รองเท้ารัดส้นของ"ป้าเย็น"

ถ้าเราคิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เราอยู่กับอดีต และเรื่องที่ยังไม่มาไม่ถึง เราก็จะอยู่กับอนาคต ซึ่งจะทำให้เราไม่อยู่กับปัจจุบัน.... เราจึงกลับมาอยู่กับปัจจุบันที่ป้าเป็น.....

รองเท้ารัดส้นของป้าเย็น

.....วูบแรกของการก้มหน้าไปมองเห็นรองเท้ารัดส้นที่ป้าบอก....อาการเดิมๆ เกือบจะเข้าสิง อะไร ทำไม Oh my god !!!!! ยังคงมีภาพนี้ให้เห็นที่คลินิกเบาหวานของเรา..อีกหรือ.......เมื่อเราได้สติ เราพบว่า เราติดอดีต ที่คิดว่าเราสอนป้าไปแล้ว   และเราติดอนาคต มองไปว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับป้าเย็น แผล แผลไม่หาย ตัดเท้า ฯลฯ ....ในเรื่องนี้ทำให้เราเข้าใจคำสอนต่างๆมากมายที่ว่า ถ้าเราคิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เราอยู่กับอดีต และเรื่องที่ยังไม่มาไม่ถึง เราก็จะอยู่กับอนาคต  ซึ่งจะทำให้เราไม่อยู่กับปัจจุบัน....    เราจึงกลับมาอยู่กับปัจจุบันที่ป้าเป็น.....

รายละเอียดเรื่องราวของป้าเย็น สะท้อนให้เห็น และทำให้เราได้กระตุก และคิดอะไรได้บางอย่าง ถึงเรื่องที่อาจารย์นิพัธพยายามบอกและสะท้อนให้เราเห็น เราจึงได้นำมาใช้ในชีวิตการทำงาน หัวหน้าไม่ได้ให้ความรู้เรื่อง "เทคนิกการให้ความรู้ขั้นเทพ" หรือ "update โรคเบาหวาน 2012" ไม่ได้ให้ 2ขั้นถึง10ขั้น เป็นรางวัลคนบ้าพลังทำงาน

การพูด การฟัง การอยู่กับปัจจุบัน ไม่ยึด ไม่ผูกติด เป็นอิสระ ทำใ้ห้เราเกิดพลังในการทำงานต่างหาก และป้าเย็น เป็น 1 ใน 10,000 ของคนไข้ที่ "ทีมของเราให้ใจในการดูแล" สนใจในรายละเอียด ความรู้สึก ของป้าเย็นแบบเข้าใจ และทำให้ อะไร ทำไม หรืออารมณ์ผีบ้ามาวูบ เดียว .....เห็นหน้าป้าเย็น .....หน้าป้าบอกเรืองราวได้ 3 วันไม่จบ ทุกข์เกินจะบรรยาย  2Q 8Q  บวกสุดๆ  

ป้าจับไม้ค้ำยันที่ทำจากท่อ PVC ไว้ค้ำเดิน  ...ลุกขึ้นยืน  เพื่อจะพยายามก้าวขาดินไปให้ได้  สังเกตได้ว่าสีหน้าป้า เศร้า หน้าตาเหมือนสะกดความรู้สึกเจ็บปวดไว้  ใช่ค่ะ ป้าบอกมันยากเย็น.....ใครจะรู้ว่ากว่าจะยกเท้าก้าวเดินไปสัก 1 ก้าว มันยากลำบาก ป้าบอก "จะยกจะก้าวขาแต่ละครั้ง เหมือนมีก้อนหินมาถ่วงที่ปลายเท้าทั้งสองข้าง ข้างละสัก 1-2 กิโล" ป้ายืนอยู่นาน เพื่อยกขาก้าวไปข้างหน้าให้ได้  เห็นท่าไม่ไหว พออ้อยุติการเดินและตามแปลให้มาเข็นป้า ป้าน้ำตาคลอ สีหน้าและแววตาทุกข์มีมากมายซะเหลือเกิน...


เราไม่มุ่งตรงไปที่ทำไมป้าเย็นใส่รองเท้าแบบนี้
หรือสอนแล้วไม่ใช่หรือ........มันจะกลายเป็นโหมกระหน่ำทำให้ป้าเย็น ทุกข์มากไปกว่านี้  เราถามว่าป้าเป็นอย่างไร .....และมองไปที่รองเท้า ....สักพักป้าก็หลั่งไหล พรั่งพรู  และเมื่อสิ้นสุดการพูด เรารู้สึกได้ว่า   ป้าหน้าตาดีขึ้น สบายใจขึ้น  พร้อมกับเราได้เห็นลุง...สามีของป้า ที่นั่งอยู่ลุกมาแสดงตัวและบอกว่า เดี๋ยวกลับบ้านลุงจะช่วยดูแลป้าให้ดี

ในวันนี้คำว่า  การดูแลผู้ป่วยเสมือนหนึ่งเป็นคนในครอบครัวของเรา

ทำให้เราไวและรวดเร็วในตรวจจับสิ่งที่ป้าเป็น

...การสนทนาระหว่างเราเริ่มด้วย ความทุกข์ระทม และจบลงด้วย ป้าเย็นยอมรับ และเข้าใจในสิ่งที่เป็น สิ่งที่เกิด...รายละเอียดของการพูดคุย ยืดยาว แต่ไม่ไร้สาระ ถ้าเพียงแต่เรา ตั้งใจพูด ตั้งใจฟัง   

เอาเป็นว่า ...แก่ไป   ขอให้เจอพยาบาลแบบเรา (ในนาทีนั้นที่คุยกับป้าเย็นบ้างนะ)   เหอะ ๆ ไม่เท่าไหร่เลยเรา

ไร้สาระไหมเนี่ย....

สิ่งที่ได้เรียนรู้ ...  พูดและฟังให้เป็น บรรเทาความทุกข์ไปได้เยอะเลย

  • พูดให้ข้อมูลความจริงแบบง่ายๆ เกี่ยวกับอาการที่เป็นให้ป้ารู้ข้อมูลแนวโน้มการรักษาแบบไม่ต้องหลอกตัวเอง และป้าสรุปที่จะไม่แสวงหาการรักษาทางเลือกอื่นๆ ที่มีผู้คนมาให้ข้อมูลมาย
  • ชี้ให้เห็นเรื่องดีๆ ที่ป้าภาคภูมิใจคือ ได้อยู่เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้ลูกๆ มาได้เกือบ 70 ปีโดยมีลุงที่เป็นคู่ทุกข์คู่ยากมาตลอด แค่สองเรื่องนี้ ป้าน้ำตาไหล
  • จบลงที่เราจับมือป้า..พร้อมบอกว่าเราเข้าใจในสิ่งที่ป้าเป็นอยู่  ให้กำลังใจป้าในการจัดการกับความคิดตอกย้ำความทุกข์ทางกายที่เผชิญอยู่ ป้าก็ยิ้มไปได้ค่ะ  

ผู้เล่า รัชดา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เบาหวานพุทธชินราช



ความเห็น (0)