นักลงทุนที่ดี จึงต้องสำนึกให้ได้ว่า การลงทุนก็ไม่ต่างจากการพนัน คือ ไม่ควรเสพติดและกระหายที่จะลงสนามในทุกวัน ในทุกช่วงเวลานาที เพราะจะสูญเสียภาวะ “จิตแจ่มกระจ่าง” ไปได้โดยง่ายดาย

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ (www.siamintelligence.com)

 

 

 

ดอกเบี้ย” นับเป็นทางเลือกในการลงทุนที่สิ้นคิดอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ในศตวรรษที่
21 การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร
อาจไม่ได้มีรสชาติที่หอมหวานเสมอไป
โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับความเสี่ยงนานัปการ
ดังนั้น จึงมีน้อยคนนักที่จะกล้าก้าวเดินออกมาเป็น
“นักลงทุน”
ที่ไม่ต้องพึ่งพาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเพียงน้อยนิดอีกต่อไป
ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ
นักลงทุนที่ล้มเหลวจำนวนมาก
ก็แบกหัวใจเจ็บช้ำไปซบอกธนาคารและไม่คิดจะหวนกลับคืนสู่ยุทธจักรผู้กล้าอีกต่อไป

 

ปัญหาใหญ่ของการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากธนาคาร
ไม่ได้อยู่ที่การแสวงหาผลตอบแทนสูงสุด
หากทว่ากลับอยู่ที่การบริหารจัดการความเสี่ยงให้เหมาะสมกับผู้ลงทุนแต่ละคน
เพื่อนำไปสู่ผลตอบแทนที่ดีกว่า
ท่ามกลางสถานการณ์ที่พลิกผันตลอดเวลา


1. การลงทุน = การพนัน + สติ + ปัญญา

 

ความเสแสร้งของนักวิชาการที่จะแยกแยะการลงทุนให้ฉีกขาดจากการพนัน
โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นโทษมากกว่าคุณ
เพราะนักพนันทั้งหลายก็คงไม่เปลี่ยนรสนิยมโดยการนำเงินทองของตนไปเสี่ยงในการลงทุนที่ต้องใช้มันสมองและเวลายาวนานเช่นนี้
ในขณะเดียวกัน
นักลงทุนมือใหม่ก็จะย่ามใจและขาดความระแวดระวังภัย
โดยหลอกตัวเองอย่างเป็นวิชาการว่า
นี่คือ การลงทุนหาใช่การพนันไม่

 

หากยอมรับตั้งแต่ต้นมือว่า
การลงทุนมีส่วนผสมของการพนันปะปนอยู่ด้วย
ก็จะกระตุ้นให้ผู้ลงทุนตระหนักถึง
“ความเสี่ยง” ที่จะตามมาได้ดียิ่งขึ้น
ดังนั้น เมื่อถึงจุดที่ต้อง
Stop Loss เพื่อป้องกันไม่ให้ผลขาดทุนลุกลามบานปลายออกไป
นักลงทุนก็ยินดีที่จะลงมืออย่างทันท่วงทีเพราะตระหนักดีถึงพิษภัยของการพนัน
แต่หากนักลงทุนมีมายาคติฝังลึกว่า
“นี่คือ การลงทุนไม่ใช่การพนันที่น่ากลัว”
การตัดสินใจ
Stop Loss ก็ย่อมเนิ่นช้าออกไป
และเมื่อการสูญเสียมีขนาดมากเกินกว่าจะตัดใจได้
นักลงทุนก็จะยิ่งจมลึกไปกับการขาดทุนโดยไม่อาจฝืนคืนขึ้นมาได้อีกเลย

 

 

 

 

Stop Loss เป็นเงื่อนไขอันดับหนึ่งในการเป็นนักลงทุนที่ดี
แม้แต่
Warren Buffett นักลงทุนอันดับ 1 ของโลก
ก็ยังมีห้วงเวลาที่ตัดสินใจผิดพลาด
หากทว่าความเหนือชั้นของ
Buffett
ก็คือ
หากวิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้ว
ก็จะลงมือตัดขาดทุนอย่างทันที
ไม่ปล่อยให้ความสูญเสียลุกลามออกไป

 

สำหรับ
นักลงทุนธรรมดาซึ่งไม่ได้มี
“จิตใจที่ปลอดโปร่ง”
เหมือนกับนักลงทุนชั้นเซียน
ย่อมมีแนวโน้มสูงมากที่จะตกเข้าไปในหลุมพรางแห่งความลังเลที่จะ
Stop Loss โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เจ็บปวดและสูญเสีย
มนุษย์ก็จะหาข้ออ้างมาล่อหลอกตัวเองนับร้อยพัน
ดังนั้น การเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า
“การลงทุน
= การพนัน + สติ + ปัญญา”
ย่อมเป็นยันต์คุ้มภัยอย่างดีที่จะช่วยให้นักลงทุนมีประสิทธิภาพในการลงทุนที่ดีขึ้น


Behavioral Economics
นับเป็นสาขาใหม่ของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
โดยเฉพาะการอธิบายให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่า
“เหตุใดมนุษย์ที่มีเหตุมีผลในยามปกติธรรมดา
จึงมักจะขาดแคลนสติปัญญา
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์แห่งความเจ็บปวดและสูญเสีย”
หากทว่าจุดบกพร่องของเศรษฐศาสตรสาขานี้ก็คือ
ภาวะดันทุรังที่จะแก้ไขปัญหาความบกพร่องทางจิตใจของมนุษย์ด้วยตัวยาเพียงชนิดเดียว
นั่นคือ เหตุผล
ดังนั้นในยามที่มนุษย์ต้องเผชิญกับภาวะกดดันหรืออคติในจิตใจ
มนุษย์ก็ควรที่จะรีบเรียกสติและปัญญากลับคืนมาโดยเร็ว
หากทว่ามนุษย์ส่วนใหญ่อ่อนแอเกินไปที่จะกระทำเช่นนี้ได้

 

วิธีแก้ปัญหาจิตใจด้วยเครื่องมือทางจิตใจ
จึงย่อมเป็นทางเลือกทีดีกว่าในโลกความจริง
ดังนั้น การปลูกฝังวาทกรรมที่ว่า
“การลงทุน
= การพนัน + สติ + ปัญญา”
ให้ซึมซ่านเข้าไปในสัญชาติญาณส่วนลึกของนักลงทุนตั้งแต่ตอนเริ่มต้น
จึงเป็นเครื่องมือชั้นดีที่จะช่วยให้นักลงทุนมีสติระแวดระวังภัยและยินดีที่จะเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้

 

การโฆษณาชวนเชื่อว่า
“การลงทุนเป็นสิ่งที่สูงส่งศักดิ์สิทธิ์กว่าการพนัน
เป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตได้รับผลตอบแทนทางการเงินที่ดีขึ้น
แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็ตาม”

พิจารณาเพียงผิวเผินก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียหายอะไร
แต่หากวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งจะเห็นว่า
การยกระดับการลงทุนให้เป็นสิ่งดีและสูงค่า
ย่อมทำให้นักลงทุนเกิดความรู้สึกอับอายเมื่อการตัดสินใจลงทุนเกิดความผิดพลาด
เฉกเช่นเดียวกับการบกพร่องในหน้าที่
นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะลังเลที่จะ
Stop Loss เสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้
เพราะไม่ว่าเสียมากหรือเสียน้อย
การสูญเสียก็ถือเป็นความผิดพลาดที่น่าละอายยิ่ง

 

ในทำนองตรงกันข้าม
การพนัน คือ
การดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตรอดจากสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายและไม่แน่นอน
ดังนั้น
การเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องจำเป็น
ไม่มีสิ่งใดให้ต้องอับอาย
ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล
บางครั้งการยอมแพ้อย่างสง่างาม
ก็กลับได้รับคำยกย่องชมเชย
ดังนั้น การที่นักลงทุนหน้าใหม่
เข้าใจถึงวิถีและจิตวิญญาณแห่งนักพนัน
จึงไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย
หากทว่ากลับเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นเตือนใจ


2. ลงทุนในสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับ “เอกลักษณ์” ประจำตัว

การลงทุนไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวเหมือนสมการคณิตศาสตร์และการทดลองทางวิทยาศาสตร์
การลงทุนจึงขึ้นอยู่กับ
“การตัดสินใจ” ของแต่ละบุคคลค่อนข้างมาก
นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ คือ
มนุษย์ที่มีมันสมองและจิตใจที่กระจ่างชัด
ปราศจากเมฆหมอกแห่งอคติและความรักชอบส่วนตัว

 

ในโลกความจริงที่มนุษย์ปุถุชนเต็มไปด้วยรักโลภโกรธหลง
การลงทุนที่ปราศจากอคติจึงแทบเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น
แทนที่จะปล่อยให้อคติมาเป็นตัวบั่นทอนประสิทธิภาพในการลงทุน
มนุษย์จึงควรที่จะยอมรับอคตินั้น
และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการลงทุน

 

ตัวอย่างเช่น

 

นักลงทุนใจร้อน”
ย่อมไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่ใช้เวลาในการพิสูจน์ตนเองยาวนาน
หรือสินทรัพย์ที่มั่นคงจนกระทั่งราคาซื้อขายขยับขึ้นลงเชื่องช้าเกินไป
เพราะในที่สุดแล้ว
นักลงทุนก็จะอดรนทนไม่ได้
ทำให้เกิดช่องว่างทางอารมณ์และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้


การลงทุนมีความเป็นสากล
การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดของนักลงทุนชั้นเซียน
ย่อมให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดต่อนักลงทุนธรรมดา
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเพียงความฝันและอุดมคติที่ไม่มีวันเกิดขึ้นในโลกจริง
แทนที่จะแสวงหาการลงทุนที่ดีที่สุด
โดยเลียนแบบกูรู
หรือหวั่นไหวไปตามข้อมูลใหม่ที่ได้รับจากเพื่อนสนิท
นักลงทุนที่ยืดอกยอมรับในข้อจำกัดทั้งทรัพยากร
เวลา มันสมอง และนิสัยใจคอ
ก็ย่อมจะแสวงหาสินทรัพย์ที่ลงทุนแล้วสบายใจ
ไม่รู้สึกอึดอัดคับข้องใจ

 

คนที่หวาดกลัวการได้รับผลตอบแทนต่ำมากกว่าความเสี่ยงในการสูญเสียเงินลงทุน
ก็ไม่ควรที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มั่นคงเกินไป
เพราะจะทำให้จิตใจต้องคอยลุ้นแล้วลุ้นอีกว่าเมื่อใดผลตอบแทนจะขึ้นไปถึงจุดที่ตนเองพอใจ
สุดท้ายเมื่อไม่ได้ดังหวังก็จะเกิดความเจ็บช้ำ
และอาจกระทบถึงแผนการโดยรวมของการลงทุนได้

 

นักลงทุนที่หวาดกลัวความเสี่ยงและหัวใจหวั่นไหวง่าย
ก็ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดี
หากทว่ามีความผันผวนสูง
เพราะการที่ต้องนอนหวั่นไหวทุกคืนนั้น
ก็อาจทำให้ทนไม่ไหวและต้องตัดใจขายขาดทุนไป
ทั้งที่ว่าถ้ารออีกไม่นานก็อาจจะได้กำไรมหาศาล

 

การวิเคราะห์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อค้นหาแผนการลงทุนที่ดีที่สุด
จึงเป็นเพียงการทำศึกบนสมรภูมิกระดาษเท่านั้น
ชัยชนะและความพ่ายแพ้ในสมรภูมิจริงกลับตัดสินกันที่
“จิตใจอันหนักแน่นและเงียบสงบ”
เพื่อป้องกันไม่ให้จิตใจได้รับการกระทบกระเทือน
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกสมรภูมิลงทุนซึ่งสอดคล้องกับลักษณะนิสัยเฉพาะตัวของนักลงทุน

 

3. จังหวะเวลาแห่งการผลิบานและร่วงหล่น

 

การลงทุนมีลักษณะคล้ายคลึงกับการเพาะปลูกเก็บเกี่ยวมากกว่ากระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรม
การลงทุนจึงไม่อาจกระทำได้ในทุกช่วงเวลา
หากต้องรู้จักอดทนและรอคอย
แต่เมื่อห้วงจังหวะเวลานั้นมาเยือน
นักลงทุนก็จะต้องทุ่มกำลังเพื่อเก็บเกี่ยวอย่างเต็มที่
ชดเชยกับวันเวลาที่สูญเสียไป

 

ตลาดหมี”
เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ชื่นชอบสินทรัพย์ราคาถูก
แต่บางครั้งสิ่งที่ว่าถูกแล้วก็ยังมีถูกกว่า
นักลงทุนที่เข้าใจสภาวะจึงต้องเตรียมกระสุนดินดำให้มากพอที่จะรอรับในจังหวะที่เหมาะสม
หากรีบร้อนเกินไปก็อาจจะหมดโอกาสซื้อหาในราคาที่ถูกกว่าเดิม
ที่สำคัญยังต้องทนเห็นตัวเลขขาดทุนทางบัญชีที่ยาวนานกว่าตลาดจะกลับเป็นขาขึ้นอีกครั้ง


นักลงทุนในตลาดหมีจะต้องเคลื่อนไหวช้าแต่ทำงานหนักกว่าตลาดกระทิง
เพราะการร่วงหล่นของราคาไม่ได้หมายความว่าจะฟื้นกลับขึ้นมาได้เสมอ
นักลงทุนจะต้องค้นหาสินทรัพย์ที่ดีออกจากสินทรัพย์ที่ไม่ดี
ไม่ใช่มัวแต่พะวงกับราคาที่ถูกแสนถูก

 

ตลาดกระทิง”
เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่เกี่ยงราคา
ยิ่งแพงยิ่งดีเพราะแสดงว่ามีคนสนใจมากมาย
หากคนที่ไม่เข้าใจภาวะแบบนี้ก็จะไม่กล้าลงทุนเพราะคิดว่าราคาสูงเกินไป

 

การลงทุนจะต้องอัดกระหน่ำเต็มที่
ให้สมกับความคึกคักของวัวกระทิง
หากมัวแต่เกี่ยงราคาก็จะเสียจังหวะ
สุดท้ายก็อาจต้องซื้อที่ราคาแพงกว่าเดิม
ยิ่งรอคอยก็ยิ่งแพ้
จังหวะย่อตัวมีให้เห็นไม่บ่อยนักจึงต้องฉวยคว้าไว้

 

สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ
ห้วงภาวะพลิกเปลี่ยนจากกระทิงเป็นหมีที่อันตรายที่สุด
เพราะหลังจากนี้จะกลายเป็นความตกต่ำยาวนาน
หากไม่รู้จัก
Stop Loss (ตามที่กล่าวไว้ในข้อ 1)
ยังหลงระเริงกับกำไรที่เพิ่มทวีคูณตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ก็อาจต้องพ่ายแพ้สงครามใหญ่
ทั้งที่ชนะในทุกแนวรบมาก่อนหน้านี้

 

หากคาดผิดเพราะกระทิงยังคงไร้เหตุผลต่อไป
ก็ต้องรีบเปลี่ยนมุมมองแล้วหันกลับมาซื้อ
เพื่อจะขายทำกำไรในรอบต่อไป
เพราะในห้วงเวลานี้ไม่มีคำว่า
“แพง” มีแต่ “แพงกว่า” เท่านั้น

 

Stop Loss จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการแสวงหาประโยชน์จากภาวะกระทิง
โดยไม่จำเป็นต้องห่วงพะวงว่าภาวะหมีจะมาเยือนโดยเราไม่รู้ตัวและต้องเปลี่ยนจากชัยชนะ
100 สนามรบมาเป็นการพ่ายแพ้สงครามใหญ่

 

นักลงทุนที่ดี
จึงต้องสำนึกให้ได้ว่า
การลงทุนก็ไม่ต่างจากการพนัน
คือ ไม่ควรเสพติดและกระหายที่จะลงสนามในทุกวัน
ในทุกช่วงเวลานาที
เพราะจะสูญเสียภาวะ
“จิตแจ่มกระจ่าง” ไปได้โดยง่ายดาย

 

ทุกการลงทุนมีจังหวะของตัวเอง
และจังหวะนั้นก็ควรที่จะสอดคล้องกับจังหวะในตัวเรา