ในเหตุการณ์ที่ชาวบ้านเล่าขานกันมา ข้อเท็จจริงประการใด ผู้เขียนไม่ทราบ แต่ผู้เขียนคิดว่าชาวบ้านกำลังเอ่ยปริศนาธรรมให้คนรุ่นหลังได้ทราบประการหนึ่งว่า ใครก็ตามแม้มีสัจจะเพียงข้อเดียว แม้จะเป็นนายพรานป่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็ยังมีอานุภาพยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ถ้าผู้คนทั่วไปถือสัจจะอย่างจริงจังแล้ว พลานุภาพนั้น ๆ จะมีมากมายถึงเพียงใดกันแน่?
วันนี้ผู้เขียนขอนำเรื่องเล่าที่มีอยู่จริงในพื้นที่ มานำเสนอให้ผู้สนใจได้ทราบถึงความเป็นมาของพ่อผ้าขาวเป็ง ซึ่งพ่อผ้าขาวเป็งนี้ มีอายุอยู่ระหว่าง ปี พ.ศ.๒๔๒๔-๒๔๙๗ หรือเมื่อ ๕๗ ปีที่แล้ว (คำนวน ณ ๒๕๕๔) เพื่อให้คนทั้งหลายได้ทราบว่า บุคคลแบบนี้มีตัวตนอยู่จริงบนโลกแห่งยุคสมัย
เดิมทีท่านเป็นนายพรานป่า อาศัยอยู่เชิงดอยแถบตำบลบ้านถ้ำ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เป็นนักล่าสัตว์ มืออาบเลือดมานานหลายปี จนชื่อนายพรานเป็งนักฆ่าแห่งขุนเขาผู้นี้มีชื่อกระฉ่อนเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ต่อมาปรากฏชื่อในภาพลักษณ์ใหม่ว่าพ่อผ้าขาวเป็ง เป็นนักปฏิบัติผู้เคร่งครัด มีศีลาจริยวัตรที่งดงาม สงบและมีบารมีธรรมสูง
จุดประเด็นที่น่าสนใจ
พ่อผ้าขาวเป็ง เป็นบุคคลที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องราวที่มีชีวิตอยู่ในเพศคฤหัสถ์ที่เป็นนายพรานป่าล่าเนื้อมืออาชีพ ตลอดอายุกว่า ๕๐ ปี และเรื่องราวที่มีชีวิตอยู่ในเพศของบรรพชิตหรือการออกบวชเป็นผ้าขาวที่ใสสะอาด ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา
อันเนื่องมาจากเหตุการณ์เข้าไปล่าเนื้อในครั้งสุดท้ายของท่าน ด้วยการยิงแม่หมูป่าล้มลงอย่างสมใจ แต่ทันใดก็เห็นลูก ๆ ของหมูป่าวิ่งมากินนม ด้วยเข้าใจว่าแม่หมูล้มตัวลงนอนให้ลูก ๆ ดื่มกิน ทำให้พรานป่านักล่ามือฉมังต้องยืนสลดใจ เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบ
มโนภาพใดทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่วิ่งผ่านเข้ามาในสมองของท่านดุจหนังที่ฉายซ้ำไปมา ภาพแล้วภาพเล่า ทำให้ท่านสลดใจ พร้อมกับสลัดละทิ้งทุกสิ่ง เพื่อก้าวเดินส่งทางธรรม มิติดังกล่าวนี้ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า "การตรัสรู้แบบฉับพลัน" โดยพลิกภาวะจากเพศคฤหัสถ์สู่การเป็นเพศแห่งบรรพชิต ชนิดที่ว่าตัวตนนั้นไม่เปลี่ยนไป แต่ภาวะจิตใจนะเปลี่ยนแปลง
แม้ในเพศแห่งบรรพชิต ก็ยังทำให้ท่านได้เห็นถึงการมองอนาคตอย่างถูกต้องในหลายเรื่อง อันเป็นที่มาของคำทำนายมากกว่า ๒๐ คำทำนาย จนได้รับฉายาว่า "นอตราดามุส แห่งเมืองพะเยา"
คำทำนายของท่าน ได้สร้างปริศนาให้ผู้คนนำไปตีความกันไปต่าง ๆ นานา มาจนถึงยุคปัจจุบัน
หลาย ๆ คนได้ยินคำบอกเล่า จากปากต่อปาก แต่ไม่ทราบที่มาและต้นตอแห่งคำทำนาย
ปัจจัยในการศึกษาค้นคว้า
ผู้เขียนได้ลงพื้นที่ เพื่อสอบถามและเก็บรวบรวมข้อมูลจากปากต่อปากจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน ได้แง่มุมคิดคนละนิดคนละหน่อย ทั้งไปดูสถานที่ปฏิบัติจริงและสอบถามจากลูกหลานของท่าน น่าเสียดายข้อมูลในหลายเรื่อง ผู้เขียนสื่อกับพวกเขาไม่รู้เรื่อง ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ คือ
๑.ไม่เข้าใจในเป้าหมายและจุดประสงค์ของการเขียนเรื่องราวของพ่อผ้าขาวเป็ง
๒.แม้หลาน ๆ ของท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่เคยจดจำเหตุการณ์ต่าง ๆ และเรื่องราวที่ทรงคุณค่าเอาไว้ หรือสิ่งที่ง่ายที่สุดคือการลำดับเครือญาติก็ยังไม่แม่นพอยำพอ
๓.คนในยุคนั้น ไม่นิยมจดบันทึก เป็นลายลักษณ์อักษร เพียงแต่อาศัยปากต่อปากเล่าขานสืบ ๆ ต่อกันมาเท่านั้น
ชาติภูมิ
พ่อผ้าขาวเป็ง นามสกุล มากสุข อายุ ๗๓ ปี เกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๔ มรณะเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ เป็นบุตรของพ่อกำนันน้อยนันใจ แม่บัวเกี๋ยง มากสุข มีพี่น้องร่วมสายโลหิตรวม ๕ คน ประกอบด้วย ๑.พ่อผ้าขาวเป็ง ๒.พ่อปั๋น ๓.แม่มูล ๔.แม่ฟองแก้ว ๕.พ่อโต
นายพรานเป็ง ได้สมรสกับแม่อุ้ยน้อย มากสุข มีบุตรและธิดาด้วยกัน ๖ คน ประกอบด้วย ๑.พ่ออ้าย ๒.พ่อด้วง ๓.แม่หนิ้ว ๔.แม่ยอด ๕.แม่หนุน ๖.แม่น้อย
หลายคนเล่าว่าก่อนออกบวช ท่านเป็นจอมพรานล่าเนื้อสัตว์ป่า มือฉมังชนิดที่ว่ายิงปืนนัดหนึ่งต้องได้สัตว์ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ในบ้านของท่านมีเขากวาง เขาสมัน (ฟาน) หนังสือ เขี้ยวหมูตัน ฯลฯ ประดับไว้ข้างฝาเรือนบ้าน จัดแจงอย่างดีพร้อมออกขายบ้าง โยนทิ้งไว้ข้างรั้วบ้านบ้าง อยู่เป็นจำนวนมาก
มีคนเล่าว่าที่พรานเป็งประสบผลสำเร็จในอาชีพล่าสัตว์นั้น นอกจากใจรักแล้ว นายพรานเป็งยังมีคุณสมบัติ ๓ ประการ ดังนี้
๑.ฝีมือแม่ยำราวกับจับวาง
๒.คาถาอาคม
๓.ความมีสัจจะ
ในคุณสมบัติทั้งหมดนั้น คุณสมบัติข้อที่สามที่ว่า "สัจจะ" นี้เอง จึงมีตำนานเล่าขานกันว่า ครั้งหนึ่งพรานเป็งล่าสัตว์ได้มาตัวหนึ่งและกำลังนั่งแล่เนื้ออยู่ ก็ปรากฏว่ามีพระธุดงค์เดินผ่านมาทางนั้นพอดี เมื่อสอบถามทิศทางและการเดินทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระธุดงค์ก็เดินจากไป พรานเป็งนึกขึ้นได้จึงวิ่งไปขอร้องให้พระท่านช่วยโดยบอกว่า "พระคุณเจ้าลงไปถึงห้วยข้างล่าง กรุณาบอกให้น้ำไหลขึ้นมาหน่อยนะ" ว่าแล้วพรานเป็งก็กลับไปนั่งแล่เนื้อต่อ แล้วรอคอยน้ำจากลำห้วยนั้น
พระธุดงค์แปลกใจมากจึงคิดว่า "มีที่ไหนน้ำในห้วยจะไหลย้อนขึ้นดอยไปหา แต่กลัวเสียสัจจะ ในเมื่อรับปากนายพรานไว้แล้ว เมื่อพบห้วยบริเวณเชิงเขาจึงตระโกนไปเบา ๆ ว่า "น้ำ ๆ นายพรานบอกให้ไหลไปหาบนเขาแนะ" ด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
พลันน้ำในห้วยก็หมุนตัวกลับไหลย้อนขึ้นไปบนเขาอย่างน่าอัศจรรย์ พระธุดงค์แปลกใจมากจึงตามไปดูเห็นนายพรานเป็งกำลังล้างมืออยู่ด้วยน้ำห้วยนั้น
พระธุดงค์จึงเอ่ยปากถามไปว่า "ท่านมีวิชาดีอะไร? แม้แต่น้ำในห้วยไม่มีจิตใจ ยังเชื่อฟังคำของท่านได้" พรานเป็งจึงกล่าวไปว่า "ข้าพเจ้าไม่มีอะไรมากมายหรอก แต่ที่ถือไว้ในใจเป็นประจำก็คือ "สัจจะ"
ในเหตุการณ์ที่ชาวบ้านเล่าขานกันมา ข้อเท็จจริงประการใด ผู้เขียนไม่ทราบ แต่ผู้เขียนคิดว่าชาวบ้านกำลังเอ่ยปริศนาธรรมให้คนรุ่นหลังได้ทราบประการหนึ่งว่า ใครก็ตามแม้มีสัจจะเพียงข้อเดียว แม้จะเป็นนายพรานป่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็ยังมีอานุภาพยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ถ้าผู้คนทั่วไปถือสัจจะอย่างจริงจังแล้ว พลานุภาพนั้น ๆ จะมีมากมายถึงเพียงใดกันแน่?