ทุกยุคทุกสมัย สิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนมากที่สุด จึงไม่ใช่ งานวิชาการ สารคดี คำประกาศของรัฐบาล ความรู้ในงานอาชีพ แต่เป็น “งานเขียนเชิงวรรณศิลป์” นั่นเอง และผู้ที่จะถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือ นักเขียนซึ่งเขียนงานอมตะ

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

(www.siamintelligence.com)

 

 

 

 

การเขียนนวนิยาย เป็นความอิสระที่สุดในการนำเสนอความคิด

 

คุณสามารถเสนอความรู้และมุมมองใหม่ต่อโลก
โดยไม่ต้องสนใจการอ้างอิงและความถูกต้องทางวิชาการ
คุณสามารถนำศิลปะทุกอย่างมาใช้ได้โดยไม่ต้องคิดว่าเป็นของสำนักใด
คุณสามารถเขียนถึงจินตนาการและความรู้สึกที่ไม่สามารถจับต้องได้
โดยไม่จำเป็นต้องพะวักพะวงในการค้นหาหลักฐานและตัวเลขข้อมูลที่น่าเบื่อหน่ายเพื่อเป็นเครื่องยืนยันสัจธรรม

 

คุณมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ
เขียน เขียน และเขียนให้คนอ่านพึงพอใจ
เขาอาจพอใจจากความสนุกสนานที่ได้จากเรื่องของคุณ
หรืออาจพอใจความงาม ความอลังการ
ความซาบซึ้งเมื่อได้อ่าน
หรือแม้กระทั่งความจริงซึ่งคุณนำเสนอได้น่าสนใจ
มากกว่าบทความวิชาการอันแห้งแล้ง
ดังนั้น
ความสามารถในการเขียนให้เข้าถึงหัวใจของมนุษยชาติย่อมทำให้งานของคุณเป็นที่นิยม

 

 

เงื่อนไขเหล่านี้
ทำให้คุณสามารถสะท้อนถึงทุกแง่มุมของชีวิต
อย่างงดงามและเข้าถึงมวลมนุษย์ได้อย่างที่ใจคุณปรารถนา
เป็นอิสระที่คุณได้มาจากการเป็นนักเขียน
ซึ่งอาชีพอื่นไม่สามารถให้ได้
คุณสามารถเขียนอะไรก็ได้
ด้วยวิธีอะไรก็ได้

 

เมื่องานของคุณติดระดับโลกแล้ว
คุณก็จะถูกจารึกอยู่ในอนุสาวรีย์แห่งประชาชาติตลอดไป


สิ่งที่ง่ายที่สุดนั้น
ได้กลับกลายเป็นสิ่งที่ยากไป
เพราะเมื่อคุณเขียนโดยไม่มีกรอบ
ไม่ว่าจะทางวิชาการ ทางศิลปะ
ทำให้ใครๆก็สามารถเขียนได้
ถ้าอย่างนั้น อะไรจะทำให้คุณโดดเด่นกว่าคนอื่น
ถ้าคุณเขียนได้ในระดับธรรมดา
งานเขียนของคุณจะมีประโยชน์อันใด
ดังนั้น
คุณจึงถูกบังคับโดยปริยายให้เขียนจนถึงระดับที่ว่า
“มีคนอ่านจำนวนหนึ่งประทับใจ
ซาบซึ้งและเห็นคุณค่า”
คุณจะต้องทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปที่
การเลือกสรรคำ การค้นคว้าหาข้อมูล
การนำเสนออย่างมีวรรณศิลป์เพื่อให้สะทกสะท้อนเข้าในหัวใจคน
บางครั้งคุณอาจจะทำทุกอย่างที่ว่านั้นได้ดี
แต่งานคุณก็ยังไม่ได้รับความนิยม
จึงมาถึงปัจจัยสุดท้ายที่คุณต้องมี
คือ ความอดทน คุณอาจต้องรอ
1 ปี 10 ปี
หรือแม้กระทั่งตลอดชีวิต
กว่างานของคุณจะได้รับความนิยม

 

คุณจึงต้องมีศรัทธา
ศรัทธาที่เชื่อว่า
“ถ้างานของคุณเขียนได้ดีจริงแล้ว
สักวันหนึ่งย่อมมีคนเห็นคุณค่า”
แต่ถ้าศรัทธาที่มีนั้นผิดพลาดล่ะ
งานของคุณไม่ดีจริง
นั่นก็คงช่วยอะไรไม่ได้
เพราะเป็นความเหมาะสมแล้วที่งานอันไม่ได้มาตรฐานของคุณนั้นจะต้องถูกฝังไปพร้อมกับตัวคุณ
เป็นเรื่องที่คุณต้องยอมรับ
แต่แน่นอน นักเขียนทุกคนย่อมมีอหังการของตน
เขาย่อมมั่นใจว่า
งานของเขาต้องเป็นเลิศและยิ่งใหญ่
ศรัทธาจึงเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้เราเฝ้ารอต่อไป

 

จนกว่าจะถึงวันนั้น


เมื่องานเขียนมีลักษณะเฉพาะเช่นนี้
จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทุกยุคทุกสมัย
สิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนมากที่สุด
จึงไม่ใช่ งานวิชาการ สารคดี
คำประกาศของรัฐบาล ความรู้ในงานอาชีพ
แต่เป็น “งานเขียนเชิงวรรณศิลป์”
นั่นเอง และผู้ที่จะถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือ
นักเขียนซึ่งเขียนงานอมตะ
นักเขียนจึงถูกมอบหมายภารกิจให้นำทุกเรื่องราว
ไม่ว่าจะเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพียงใด
เป็นงานวิชาการที่ยากเพียงใด
หรือเป็นเรื่องใดๆก็ตาม
มาผสมผสานคลุกเคล้า
ผ่านความสามารถเชิงวรรณศิลป์
การสรรหาถ้อยคำ ร้อยเรียงเป็นมนต์วิเศษ
เพื่อให้คนอ่านจดจำ ใหลหลง
ต้องมนต์สะทกสะท้าน ที่สำคัญ
เขาเหล่านั้นที่อ่านงานของคุณย่อมได้รับอิทธิพลในชีวิต
ได้รับแสงสว่างในการนำทาง
พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางประวัตศาสตร์ของมนุษยชาติ

 

ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้ง
เมื่ออ่านงานเขียนเล่มนี้จบลง

 

เราจะก้าวเดินไป

 

งานเขียนสามารถเปลี่ยนจิตใจคนเป็นล้านๆ
อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมสู่วันคืนใหม่ที่งดงาม
มนุษยชาติย่อมได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ชีวิต
จากงานที่เขาชื่นชอบ ใหลหลง

 

สรุปแล้ว
การเป็นนักเขียน
โดยเฉพาะนวนิยาย
(ในความหมายกว้าง
ซึ่งสามารถนำรูปแบบใดมาใช้เขียนก็ได้
)
ย่อมได้รับอภิสิทธิ์ในการนำเรื่องราวอะไรก็ได้
ทั้งจับต้องได้ หรือจับต้องไม่ได้
ทั้งอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต
ทั้งแง่ศีลธรรมและเรื่องอื้อฉาว
อภิสิทธิ์นี้ย่อมทำให้นักเขียนสามารถเขียนเรื่องที่เข้าไปถึงใจคนได้ง่าย
...แต่ไม่มีอะไรในโลกฟรี...เมื่ออิสระก็ต้องเขียนให้ดีที่สุด
ให้เลิศที่สุด มิเช่นนั้น
มันก็จะไม่มีค่าอันใดเลย
เพราะใครๆก็เขียนงานธรรมดาได้
โดยเฉพาะเมื่อไม่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะทางอันใดเลย

 

ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอนิยามว่า

นักเขียน
คือผู้ที่มีอิสรภาพสูงสุดในการนำเสนอเรื่องราวต่างๆในจักรวาล
เพื่อให้เกิดความสั่นไหวในหัวใจ
ใหลหลง ดื่มด่ำ
จนมนุษยชาติเกิดพลังใจในการดำเนินชีวิต
พร้อมที่จะก้าวเดินสู่เส้นทางอันรุ่งโรจน์
ทั้งหมดจึงเป็นภารกิจที่นักเขียนต้องทุ่มเททั้งชีวิต
สุดหัวใจและจิตวิญญาณ
เพื่อเจียระไนงานเขียนออกมาให้ดีที่สุด
ไพเราะที่สุด และเลิศล้ำที่สุด

 

...............................

 

หมายเหตุ

 

บทความนี้
ได้รับการตีพิมพ์ใน
“จุดประกายวรรณกรรม”
ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ฉบับวันที่
16 พฤษภาคม 2547