สมัยเด็กผมเคยได้ยินอาจารย์มักสอนว่า "ขี้เกียจเป็นแมลงวัน ขยันเป็นแมลงผึ้ง" ถ้อยคำชุดนี้อาจแบ่งออกเป็น

ก. ขี้เกียจ ข. ขยัน

ก.แมลงวัน ข.แมลงผึ้ง

เป็นการแบ่งระหว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่งที่แตกต่าง แล้วนำเอาสิ่งมีชีวิตบางขนิดมาเทียบเคียงเพื่อเป็นสื่อไปสู่เป้าหมายบางประการ ปกติคนเราต้องชอบสิ่งที่ดีมากกว่าสิ่งไม่ดี ชอบสิ่งที่สะอาดมากกว่าสิ่งไม่สะอาด ถ้าเราเอาคำว่า "ขี้เกียจ" และ "ขยัน" มาเทียบกัน ขี้เกียจน่าจะเท่ากับสิ่งไม่สะอาดและไม่ดี ส่วน ขยัน น่าจะเทียบได้กับความสะอาดและสิ่งดี ปัญหาคือ ทั้งที่คนเราชอบสิ่งดี และสะอาด แต่ทำไมบางคนจึงขี้เกียจ หรือว่า ความขี้เกียจไม่อาจเทียบได้กับสิ่งไม่ดีและไม่สะอาด และ ความขยันไม่อาจเทียบได้กับสิ่งดีและสะอาด

แมลงวันกับแมลงผึ้ง เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน พุทธศาสนาจัดสัตว์ประเภทนี้เข้าในกลุ่ม "สัตว์เดรัจฉาน" (ดูเรื่องคติเพิ่มเติม)  จากการให้ความสำคัญของมนุษย์ สัตว์ทั้งสองนั้นแม้จะอยู่กลุ่มเดียวกัน แต่ดูจะแตกต่างกัน เรามองแมลงวันในทางไม่ดี และเรามองแมลงผึ้งในทางดี ปัญหาคือ แมลงวันไม่ดีโดยตัวของแมลงวันเองหรือว่ามีบางสิ่งทำให้แมลงวันไม่ดี หรือว่า เรามองไปเองว่าแมลงวันไม่ดี เช่นเดียวกันกับแมลงผึ้ง อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของเรา เราได้เอาแมลงวันไปเทียบกับขี้เกียจ และนำเอาแมลงผึ้งไปเทียบกับความขยัน

ก. แมลงวัน>>>>>ขี้เกียจ

ข. แมลงผึ้ง>>>>>ขยัน

เป้าหมายหลักของถ้อยคำว่า "ขี้เกียจเป็นแมลงวัน ขยันเป็นแมลงผึ้ง" คงไม่ใช่การแบ่งแยกระหว่างสัตว์กลุ่มเดียวกันแต่สองประเภทนั้น การเปรียบเทียบมันผ่านการเรียนรู้ในอดีตมาก่อน เป้าหมายหลักของกลุ่มคำคือ การเชิญชวนให้ขยัน แต่ไม่ได้ให้เป็นแมลงผึ้ง (เราแน่ใจหรือว่าเราจะเป็นผึ้ง) นี้ต่างหากคือสิ่งสำคัญ 

เท่าที่สังเกต เราจะพบว่า เด็กน้อยจำนวนหนึ่งขี้เกียจเหลือกำลัง ในการทำให้เด็กน้อยคนนั้นหายขี้เกียจวิธีหนึ่งคือ "เป้าหมายในการเป็น" แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องการให้เป็นสิ่งนั้น เพราะถ้าลูกของเราเป็นแมลงผึ้งจริงๆในพริบตาเราต้องเสียใจแน่ เพียงแต่ให้เอาเยี่ยงอย่างแมลงที่อยู่ในกลุ่มดีและสะอาด ดังนั้น ขยันเฉกเช่นแมลงผึ้งคือเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช่เฉพาะเด็กน้อย แม้แต่ตัวเราเอง (ผู้เขียน) ก็อยู่ในกลุ่มของแมลงวันไม่ใช้น้อย การที่เราอยู่ในกลุ่มนี้เมื่อมีการงานเข้ามา เรามักอ้างโน้นอ้างนี้ ในพุทธธรรมแสดงคำอ้างอันเป็นตัวบ่งบอกถึงความขี้เกียจไว้ ๖ ประการคือ 

 ๑) มักอ้างว่า หนาวเหลือเกินแล้้วไม่ทำการงาน

 ๒) มักอ้างว่า ร้อนเหลือเกินแล้วไม่ทำการงาน

 ๓) มักอ้างว่า เย็นค่ำแล้ว แล้วไม่ทำการงาน

 ๔) มักอ้างว่า ยังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน

 ๕) มักอ้างว่า หิวเหลือเกิน แล้วไม่ทำการงาน

 ๖) มักอ้างว่า กระหายเหลือเกิน แล้วไม่ทำการงาน

  ทั้ง ๖ ประการนี้ คือตัวบ่งชี้ถึง "ขี้เกียจ" นอกจากนั้น หากเราสังเกตรอบตัวหรือสังเกตตัวเอง มีคำอ้างอื่นอีกที่บ่งชี้ถึง "ขี้เกียจ" ได้ เช่น ง่วงมากเลย เหนื่อยมากเลย รู้สึกอ่อนเพลียจริงๆ เป็นต้น หากเรานำเอากลุ่มคำข้างต้นมาเทียบเคียง เราคือ "แมลงวัน" อย่างไรก็ตาม เพราะความขี้เกียจจึงไม่ทำงาน หรืองานไม่เดินไปสู่เป้าหมายที่ควรจะเป็น "อย่าอ้างดีกว่า" ว่า อย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น บอกออกมาตรงๆดีกว่าว่า "ขี้เกียจ" ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องคร่ำครวญว่า "ไม่มีเงินใช้" หรือ "หนี้สินเยอะ" ช่วยเปลื้องหนี้ให้หน่อย ....