ในพื้นที่ อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ เกษตรกรส่วนใหญ่ทำนาข้าว และมีรายได้จากการข้าวในฤดูเก็บเกี่ยว

              หลังจากที่  อาจารย์ไพรัตน์ และ บริษัทไทรูราเนต เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการความรู้ โดยแรกเริ่ม อาจารย์ไพรัตน์ มีพื้นที่อยู่ในพื้นที่นั้นอยู่แล้ว และทำเกษตรแบบผสมผสาน รวมทั้งปลูกต้นไม้ในพื้นที่หลายไร่        

           กระทั่งเกษตรกรแถวนั้นเห็นเป็นตัวอย่างและเกิดการเข้ามาเรียนรู้กับ อ.ไพรัตน์ รวมทั้งตั้งกลุ่มเกษตรกรทำการปลูกพืชผักในพื้นที่ 1งาน ซึ่งเป็นแนวคิดของ อ.ไพรัตน์ และคุณแจ็คจาก บริษัทไทรูราเนต

          ซึ่งแรกๆมีเกษตรกรเข้ามาร่วมทำเกษตรในกลุ่มไม่ถึง 10 คน โดยมีข้อแม้ว่าทุกคนที่เข้ามาเป็นสมาชิก จะต้องทำเกษตรแบบปลอดสารในพื้นที่ 1 งานของตนเอง        

          จนระยะหลังผลสำเร็จจากผลิตภัณฑ์ปลอดสารในแปลง 1 งาน เริ่มงอกเงยทำให้เกษตรกรมีกำลังใจ และมีการชักชวนกันเข้ามาร่วมเรียนรู้มากขึ้น จาก 10 เป็น 20 ... 30 ....40 และก็จำกัดไว้ที่ 40 คน       

            อ.ไพรัตน์ บอกว่า ที่จำกัดไว้แค่ 40 คนก่อน เพราะอยากให้เกษตรกร 40 ครัวเรือนนี้เป็นต้นแบบให้คนอื่นได้ก่อน กล่าวคือ เข้มแข็งได้ด้วยตัวเองก่อน สามารถพึ่งพาตนเองและกลุ่มได้จริงๆ และทำออกมาอย่างมีคุณภาพ  

             นอกจากนี้กลุ่มยังมีการขยายผลจากแปลงเกษตร 1 งานนี้ เป็นกลุ่มสหกรณ์ร้านค้าชุมชน,กลุ่มออมทรัพย์ ,กลุ่มปุ๋ย และธนาคารพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์        

            ซึ่งต่างก็มีหุ้นส่วนและข้อตกลงกันในกลุ่ม จนตอนนี้มีสหกรณ์ร้านค้าที่เกษตรกรเอาผลิตผลจากแปลงเกษตรของตนเอง มาขายในสหกรณ์ร้านค้านี้ โดยกลุ่มเวียนกันดูแล ช่วยให้มีตลาดรองรับชุมชนด้วย      

        ลุงบุศ เกษตรกรวัย 72 ปี 1 ในสมาชิกบอกว่า "หลังจากที่ลองเข้ามาเรียนรู้ทำให้พื้นที่ว่างเปล่าของลุงบุศมีพืชผักเกิดขึ้นแทบทุกตารางนิ้ว ทั้งยังมีการทำคันนาให้กว้างขึ้นเพื่อปลูกต้นไม้ยูคาลิปตัส และปลูกอย่างอื่นเสริมในแปลงหมุนเวียนมีรายได้ และลดต้นทุนการใช้สารเคมีได้จำนวนมาก มีเงินเหลือเก็บ"     

             ลุงบุศ   ได้สาธิตการปลูกต้นไม้อย่างง่าย ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติหลายครั้ง จนเป็นความชำนาญ และอธิบายการปลูกต้นไม้อย่างง่ายไว้ดังนี้

        เวลาจะปลูกต้นไม้หากซื้อกล้าไม้มาสักต้น ให้เอาถุงดำที่ห่อกล้าไม้นั้นใส่ลงไปในถังน้ำ สังเกตุดูว่าฟองจะผุดขึ้นมาจำนวนมาก จนกระทั่งหมดฟองก็เอากล้าไม้นั้นย้ายลงดิน โดยไม่ต้องรดน้ำต้นไม้เพิ่มอีก เป็นอาทิตย์ก็ได้ เพราะดินที่เอาไปแช่น้ำจะช่วยเลี้ยงต้นไม้ได้อย่างดี    

             หลังจากนั้น ลุงบุศ ก็บอกด้วยว่าตนเองพึ่งได้ประกาศนียบัตร อันดับ 2 จากการประกวดแปลงเกษตรตัวอย่างมาเมื่อเดือนที่แล้ว จากสมาชิกทั้งหมด 40 ครัวเรือน

    ซึ่งทางกลุ่มจะมีการประกวดกันทุกเดือน เป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรสนใจและตั้งใจทำอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง และเป็นการให้รางวัลที่เกิดประโยชน์ ยกคุณค่าของตัวเกษตรกรได้เป็นอย่างดี     

              และที่สำคัญคือ ลุงบุศ ทำเองคนเดียวทั้งหมด นอกจากแปลงเกษตรของตนเองแบบ 1 งาน แล้ว ยังทำเรื่องอื่นๆ เช่น ปลูกไม้ยูคาลิปตัสบนคันนา ในพื้นที่ของตนเองด้วย 

              ลุงบุศ บอกว่า  "ลุงมีความสุข แม้ว่าลุงจะอยู่คนเดียวมานานแล้วหลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตพร้อมลูก แต่ลุงก็มีเพื่อนๆเกษตรกรที่คุยภาษาเดียวกันมาหารือ ลปรร. กันทุกเดือน"     

             คุณแจ๊ค และ อ.ไพรัตน์ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "ที่เริ่มทำกับเกษตรกรนี้ ไม่ได้บอกว่าดีที่สุด แต่ป็นการสร้างเครือข่ายเกษตรกรให้ทำเกษตรแบบปลอดสาร และพอเพียงพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งหวังว่าในอนาคตข้างหน้า พวกเขาจะเข้มแข็งขึ้นมากกว่านี้ และเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรคนอื่นๆได้ รวมทั้งสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำได้ในอนาคต"   

             ผมสังเกตว่า กลุ่มเกษตรกรมีความมุ่งมั่นและมีความตั้งใจที่จะทำเกษตรในพื้นที่ของตนเองเพื่อเป็นทางเลือกให้กับตัวเองและครอบครัว ทุกคนทำอย่างมีความสุข และมีการแลกเปลี่ยนกันอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกัน คุณแจ๊ค และทีมก็มีระบบติดจามกลุ่ม มีการสัญจรเยี่ยมแปลงเกษตรตามบ้านเป็นประจำ เป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ของกลุ่มเกษตรกรได้อย่างใกล้ชิด