ดังนั้น ความสำเร็จของมัคคุเทศก์จึงไม่ใช่อยู่ที่มีความรู้อะไร? มากน้อยแค่ไหน? แต่อยู่ที่อรรถรส ที่นำเสนอออกไป จับใจและมีประสิทธิผลอย่างไร? มากกว่า

    

     วันนี้ ผู้เขียนไปบรรยายพิเศษให้กับโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนจังหวัดพะเยา โดยในการนี้ได้ให้ความรู้กับมัคคุเทศก์ ซึ่งมีผู้เข้ารับการอบรมจากเครือข่ายศูนย์วัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน จำนวน ๕ อำเภอ คือ อำเภอแม่ใจ อำเภอภูกามยาว อำเภอจุน อำเภอเชียงคำ และอำเภอเมืองพะเยา มีผู้เข้ารับการอบรมทั้งสินจำนวน ๔๕ รูป/คน แบ่งเป็นมัคคุเทศก์ของโครงการแต่ละอำเภอ ๓๐ รูป/คน นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้อง จำนวน ๑๕ รูป/คน

 

     จากคำกล่าวรายงานของวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา (มงคล สิทธิหล่อ) ทำให้เห็นว่าการจัดการอบรมมัคคุเทศก์ในโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนจังหวัดพะเยาครั้งนี้ เป็นโครงการประจำปี ๒๕๕๔ และถือว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนจังหวัดพะเยา

 

     เป็นกิจกรรมภายใต้กรอบแนวคิด ๙ เสน่ห์มรดกวัฒนธรรม ซึ่งแต่ละพื้นที่-แต่ละอำเภอได้ให้ความหมายและกำหนดกันเอาเอง ส่วน ๘ วิถีไทย ได้แก่ด้านอาหาร  ด้านการแต่งกาย  ด้านที่อยู่อาศัย  ด้านประเพณี  ด้านภาษา  ด้านอาชีพ  ด้านความเชื่อ  และด้านศิลปะพื้นถิ่น

 

     โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ประการที่หนึ่งเพื่อพัฒนาเครือข่ายวัฒนธรรมให้สามารถเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยวชุมชนท้องถิ่นของตนเองได้ อันจะนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ประการที่สองคือสามารถสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่นชุมชนต่อไปได้

 

     ในการนี้ผู้เขียนได้หัวข้อการบรรยายว่า "คุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น-มรดกทางวัฒนธรรมเมืองพะเยา"

 

     ผู้เขียนได้ให้ข้อเสนอว่า "คุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นเมืองพะเยา คือคุณค่าทางใจที่ประเมินค่ามิได้" อันเนื่องมาจากคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมนั้น นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายในเชิงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เป็นส่วนใหญ่ โดยละเลยมูลค่าที่เป็นจิตวิญญาณของชุมชน ทำอย่างไรให้มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นเมืองพะเยายังคงอยู่ในวิถีชีวิตของคนพะเยา โดยลูกหลานสามารถต่อยอดทางด้านความคิด และดำรงอัตลักษณ์ของตนเองไว้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่หลงวัฒนธรรมต่างชาติมากเกินไป

 

     ในเมื่อทางราชการกำหนดให้ว่า วัฒนธรรมต้องกินได้ (คงหมายถึงการนำวัฒนธรรมไปสู่คุณค่าเชิงเศรษฐกิจ หรือการทำมูลค่าเพิ่มให้กับวัฒนธรรมเชิงการท่องเที่ยว ฯลฯ)  ผู้เขียนจึงเสนอว่าถ้าอย่างนั้น ผู้ได้รับมรดกต้องมีพิธีกรรมหรือกระบวนการในการนำเสนอเพื่อให้มรดกนั้นมีคุณค่า ดังนี้

 

     ๑.มัคคุเทศก์ ต้องตระหนักคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมของตนเองก่อน โดยมีการวิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อยให้เห็นชัดเจน (SWOT Analysis)

 

     ๒.มัคคุเทศก์ ต้องต่อยอดคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ๆ โดยใช้ศาสตร์สมัยใหม่ อะไรที่เชื่อมแล้วมีประโยชน์และไม่ทำลายคุณค่าเดิม แต่เป็นการเสริมคุณค่าใหม่ให้มากขึ้น

 

     ๓.มัคคุเทศก์ ต้องนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นเดิมนั้น โดยวิธีการนำเสนอในสิ่งที่แปลกใหม่ ร่วมสมัย ในที่นี้ มัคคุเทศก์ต้องเปรียบตนเองเป็นพ่อครัว ที่ปรุงรสชาติให้ผู้มาชม อาจมีขั้นตอนดังนี้ 

 

          -มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว เปรียบเหมือนวัสดุดิบพร้อมอุปกรณ์ในการทำอาหาร

          -มัคคุเทศก์ เปรียบเหมือนพ่อครัวหัวป่าก์ ที่มีฝีมือ ความรู้ที่เพียงพอและรอบรู้ว่าลูกค้าคือใคร กลุ่มไหน? เช่น กลุ่มนักเรียน-จะอธิบายอย่างไร? กลุ่มชาวบ้านธรรมดา-จะเน้นตรงไหน? กลุ่มนักวิชาการ-จะลำดับขั้นตอน ชี้แจงอย่างไร? ต้องปรุงให้ถูกปากลูกค้าเป็นหลัก สามารถพลิกแพลง สร้างรสชาติได้ไม่มีที่สิ้นสุด

          -ผู้เข้าชอบ เปรียบเหมือนลูกค้ามาสั่งอาหาร

 

     ๔.ความสำเร็จของพ่อครัว ไม่ใช่อยู่ที่แกงอะไร? ประเภทไหน? แต่มันคือรสชาติเป็นอย่างไร? ต่างหาก

 

     ดังนั้น ความสำเร็จของมัคคุเทศก์จึงไม่ใช่อยู่ที่มีความรู้อะไร? มากน้อยแค่ไหน?  แต่อยู่ที่อรรถรส ที่นำเสนอออกไป จับใจและมีประสิทธิผลอย่างไร? มากกว่า

 

     สรุปแล้วก็คือ ศูนย์วัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนจังหวัดพะเยา แต่ละศูนย์ฯ ล้วนแล้วแต่มีวัตถุดิบที่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่ถ้ามัคคุเทศก์ นำไปปรุงรสให้เกิดรสชาติใหม่ให้ถูกจริตคนโดยใช้ความรอบรู้ ลีลา อารมณ์ การจูงใจให้เกิดศรัทธาต่อชิ้นงานนั้น ๆ แล้ว ย่อมเกิดคุณค่าทางใจมากกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจ!