ที่ประชุมคุยกันว่า การทำงานมูลนิธิช่วยเหลือด้านการศึกษาต่อเด็กยากจนนั้น ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นเข้าไปตอกย้ำเพิ่มดีกรีความเป็นสังคมอุปถัมภ์ของสังคมไทย ที่เป็นปัจจัยบั่นทอนความเจริญของบ้านเมือง..........
วันที่ ๒๔ พ.ค. ๕๔ "เลขา" ของมูลนิธิพูนพลัง นั่งรถไปทำงานด้วยกัน คุยกันเรื่องนักเรียนที่ติดต่อรับทุนหลายคนมีพฤติกรรมพึ่งพิง หวังการอุปถัมภ์ ไม่คิดพึ่งพาตัวเองในระดับที่ตนทำได้
เราคุยกันว่า สังคมรอบตัวเขา คือพ่อแม่หรือคนในครอบครัว ชุมชนโดยรอบ และโรงเรียน ทำให้เขามีนิสัยเช่นนั้น
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๒ ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิพูนพลัง วาระหนึ่งเป็นการพิจารณาคำขอของนักเรียนที่กำลังจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ที่เคยส่งใบสมัคร บอกว่าตนต้องการเรียนอะไรไปทำอะไร มีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ และคนที่อยู่ใน short – list เลขา ไปเยี่ยมบ้าน เพื่อตรวจสอบฐานะทางบ้านว่ามีความต้องการจริง และในที่สุดเด็กคนนั้นก็อยู่ในฐานะที่จะได้รับทุน
แต่ปรากฏว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดตามสาขาที่แจ้งไว้ เด็กตะเกียกตะกายจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมเพื่อนให้ได้ และในที่สุดก็ไปได้มหาวิทยาลัยที่แพงหูฉี่ ในสาขาที่ไม่ตรงกับใบสมัคร เด็กพยายามโทรศัพท์มาตื๊อว่าตนมีความยากลำบากด้านการเงิน ซึ่งเป็นความจริง
ที่ประชุมมีมติไม่ให้ทุน ด้วยเหตุผลว่า การอนุมัติที่เคยลงมติไว้มีเงื่อนไขการเรียนที่เหมาะสมต่อฐานะความเป็นอยู่ของเด็กและครอบครัว เมื่อไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ก็จบ และการขอเรียนสาขาใหม่ในมหาวิทยาลัยที่แตกต่างออกไปก็ต้องพิจารณาใหม่ และมีมติไม่ให้
ที่ประชุมคุยกันว่า การทำงานมูลนิธิช่วยเหลือด้านการศึกษาต่อเด็กยากจนนั้น ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นเข้าไปตอกย้ำเพิ่มดีกรีความเป็นสังคมอุปถัมภ์ของสังคมไทย ที่เป็นปัจจัยบั่นทอนความเจริญของบ้านเมือง เพราะจะทำให้ผู้คนเอาแต่จะรอแบมือขอจากผู้มีเงินหรือมีอำนาจ ไม่หวังพึ่งตนเองหรือพึ่งพากันเอง โดยการรวมตัวกันลุกขึ้นมาทำ
แม้เราจะสงสารเด็ก แต่ก็ต้องตัดใจ เพื่อรักษาหลักการ “ให้ตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อชีวิตของเด็ก” เป็นหลัก ไม่ใช่เอาความรู้สึกสงสารหรือความต้องการอุปถัมภ์เป็นหลัก
เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ ย่อมถกเถียงโต้แย้งกันได้ และคณะกรรมการใช้เวลานานในการถกเถียงเรื่องนี้
เราทำงานมูลนิธิเล็กๆ แต่ให้การเรียนรู้ถึงเพียงนี้