การควบคุมภายในตามแนวทางของ COSO
ในปี
2535 คณะกรรมการชุดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า The Committee of Sponsoring
Organizations of the Treadway Commission (COSO)
ซึ่งเป็นคณะกรรมการของสถาบันวิชาชีพ 5 สถาบัน ในสหรัฐอเมริกา
อันได้แก่
-
สมาคมผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งสหรัฐอเมริกา (The American
Institute of Certified Public Accountants หรือ AICPA)
-
สมาคมผู้ตรวจสอบภายใน (The Institute of Internal Auditor หรือ
IIA)
-
สมาคมผู้บริหารการเงิน (The Financial Executives Institute หรือ
FEI)
-
สมาคมนักบัญชีแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Accounting
Association หรือ AAA) และ
-
สมาคมนักบัญชีเพื่อการบริหาร (Institute of Management
Accountants หรือ IMA)
ทั้ง 5 สถาบันนี้ได้ร่วมกันศึกษาวิจัย
และพัฒนาแนวคิดของการควบคุมภายใน
และได้ให้ความหมายของการควบคุมภายในว่า “การควบคุมภายใน คือ
กระบวนการปฏิบัติงานที่ถูกกำหนดร่วมกันโดย คณะกรรมการ
ผู้บริหารตลอดจนพนักงานขององค์กรทุกระดับชั้น
เพื่อให้เกิดความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า
วิธีการหรือการปฏิบัติงานตามที่กำหนดไว้จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการควบคุม”
ระบบการควบคุมภายใน
ประกอบด้วยนโยบายและวิธีปฏิบัติงานที่กำหนดขึ้นในองค์กร
เพื่อให้ความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่ากิจการจะบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
ในเรื่องต่อไปนี้
- ด้านการดำเนินงาน (Operation)
โดยมุ่งหมายให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุ้มค่า
ด้วยการกำกับการใช้ทรัพยากรทุกประเภทให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
บรรลุเป้าหมายที่ผู้บริหารกำหนดไว้
และให้ปลอดจากการกระทำทุจริตของพนักงาน หรือผู้บริหาร
และหากมีความเสียหายเกิดขึ้นก็ช่วยให้ทราบถึงความเสียหายนั้นได้โดยเร็วที่สุด
- ด้านการรายงานทางการเงิน (Financial Reporting)
รายงานทางการเงินหรืองบการเงินไม่ว่าจะเป็นรายงานที่ใช้ภายในหรือภายนอกองค์กร
ต่างต้องมีความเชื่อถือได้และทันเวลา
มีคุณภาพเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา
ตัดสินใจทางธุรกิจของนักบริหาร เจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้น
และผู้ลงทุนทั่วไป
- ด้านการปฏิบัติให้เป็นไปตาม กฎ ระเบียบ
และนโยบาย(Compliance with Application Laws and Regulations)
การปฏิบัติงานหรือดำเนินธุรกิจให้สอดคล้อง หรือเป็นไปตามบทบัญญัติ
ข้อกำหนดของกฎหมาย นโยบาย ข้อบังคับ
ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน หรือการดำเนินธุรกิจนั้น
เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลเสียหายใดๆ
จากการละเว้นการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบเหล่านั้น
จากวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
จะเห็นได้ว่าบางครั้งในการจัดการควบคุมภายในสามรถแยกแยะวัตถุประสงค์ได้ชัดเจน
แต่บางกรณีก็มีวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้น
จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะต้องตัดสินใจว่า
จะกำหนดมาตรการการควบคุมภายในเพื่อวัตถุประสงค์อะไร
ต้องการเน้นชัดว่าเพื่อวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่งเพียงอย่างเดียว
หรือต้องการจัดให้มีระบบการควบคุมภายในเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการที่สัมพันธ์กัน
ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดของ COSO
จะต้องพิจารณาในเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง โดยองค์ประกอบทั้ง 5
มีดังนี้
-
สภาพแวดล้อมการควบคุม (Control Environment)
-
การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)
-
กิจกรรมการควบคุม (Control Activities)
-
ข้อมูลสารสนเทศ และการสื่อสารในองค์กร (Information and
Communication)
-
การติดตามและประเมินผล (Monitoring)
1. สภาพแวดล้อมของการควบคุม (Control
Environment)
กล่าวคือ
สภาพแวดล้อมของการควบคุมเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับการสร้างจิตสำนึกและบรรยากาศของการควบคุมภายใน
ซึ่งปัจจัยหลายๆ
ปัจจัยที่นำมาพิจารณารวมกันส่งผลให้เกิดความมีประสิทธิผลของมาตรการหรือวิธีการควบคุมในองค์กร
หรือทำให้มาตรการและวิธีการควบคุมที่ดีขึ้น
โดยส่งเสริมให้ทุกคนในองค์กรตระหนักถึงความจำเป็นของระบบการควบคุมภายในและเน้นการสร้างบรรยากาศโดยผู้บริหารระดับสูง
เพื่อให้คนขององค์กรเกิดจิตสำนึกที่ดีในการปฏิบัติตามความรับผิดชอบ
ดังนั้น
สภาพแวดล้อมของการควบคุมที่ดีจะช่วยให้บุคลากรเข้าใจถึงความจำเป็นและความสำคัญของการควบคุมภายใน
ทั้งนี้
ปัจจัยที่แสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมของการควบคุมประกอบด้วย
ความซื่อสัตย์และจริยธรรม กล่าวคือ
ผู้บริหารควรจัดทำข้อกำหนดด้านจริยธรรมเป็นแนวทางการปฏิบัติ
หรือมีมาตรฐานการปฏิบัติงาน โดยปัจจัยนี้ผู้ศึกษาเห็นว่า
ปัจจุบันองค์กรมักจะจัดทำ Code of Conduct
หรือหลักในการปฏิบัติงานที่เปรียบเสมือนกฎระเบียบขององค์กร ดังนั้น
หากมีการแทรกข้อกำหนดด้านจริยธรรมอันเป็นแนวทางที่ควรปฏิบัติลงไป
ก็จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ในการนำมาใช้ในทางปฏิบัติมากขึ้น
ส่วนในด้านของผู้บริหารก็จะต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
และลดวิธีการหรือแรงจูงใจที่รุนแรง เช่น
การไม่กดดันให้พนักงานต้องปฏิบัติงานตามเป้าหมายที่สูงเกินจริง
ความรู้ ทักษะ ความสามารถเชิงแข่งขัน กล่าวคือ
องค์กรควรมีการกำหนดระดับความรู้และความสามารถที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานแต่ละอย่าง
ต้องกำหนดออกมาเป็นข้อกำหนดด้านพื้นความรู้ทางการศึกษา
และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานโดยผลสำเร็จในการประเมินองค์ประกอบด้านนี้สามารถพิจารณาได้จากการจัดทำเอกสารกำหนดลักษณะงาน
(Job Description)
เพื่อให้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาบรรจุพนักงานให้เหมาะสมกับหน้าที่และความรับผิดชอบ
คณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการตรวจสอบ
กล่าวคือ
ฝ่ายบริหารระดับสูงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรยากาศการควบคุมของกิจการ
คณะกรรมการบริษัทเป็นเสมือนตัวแทนผู้ถือหุ้นที่จะแต่งตั้งฝ่ายบริหารระดับสูงและกำกับดูแลการปฏิบัติงานให้บรรลุผลประโยชน์สูงสุดขององค์กร
คณะกรรมการตรวจสอบเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการบริษัทที่ทำหน้าที่ส่งเสริมบรรยากาศของการควบคุม
และการตรวจสอบทั้งภายในและการสอบบัญชีให้เป็นไปอย่างอิสระจากฝ่ายบริหาร
รวมทั้งความรู้ ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน
การตั้งคำถามที่ตรงประเด็นและลึกซึ้งเกี่ยวกับงานของฝ่ายบริหาร
และติดตามวิเคราะห์คำตอบที่ได้ความถี่และการมีเวลาในการปฏิบัติหน้าที่และประชุม
กับผู้บริหารฝ่ายการเงิน บัญชี ตรวจสอบภายใน และผู้สอบบัญชี
ความเพียงพอและทันสมัยของสารสนเทศที่จัดให้คณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบที่จะติดตามการบรรลุผลของแผนกลยุทธ์
เป้าหมายของฝ่ายบริหารฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน
และปฏิบัติตามสัญญาที่สำคัญ
ความเพียงพอและทันกาลของสารสนเทศที่คณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบมีเกี่ยวกับข้อมูลพิเศษ
เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้บริหารระดับสูง
รายงานการสืบสวนจากสถาบันกำกับดูแล การจ่ายเงินที่ผิดกฎหมาย
เป็นต้น
ปรัชญาและรูปแบบการทำงานของผู้บริหาร กล่าวคือ
องค์ประกอบนี้เป็นสิ่งใหม่ของการบริหาร
ซึ่งบางครั้งปรัชญาและสไตล์การทำงานผู้บริหารถูกละทิ้งความสนใจไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
การทำความเข้าใจแนวโน้มทางความคิดขององค์ประกอบนี้ เช่น
เป็นผู้บริหารที่กล้าเสี่ยง หรือชอบความระมัดระวัง
ความถี่ในการติดตามงานระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับระดับปฏิบัติการ
ทัศนคติของผู้บริหารที่มีต่อการเลือกนโยบายบัญชี
ความระมัดระวังในการกำหนดประมาณการทางบัญชี การเปิดเผยข้อมูล
และการไม่แสดงข้อมูลที่เป็นเท็จ รวมทั้งการส่งเสริมในงานบัญชี
การพัฒนาความรู้ของฝ่ายบัญชี
เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้สามารถทราบทิศทางองค์กรได้ว่าจะถูกวางอยู่ในจุดใดหรือมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง
โครงสร้างการจัดองค์กร กล่าวคือ
โครงสร้างขององค์กรที่ได้รับการจัดไว้ดีย่อมเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผู้บริหารสามารถวางแผนงาน
สั่งการ และควบคุมการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว
และมีประสิทธิภาพ
โดยการจัดโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจนั้น
การมอบอำนาจและความรับผิดชอบ (Assignment of Authority and
responsibility) หมายถึง
การมอบอำนาจให้กับผู้ปฏิบัติงานในระดับปฏิบัติการ
ควรจะต้องมีการกำหนดอย่างชัดเจน
โดยในการประเมินองค์ประกอบด้านนี้จะต้องพิจารณาจาก
- ความชัดเจนในการระบุความรับผิดชอบและอำนาจในการอนุมัติให้ผู้ปฏิบัติการฝ่ายต่างๆ
ในการปฏิบัติงานให้ได้ตามวัตถุประสงค์
- ความเหมาะสมของมาตรฐานการควบคุมและวิธีการควบคุมที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเอกสารที่ระบุลักษณะ
ความรับผิดชอบในตำแหน่งงาน
- ความเหมาะสมของจำนวนพนักงาน
ซึ่งจะต้องมีความรู้และทักษะที่เหมาะสมกับปริมาณงานและ
ความซับซ้อนของกิจกรรม รวมทั้งระบบงานที่เกี่ยวข้อง
นโยบายและวิธีบริหารงานด้านทรัพยากรมนุษย์ กล่าวคือ
ในการบริหารองค์กรมีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นสิ่งสำคัญแก่องค์กรไม่ว่าจะเป็นระบบบริหารเทคโนโลยี
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่องค์กรจะต้องพัฒนาตามยุคสมัยให้ทันแต่อย่างไรก็ตาม
สิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรที่จะขาดไม่ได้ก็คือ ทรัพยากรมนุษย์
เพราะทรัพยากรมนุษย์ที่ดีเป็นปัจจัยที่ทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริง
ดังนั้น ฝ่ายบริหารควรกำหนดนโยบายและวิธีบริหารงานด้านทรัพยากรมนุษย์
เช่น การว่าจ้าง การคัดเลือกบุคลากร และเมื่อได้บุคลากรที่เหมาะสมแล้ว
ก็ต้องมีนโยบายในการจูงใจและพัฒนาให้มีความรู้ความสามารถที่ทันสมัยตามทันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
การประเมินองค์ประกอบนี้ เช่น
นโยบายและวิธีปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวกับการคัดเลือก การฝึกอบรม
การเลื่อนตำแหน่ง และการจ่ายผลตอบแทน
ความเหมาะสมของวิธีการที่ใช้เมื่อพบความประพฤติที่แตกต่างจากนโยบายและวิธีปฏิบัติที่กำหนด
เช่น มีบทลงโทษ
ความเหมาะสมในการใช้นโยบายการเลื่อนตำแหน่งและความดีความชอบ
การตรวจสอบภายใน กล่าวคือ
การตรวจสอบภายในถือเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมภายในและเป็นเครื่องมือทางการบริหารที่ทำให้สภาพแวดล้อมของการควบคุมมีคุณภาพ
ผู้ตรวจสอบภายในต้องมีความอิสระเพียงพอที่จะรายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลให้แก่ผู้บริหาร
และผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานที่ได้รับการตรวจสอบและประเมินผลทั้งนี้ผู้ตรวจสอบภายในควรได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมจากผู้บริหาร
2. การประเมินความเสี่ยง (Risk
Assessment)
การประเมินความเสี่ยงซึ่งจัดได้ว่าเป็นเครื่องมือในการบริหารอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารนิยมใช้ในปัจจุบัน
เนื่องจากในปัจจุบันเป็นยุคการค้าที่มีการแข่งขันอย่างเสรี
ซึ่งมีคู่แข่งมากมายที่กำลังต่อสู้กับองค์กร ดังนั้น
ความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งการประเมินความเสี่ยงนั้น
เป็นกระบวนการที่ทำให้กิจการขององค์กรทราบถึงความเสี่ยงที่กำลังจะเผชิญล่วงหน้าได้
เมื่อทราบถึงความเสี่ยงแล้วก็สามารถที่จะบริหารความเสี่ยงเพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
และเพื่อลดผลกระทบความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้เนื่องจากเป็นการค้ายุคการแข่งขันเสรีที่มีความเสี่ยงสูง
และต้องเตรียมความพร้อมในทุกสภาวการณ์
การประเมินความเสี่ยงจะทำให้ฝ่ายบริหารได้ทราบถึงปัจจัยเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายใน
และปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การอย่างเพียงพอและเหมาะสม
โดยแบ่งได้เป็น
-
ปัจจัยเสี่ยงระดับกิจการอาจเกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
ทั้งภายนอกและภายในกิจการ โดยปัจจัยเสี่ยงภายนอก
เป็นปัจจัยที่เกิดจากภายนอกที่กิจการควบคุมไม่ได้
ซึ่งผู้บริหารต้องติดตามศึกษาเพื่อหาวิธีปฏิบัติในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส
หรือลดผลเสียหายที่จะเกิดขึ้น ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายใน
เป็นปัจจัยที่เกิดจากภายในองค์กรที่ผู้บริหารสามารถจัดการได้
ซึ่งสามารถยกตัวอย่างของปัจจัยภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
ความต้องการและความมุ่งหวังของลูกค้าที่มีต่อสินค้าหรือบริการ
กฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ ของภาครัฐ และตัวอย่างของปัจจัยภายใน เช่น
ความซื่อสัตย์และจริยธรรมของผู้บริหาร
ความสลับซับซ้อนของการปฏิบัติงาน
ขวัญและกำลังใจของพนักงานในการปฏิบัติงาน ขนาดของหน่วยงาน
โดยหน่วยงานใหญ่ย่อมมีโอกาสผิดพลาดสูงกว่าหน่วยงานเล็ก
-
ปัจจัยเสี่ยงระดับกิจกรรมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดในหน่วยงานสาขา
แผนงาน โครงการ และกระบวนการปฏิบัติงานที่สำคัญ เช่น การจัดหา การตลาด
เป็นต้น
หลังจากระบุปัจจัยเสี่ยงแล้ว
ขั้นต่อมาที่สำคัญก็คือ การวิเคราะห์และจัดระดับความเสี่ยง
หากปัจจัยเสี่ยงใดสามารถคำนวณจำนวนที่อาจเกิดขึ้นได้โดยตรงในเชิงปริมาณ
เช่น การใช้สูตรคำนวณจำนวนค่าความเสียหาย
ก็ให้ประเมินและจัดระดับความเสี่ยงไปตามความสำคัญของจำนวนที่คำนวณได้
หากการวิเคราะห์และจัดระดับความเสี่ยงโดยใช้สูตรคำนวณเป็นไปได้ยาก
อาจต้องใช้วิธีการให้คะแนนเชิงเปรียบเทียบแทน เช่น การให้ระดับ 1-3
โดย 1 = ไม่พอใจ 2 = ปานกลาง และ 3 = พอใจ เป็นต้น
หลังจากนั้นผู้บริหารควรกำหนดวิธีการบริหารความเสี่ยง
และตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรม
ควบคุมภายในที่จำเป็นเพื่อลดหรือบรรเทาความเสี่ยงเหล่านั้นและเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ด้านประสิทธิภาพ
ประสิทธิผลของการดำเนินงาน
รายงานทางการเงินและการดำเนินงานเป็นที่น่าเชื่อถือ
และการปฏิบัติที่เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับ
ผู้บริหารระดับส่วนงาน
หรือผู้ประเมินควรจะต้องเน้นการให้ความสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการบริหาร
ในการกำหนดวัตถุประสงค์การระบุความเสี่ยง การวิเคราะห์ความเสี่ยง
และการบริหารความเสี่ยงในช่วงของการเปลี่ยนแปลง
และบางเรื่องมีลักษณะเป็นนามธรรมซึ่งต้องใช้ดุลยพินิจ
แต่เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญในการใช้ประเมินความเสี่ยงว่าเหมาะสมเพียงพอหรือไม่
ซึ่งการบริหารความเสี่ยงนั้น COSO
ได้กำหนดวิธีการตอบสนองความเสี่ยงไว้พอสรุปได้ดังนี้
1) การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Avoidance)
หมายถึงการเลิกหรือหลีกเลี่ยงการกระทำเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง
เช่น การกระทำงานที่องค์กรไม่ถนัด อาจหลีกเลี่ยงโดยการไม่กระทำ
หรือจ้างบุคคลภายนอก เป็นต้น
2) การลดความเสี่ยง (Risk Reduction)
หมายถึงการลดโอกาสความน่าจะเกิดหรือการลดความเสียหาย
หรือการลดทั้งสองด้านพร้อมกัน การลดความเสี่ยงที่สำคัญคือ
การจัดระบบการควบคุมเพื่อป้องกัน
หรือค้นพบความเสี่ยงเฉพาะวัตถุประสงค์นั้นอย่างเหมาะสมทันกาลมากขึ้นรวมถึงการกำหนดแผนสำรองในกรณีมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน
3) การแบ่งความเสี่ยง (Risk Sharing)
หมายถึงการลดโอกาสความน่าจะเกิดหรือการลดความเสียหาย โดยการแบ่ง
การโอน การหาผู้รับผิดชอบร่วมในความเสี่ยง เช่น การจัดประกันภัย
4) การยอมรับความเสี่ยง (Risk Acceptance)
หมายถึงการไม่กระทำการใดๆ
เพิ่มเติมกรณีนี้ใช้กับความเสี่ยงที่มีสาระสำคัญน้อย
ความเสี่ยงน่าจะเกิดน้อย
หรือเห็นว่ามีต้นทุนในการบริหารความเสี่ยงสูงกว่าผลที่ได้รับ
3. กิจกรรมการควบคุม (Control
Activities)
หมายถึง
การกระทำที่สนับสนุนและส่งเสริมการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบาย
วิธีปฏิบัติงาน และคำสั่งต่างๆ ที่ฝ่ายบริหารกำหนด
ซึ่งจะต้องเป็นการกระทำที่ถูกต้องและในเวลาที่เหมาะสม
จะเพิ่มความมั่นใจในความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด
กิจกรรมการควบคุมภายในสามารถแบ่งออกตามประเภทของการควบคุมได้ดังต่อไปนี้
การควบคุมแบบป้องกันเป็นวิธีการควบคุมที่กำหนดขึ้น
เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสี่ยงและข้อผิดพลาดตั้งแต่แรก
การควบคุมแบบค้นพบ เป็นวิธีการควบคุมที่กำหนดขึ้น
เพื่อทำการค้นพบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาแล้ว
การควบคุมแบบแก้ไข
เป็นวิธีการควบคุมที่กำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้ถูกต้อง
หรือเพื่อหาวิธีแก้ไขไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคต
การควบคุมแบบส่งเสริม
เป็นวิธีการควบคุมที่ส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เกิดความสำเร็จโดยตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
4. ข้อมูลสารสนเทศ และการสื่อสารในองค์กร
(Information and Communication)
การสื่อสารและสารสนเทศนี้
ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการควบคุมภายในยุคปัจจุบัน
ซึ่งนับได้ว่าเป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร
และถ้าข้อมูลข่าวสารมีความทันสมัยก็จะทำให้องค์กรรับรู้ข้อมูลได้ทันท่วงที
มีความได้เปรียบทางด้านธุรกิจ
และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการบริหารองค์กรได้ดีอีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม
ความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งไม่แพ้กัน
ดังนั้น
ควรให้ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าถึงหรือรับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านเครื่องมือต่างๆ
โดยสามารถแบ่งได้ ดังนี้
ข้อมูลสารสนเทศ (Information)
เป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานของบุคลากรทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ
โดยผู้บริหารต้องใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาสั่งการ
ส่วนผู้ปฏิบัติงานมักใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นเครื่องชี้นำทิศทางการปฏิบัติหน้าที่
ข้อมูลสารสนเทศที่ดีที่ควรจัดให้มีในทุกๆ
องค์กรควรมีลักษณะดังนี้คือ
1) ความเหมาะสมกับการใช้ หมายถึง
สารสนเทศมีเนื้อหาสาระที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของผู้ใช้
2) ความถูกต้องสมบูรณ์ หมายถึง
สารสนเทศที่สามารถสะท้อนผลตามความจำเป็นและให้ข้อมูลที่เป็นจริงและมีรายละเอียดที่จำเป็นครบถ้วน
3) ความเป็นปัจจุบัน หมายถึง
การให้ตัวเลขและข้อเท็จจริงล่าสุดที่เป็นปัจจุบันสามารถใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับประกอบการตัดสินใจได้ทันเวลา
4) สะดวกในการเข้าถึง หมายถึง
ความยากง่ายสำหรับผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
และมีระบบรักษาความปลอดภัย
ป้องกันผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศที่มีความสำคัญหรือข้อมูลที่เป็นความลับได้
ในการจัดให้มีสารสนเทศที่ดีเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะจัดหาบุคลากรที่มีความรู้
ความสามารถ และประสบการณ์ทางวิชาชีพ รวมทั้งการจัดหาเครื่องมือ
เครื่องใช้ เทคโนโลยี และระบบงานที่ดี และประสบการณ์ทางวิชาชีพ
รวมทั้งการจัดหาเครื่องมือ เครื่องใช้ เทคโนโลยี และระบบงานที่ดี
เพื่อให้มีการปฏิบัติตามระบบงานที่กำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอและควบคุมการปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
การสื่อสาร (Communication)
การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพนั้น หมายถึง
การจัดระบบการสื่อสารให้ข้อมูลส่งไปถึงผู้ที่ควรได้รับ
และระบบการสื่อสารที่ดีนั้น
จะต้องประกอบด้วยทั้งระบบการสื่อสารกันภายในองค์กรหรือการสื่อสารที่เกิดขึ้นภายในองค์กรเดียวกันซึ่งควรจัดให้เป็นรูปแบบการสื่อสารสองทาง
และอีกระบบคือการสื่อสารภายนอกซึ่งเป็นการสื่อสารกับลูกค้าหรือบุคคลอื่นๆ
นอกองค์กร
5. การติดตามและประเมินผล (Monitoring and
Evaluation)
การควบคุมภายในขององค์กรจะสมบูรณ์ไม่ได้หากขาดการติดตามและประเมินผล
เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ผู้บริหารมั่นใจได้ว่า
มาตรการและระบบการควบคุมภายในมีประสิทธิผลและได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
-
การติดตามผลระหว่างการดำเนินงาน (On Going Monitoring) หมายถึง
การสังเกต การติดตาม ระบบรายงานความคืบหน้าของงาน
รวมทั้งการสอบทานหรือการยืนยันผลงานระหว่างการปฏิบัติงาน
-
การประเมินผลอิสระ (Independent Evaluation)
เป็นการประเมินผลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แล้วแต่จะกำหนด
หรือการประเมินอิสระอาจหมายถึง
การประเมินโดยผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดระบบควบคุมภายใน
เพื่อให้สามารถแสดงความเห็นได้อย่างเป็นอิสระ เช่น
การประเมินจากผู้ตรวจสอบภายใน เป็นต้น
-
การประเมินการควบคุมด้วยตนเอง (Control Self Assessment : CSA)
เป็นการจัดประชุมเชิงปฏิบัติร่วมกัน ระหว่างผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน
ผู้มีความรู้ด้านการควบคุม และผู้อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เพื่อกำหนดกิจกรรมควบคุมและประเมินผลร่วมกัน
ในด้านที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานนั้น
การรายงานผลการประเมินและการสั่งการแก้ไข
ต้องจัดทำรายงานผลการประเมินที่สำคัญเสนอผู้บริหารที่รับผิดชอบ เช่น
การจัดทำรายงานแสดงผลความคลาดเคลื่อนของการดำเนินงานเป็นระยะๆ
Very good information, thank you very much for your kindess sharing lesson.