราค้นพบแล้ว...นี่คือเรื่องดีๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในระบบ...
...
Dream...สิ่งที่ควรจะเป็นคือ..หากอยากเปลี่ยนแปลงให้คนยอมรับ..ต้องลงไปลุย..
Design..ลองมาวางแผนสิ...ถ้าจะใช้แนวทางนี้ให้ได้กับทั้งองค์กร...(คนราวๆ 2000 คน) จะต้องทำไงกันบ้าง..มะ มาระดมสมองกัน
Destiny มาคิดต่อ อีกนิิด...จะให้ใครทำ...วัดยังไง..ปรับเปลี่ยน เรียนรู้กันอย่่างไร...นี่ก็อาศัยระดมสมองกัน...ที่สุด ลองทำเลย...
....
นี่ไงครับ.. 4-D ...จากตัวอย่างจริง...
...
เราต้องไม่มี 4-D เดียวครับ..ต้องมีหลายๆอันครับ..รวมกัน..จะสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงได้มากครับ..


