ในขณะอยู่ที่ ป่าซางน้อย อดีตภรรยาของท่านเสียชีวิต ลูก ๆ ได้ไปแจ้งข่าวให้ท่าน ท่านก็บอกว่า ท่านไม่ยุ้งเกี่ยวกับทางโลกแล้ว เพราะฉะนั้นก็ขอให้ฌาปนกิจศพกันไปได้เลย ไม่ต้องห่วงท่านและท่านก็ไม่เดินทางไปร่วมงานพิธีศพ จึงนับได้ว่าพ่อผ้าขาวเป็งได้ตัดขาดเรื่องทางโลกได้แล้ว และได้ทิ้งอดีตที่เจ็บปวดเอาไว้ข้างหลัง มุ่งสู่ทางธรรมอย่างมุ่งมั่น ยากที่ใคร ๆ จะทำได้ง่าย ๆ อย่างท่าน

 

    อยู่มาวันหนึ่งพรานเป็งก็ออกไปล่าสัตว์ตามปกติอย่างทุก ๆ วันที่ผ่านมา  แต่วันนี้ พรานป่ามือฉมังแม่นดังจับวาง ได้ตั้งจิตเอาไว้ว่าจะล่าหมูป่าเท่านั้น และได้ตัดสินใจเลือกไปล่าเนื้อบริเวณน้ำบ่อทราย (งาม) ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีหมูป่าอยู่เป็นจำนวนมาก 

 

    ในวันนั้นท่านนั่งรออยู่ครึ่งค่อนวัน พร้อมกับรำพันในใจว่า "วันนี้แปลก ๆ ก็ไม่เห็นมีสัตว์มาอยู่ในรัศมีการยิงของเราเลยสักตัว"

 

     เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่พอพรานเป็งกำลังจะเคลิ้ม ๆ ก็ได้ยินเสียงดังกรอบแกรบ จึงลุกมองดูว่าเสียงอะไร? ทันใดนั้น ท่านก็เห็นหมูป่าตัวอ้วนล้ำเนื้อเป็นสันตัวหนึ่ง กำลังหากินส่งเสียงดัง อุ๊ด ๆ ๆ ๆ พร้อมกับแกร่งหางไปมาอย่างมีความสุข

 

     พรานเป็งกระหยิ่มใจ หยิบปืนขึ้นมาประทับบ่าแล้วเล็งไปที่ต้นเสียงนั้น "ปัง-ตึง" เสียงแรกเป็นเสียงปืน เสียงที่สองเป็นเสียงการล้มตัวของแม่หมูป่า

 

     ลูก ๆ ของหมูป่าเห็นแม่ล้มลงกับพื้น ต่างกันกรูกันมากินนม คงคิดว่าตอนนี้แม่ว่างแล้ว และคงเรียกให้มากินนม แต่อนิจจา แม่หมูขาดใจตายคาที่  ภาพที่นายพรานเป็งเห็นคือ ภาพของลูก จำนวน ๖ คนของท่านกำลังแย่งกันกินนมอยู่ต่อหน้า ภาพเก่า ๆ ทั้งในอดีตปัจจุบัน สลับกันฉายออกมา ภาพแล้วภาพเล่า

 

     พลันท่านก็เกิดความสลดสังเวช และเวทนาอย่างสุดซึ้ง ความเศร้าโศกเสียใจอย่างรุนแรงนี้เอง ทำให้ท่านได้ตัดสินใจบางอย่าง พลิกสถานการณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยการสลัดทิ้งอดีตทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ในเบื้องหลัง โยนอุปกรณ์การฆ่าสัตว์ที่แบกมาเอาไว้กลางป่า แล้วรีบวิ่งกลับบ้านโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีกเลย

 

     เหตุการณ์ครั้งนั้น ชาวบ้านเล่าอย่างออกรสว่า ท่านวิ่งมาพร้อมตะโกนว่า "แม่มัน เอาผ้าขาวหื้อข้ากำ-ข้าบ่อยู่แล้ว" ซึ่งแปลว่า แม่อี่หนูช่วยเอาผ้าขาวมาให้หน่อย ตัวฉันจะไม่อยู่แล้วอะไรประมาณนั้น

 

     เมื่อขึ้นไปที่บนบ้าน ภรรยาและลูก ๆ ต่างห้ามไว้ ยังไม่ให้บวช โดยสงบสติอารมณ์ก่อนและให้ใจเย็น ๆ ไว้ แต่พรานเป็งเห็นภัยในภพน้อยใหญ่ คิดในใจว่า "ใครเล่า จะช่วยตัวเราได้ ยกเว้นเราเอง ถ้าเราไม่ได้บวชวันนี้ ไม่แน่ชีวิตเราจะไม่มีในวันพรุ่งนี้ก็ได้ การบวชเท่านั้น และเป็นหนทางเดียวที่จะได้ตัดภพตัดชาติ ตัดวรตัดกรรมได้ เราเองก้ได้ทำกรรมหนักเอาไว้มากทั้งในอดีตหลายภพหลายชาติ"

 

     ท่านจึงขอผ้าขาวจากภรรยาและได้ตัดสินใจบวช เพื่อบำเพ็ญเพียรทางจิต โดยผู้ติดตามและเห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้นเล่าให้ฟังว่า ครั้งแรกท่านได้ไปขอบวชเป็นผ้าขาว เพื่อเรียนการสวดมนต์กับครูบาเจ้ากาวีระ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณคูหา ประมาณ ๒ อาทิตย์

 

     หลังจากนั้นท่านก็ย้ายที่อยู่บ่อย ๆ เพื่อแสวงหาความสงบวิเวก เพราะผู้คนเมื่อทราบประวัติท่านแล้วต่างคนก็ต่างพากันอุ้มลูกจูงหลานมาเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ บางกลุ่มก็มาถามโหราชาตาจากท่าน ถามถึงเหตุการณ์ในอนาคตกาลบ้าง

 

     ท่านเห็นว่าไม่ใช่สาระแห่งชีวิต และคงมีคนไปรบกวนท่านมาก ๆ ขึ้น จึงย้ายหนีความวุ่นวายไปเรื่อย ๆ ซึ่งพอที่จะประมวลจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ไว้ ดังนี้

 

     ๑.อยู่วัดสุวรรณคูหา เพื่อขอบวชและเรียนการสวดมนต์กับครูบาเจ้ากาวีระ ประมาณ  ๒  อาทิตย์

 

     ๒.อยู่วัดพระธาตุจอมศีล โดยมีพระมา (ภาษาท้องถิ่นเรียก ตุ๊เจ้ามา ซึ่งมีฐานะเป็นลูกพี่ลูกน้องของครูบาเจ้ากาวีระ) เป็นครูผู้สอนสวดและฝึกกัมมัฏฐาน  ประมาณ  ๓  เดือน

 

     ๓.อยู่ประจำที่ถ้ำดูก  ประมาณ  ๑  ปี

 

     ๔.อยู่ประจำที่ถ้ำยา  ประมาณ  ๘-๑๐ ปี

 

     ๕.อยู่ประจำที่ถ้ำผาจะลอน  ประมาณ  ๒  ปี

 

     ๖.อยู่ประจำที่ป่าซางน้อย  ประมาณ  ๕-๖ ปี และ

 

     ๗.อยู่ประจำที่ถ้ำจำปง (ห้วยบง)  ไปจนมรณะภาพ

 

     ตอนย้ายไป อยู่ประจำที่ถ้ำผาจะลอน บ้านเมืองเกิดความแห้งแล้งพอดี ชาวบ้านจำไก่ ตำบลสันโค้ง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา คิดว่าบ้านเมืองเกิดอาเพศทำให้ดินฟ้าอากาศ และฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล จึงกล่าวโทษท่านว่าเป็นต้นเหตุถึงกับพากันขับไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น โดยให้ออกนอกพื้นที่ให้ไวที่สุด หรือไม่อย่างนั้นก็ควรคลายเวทย์มนต์ที่ทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลเสีย เพื่อจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

 

     ในขณะอยู่ที่  ป่าซางน้อย อดีตภรรยาของท่านเสียชีวิต ลูก ๆ ได้ไปแจ้งข่าวให้ท่าน  ท่านก็บอกว่า ท่านไม่ยุ้งเกี่ยวกับทางโลกแล้ว เพราะฉะนั้นก็ขอให้ฌาปนกิจศพกันไปได้เลย ไม่ต้องห่วงท่านและท่านก็ไม่เดินทางไปร่วมงานพิธีศพ จึงนับได้ว่าพ่อผ้าขาวเป็งได้ตัดขาดเรื่องทางโลกได้แล้ว และได้ทิ้งอดีตที่เจ็บปวดเอาไว้ข้างหลัง มุ่งสู่ทางธรรมอย่างมุ่งมั่น ยากที่ใคร ๆ จะทำได้ง่าย ๆ อย่างท่าน