จดหมายถึงครู l ธรรมะกับการถ่ายภาพและเรื่องราวรอบตัว

 วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๔

กราบสวัสดีค่ะครู

     เช้านี้ตื่นมาในห้องนอนของแม่กับพ่อ คือความอบอุ่นแห่งชีวิต กับการได้อยู่ให้แม่ทำกับข้าวให้ทาน ให้พ่อคอยแซวให้ขำ เช้านี้มีเป้าหมายกับตนเองว่า "ไปวัด" เขียนบทคัดย่อและให้เวลากับคนที่บ้าน 

    เมื่อได้เวลาก็ได้ส้มตำเจ้าประจำที่ถูกปากคนที่วัด ระหว่างทางเป็นอะไรที่สุดยอดมากค่ะ ถนนเละแต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ระลึกกับตนเอง

"ไม่หวงรถบ้างเหรอ"

"อืมรถเลอะล้างได้นะ แต่ใจเลอะนี่ล้างยากกว่า"

แล้วก็มุ่งหน้าต่อไป ที่ศาลาเช้านี้คนเยอะมาก ทราบว่ามีน้องๆจากนาฏศิลป์กาฬสินธุ์กับคณะอาจารย์มากันกว่าแปดสิบชีวิต

เช้านี้หลังวันพระ พระจะไม่ลงบิณฑบาตรแต่จะบิณฑบาตรที่ศาลา แต่เช้านี้หลวงปู่ไม่อยู่ ระหว่างนั่งรอบนศาลามีน้องๆรวมถึงอาจารย์ถ่ายรูปกัน แสงแฟลตวิ๊บวับ ปรากฏเป็นความรู้สึกสงสัยในตนเอง

ย้อนเข้าไปดูใจตนเองก่อน

"ทำไมแต่ละท่านจึงถ่ายรูปกันสนุกสนาน สมควรไหมนะ รึยังไม่มีใครบอกอะไร"

ถามตนเองกลับ "ถ้าบอก กิเลสพาบอกหรือธรรมพาบอก"

นัีงสังเกตใจตนเองอยู่ จวบจนพระท่านบิณฑบาตรเสร็จ นั่งแล้วก็ไหลสำรับ ยกสำรับเสร็จครานี้

ครูนั่งเรียงกันสั่งให้นักศึกษาถ่ายภาพให้

ปรากฏเป็นภาพที่น้องๆสี่ห้าคนลุกพรึบถ่ายภาพ

ติ๋วนั่งข้างๆ จึงสบตาอาจารย์แล้วเอ่ยเรียบๆเบาๆพอได้ยินว่า

"ปกติท่านไม่ให้ถ่ายภาพบนศาลานะคะ"

อาจารย์ท่านนั้นสวนกลับทันควันด้วยเสียงขุ่นมัวว่า

"จะเอาไปทำผลงานค่ะ ขออนุญาต" 

เมื่อได้บอกแล้วจึงเงียบไม่ไดขุ่นมัวอะไร แต่ทุกอย่างก็สงบลงจวบจนลงจากศาลา ได้เรียนรู้กับตนเองว่า

"หากมั่นคงในเจตนาไม่ว่าสิ่งใดจะตอบสนองกลับมาก็จะไม่กระทบใจได้ แต่ก็ปรากฏเป็นคำสอนของหลวงปู่เมื่อครั้งที่เคยเข้าไปกราบขอโอกาสพาพี่ๆที่ทำงานมาภาวนาว่า 

"คนพามาต้องมาภาวนาก่อน อย่างครู อย่างอาจารย์จะพานักเรียนมาภาวนา ตัวครูนั่นแหละต้องมาดูก่อน เอาครูมันมาสอนก่อน ให้มันพอรู้จึงจะไปบอกเขาได้"

เข้าใจกับตนเองว่า

"แผ่นดินของพ่อ แม่ ครู อาจารย์ท่านสงวนไว้ให้กับนักรบข้ามภพ ข้ามชาติจริง ๆ แต่ท่านก็เมตตาผู้คนทุกหมู่เหล่าอย่างไม่มีประมาณ การทำความเข้าใจปฏิปทาของวัด ก่อนเข้ามาพักภาวนาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งสามารถทำได้จากการสอบถามจากผู้อยู่มาก่อนหรือพ่อแม่ครูอาจารย์"

หยิบมานึกย้อนกับตนเอง แรกๆติ๋วเองก็เคยไม่ทราบเหมือนกัน เคยไปแอบถ่ายภาพตนที่มีคนนั่งสมาธิอยู่บ้าง ถ่ายภาพพระโดยไม่ขอโอกาสบ้าง ครูท่านสอนแบบฟ้าผ่าระหว่างกำลังยกกล้องถ่ายว่า

"ไม่ควรทำ มันจะบาป ถ้าเป็นคนอื่นพี่ไม่บอก เพราะเมื่อถึงเวลาเราเข้าสมาธิเองจะถูกรบกวน"

     จากวันนั้นถ้าไม่ได้รับอนุญาตก็จะไม่ถ่ายภาพ มีครั้งหนึ่งที่บ้านพ่อแม่ ทำบุญใหญ่ให้คุณยายที่เสียไป นิมนต์ หลวงปู่มาเป็นองค์ประธาน และพ่อ แม่ ครูอาจารย์ที่ที่บ้านนับถืออยู่ พอหลวงปู่มาถึงนั่งลง ติ๋วคลานเข้าไป

"ขอโอกาสถ่ายภาพ และวิดิโอ เจ้าค่ะ"

แต่กล้องวิดิโอเก่าแล้ว แบทเสื่อมแต่ติ๋วเองไม่ทราบหลวงปู่ถามกลับว่า

"ถ่ายไปทำไม บางคนถ่ายไปอัดออกมาแล้วก็ทิ้งขว้างรูป ครู บา อาจารย์วางต่ำ มันไม่สมควร เราเคารพของเรานะ

ทำไมไม่ถ่ายผู้มาฟังเทศน์ฝึกเอา หัดเอา ให้มันมีตามองเห็นว่า คนไหน จะไปสวรรค์ จะไปนรก เราว่านั่งอยู่ตรงนี้ไปนรกกันส่วนมากนะเนี่ย แม่นอยู่แล้วเจ้ามันไม่เหมือนหมู่ ไม่เหมือนพวกกะสิได้ไปสวรรค์อยู่

คนเราเดี๋ยวนี้มันไม่มีตา มันไม่เห็น กรรมมันก็เหมือนขนตา มันมีแต่มองไม่ค่อยจะเห็น ใช้ตาปัญญามองแม้เฮ้ย มองเอาดูเอา ดูกาย ดูุใจ เจ้าของ สั่งสอนเจ้าของ เดี๋ยวก็จะรู้เอง ว่าจะไปสวรรค์ ไปนรกหรือไปไหน

ไม่ต้องถ่ายดอกภาพนั่น ถ่ายไปก็เอาไปทิ้ง วิดีโอกะคือกัน เอ๋าไม่เชื่อลองถ่ายหมอนเบิ่งดู๊ว่ามันมีกี่ลูก"

แต่ติ๋วเองไม่ได้ยกกล้องขึ้นมาถ่ายค่ะ ทราบภายหลังว่ากล้องวิดิโอถ่ายไม่ได้ เพราะแบทเตอรี่เสื่อม แต่คืนนั้นทั้งคืน ไม่มีการถ่ายภาพเลยค่ะครู แต่ได้สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคือ การฟังธรรมอย่างตั้งใจ ในงานบุญใหญ่ครั้งนั้นตลอดคืน

 

พอลงจากศาลายกอาหารช่วยน้องๆจึงลองสอบถามว่า มีท่านใดชี้แจงอะไรบ้างรึยัง ได้ทราบว่า "ไม่มีค่ะ"

จึงถึงบางอ้อกับตนเอง ก็คงเหมือนติ๋วตอนที่ยังไม่ได้มาเรียนรู้จากครู แต่การที่ทุกท่านได้มาสั่งสมบารมีที่นี่ก็งดงามแล้วกับความตั้งใจ ที่ไม่ง่ายเลยกับน้องๆและคณะอาจารย์จะมาถึงที่อันล้ำค่าแห่งนี้ด้วยใจที่บริสุทธิ์งดงาม

กลับลงบ้านไปช่วยงานพี่สาวค่ะ ช่วยเป็คนขับรถ กับความตั้งใจที่จะให้เวลากับครอบครัว ทำให้มีโอกาสฟังพี่สาว แม่และพ่อ พี่ตุ๊กมักจะมีข้อธรรมจากชีวิตมาเล่าใหฟังเสมอ

"ครูค่ะในบรรดาในครอบครัวพี่ตุ๊กมีโอกาสน้อยที่สุดที่จะเดินเข้าวัดเพราะเป็นผู้รับภาระดูแลกิจการที่บ้าน แต่ว่าวิถีของท่านเป็นสุดยอดแห่งการภาวนาในมุมของติ๋ว"

ท่านเคยเขารับการผ่าตัดที่หัวเข่าข้างซ้ายแบบที่ข้อต่อมีเนื้องอกขนาดสิบสี่เซนติเมตรอยู่ข้างใน กินกระดูกข้อต่อไปกว่าครึ่งแต่ท่านก็ผ่านนาทีนั้นมาได้ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่

พี่ตุ๊กจะวางทุกอย่างได้หากสิ่งนั้นเป็นธรรมหรือกระทบกับลูกและครอบครัว เรื่องเล่าจากพี่ตุ๊กมีว่า

"ลูกชายพี่คนหนึ่งข้างบ้่านหนีไปดมกาว แล้วกรรมการนักเรียนจับได้ พามาหาครูแต่เขาหนีดิ้นรน เพื่อนจึงเตะเพื่อให้เขาสงบ"

เหตุการณ์ครั้งนี้ แม่เขาจะเอาเรื่อง พี่ตุ๊กมองว่า

      "คนเป็นแม่ต้องหัดฟัง มองดีๆ ถ้าเด็กไม่ดื้อเต็มที่ ไม่ไปดมกาวก็ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ มันต้องดูแล สั่งสอนตั้งแต่พ่อแม่โน่น ต้องให้เวลาลูกมากขึ้น ไม่ใช่มัวแต่หาเงิน แต่ลูกเสียคน"

 

"ก็ว่าไม่ได้เขาไม่เคยเจ็บปางตาย อยู่ดีๆต้องทิ้งทุกอย่างแล้วไปนอนผ่าตัดอย่างเรา ถ้าเคยจะรู้เลยว่า อะไรต้องทำก่อน คนมันจะตายถ้าไม่รักษาตอนนั้นมันตายแน่ๆ อันนี้ก็เหมือนกัน มันเหมือนลูกกำลังป่วยหนักแต่พ่อแม่ยังมามัวหาเงิน มันไม่ใช่ มันต้องวางทุกอย่างแล้วกลับไปดูแลลูกไม่งั้น เสียลูกแน่ๆ"

 

มุมมองของพี่ตุ๊กทำใหติ๋วเอ่ย "สาธุ" ดังๆในใจ ท่านย้อนดูตนเองสอนน้องได้อย่างงดงาม กับภารกิจคนขับรถส่งของผ่านไปได้อย่างดงามค่ะครูแถมติ๋วได้ค่าจ้างราคาแพงคือ "ธรรมะจากพี่สาว"

ชีวิตเมื่อดำเนินไปอย่างธรรมดาดูเหมือนทุกอย่างจักเหนือความคาดหมายเสมอ แต่อ้อติ๋วก็ยังเขียนบทคัดย่อไม่เสร็จ แต่ก็ร่างดร๊าฟได้คร่าวๆบ้าง 

จะเอาไปทำอะไรต่อไปกับเรื่อวราวที่ผ่านเจ้ามาในชีิวิต ทั้งของตนเองและคนรอบข้าง แท้ที่เป็น "ธรรม อยู่ทุกขณะ"

พอไม่ได้หยิบมาพิจารณาใคร่ครวญสิ่งที่น่าจะได้เรียนรู้กลับเลือนหายไป การหยิบมาทบทวนมาเล่ามาเขียน ทำให้ได้กับตนเองว่า

"บางคราได้เรียนรู้กับชีวิตที่ดำเนินไป บางคราก็ได้เรียนรู้กับทุกผัสสะที่มากระทบ" 

กราบขอบพระคุณค่ะครู

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พระคุณครู



ความเห็น (4)

  • สาธุครับ
  • เป็นวิถีแห่งสติและการภาวนาอย่างมาก
  • สะท้อนเข้าไปอยู่ในการงานและชีวิตประจำวัน
  • ทั้งได้ปัญญา เกื้อกูลต่อชีวิตการปฏิบัติของหมู่คณะ และเอื้อเฟื้อต่อการรักษาแนวปฏิบัติของครูอาจารย์อย่างยิ่งครับ
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณครับอาจารย์

ได้เรียนรู้ชีวิตไปพร้อมด้วยครับ

ขอบพระคุณค่ะท่าน วิรัตน์ คำศรีจันทร์ สาธุเช่นกันค่ะ

ยินดีที่เข้ามาคุยค่ะท่านพี่ ทิมดาบ ยังระลึกถึงและร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน เสียดายไม่มีโอกาสไปร่วมงาน R2R ฝากความระลึกถึงพี่ ๆทุกท่านด้วยนะคะ