เว็บไซต์เพื่อสังคม "ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก"

 

เรียน  ท่านสมาชิกที่เคารพรักทุกท่าน 

 

                    กระผมนำเสนอผลงานด้านสังคม  ได้นำข้อคิดข้อเขียนเสนอผ่านเว็บไซต์   ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก

 

             กระผมมีกำลังใจอย่างยิ่งที่ท่านเข้าชมเป็นจำนวนไม่น้อย  ทั้งยังแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องตลอดมา  กระผมจะทยอยข้อคิดข้อเขียนถึงท่านอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ผ่านเว็บไซต์ดังที่ให้ไว้ข้างล่าง

 

                   ขอแนะนำครับ

 

                    ท่านคลิกเว็บที่ให้ไว้นี้ สู่เว็บได้ทันที  (ท่านไม่ต้องพิมพ์เว็บให้เสียเวลา)

 

                    คลิกเลยครับ

                           http://www.nature-dhrama.com

                                     และ
                           http://www.nature-dhama.ob.tc

 

 

 

 

                         ศาสนาพระศรีอาริย์
                        ใช่เรื่องละเมอเพ้อฝัน

                                
ตอนที่ 4

          ความดีนั้นมันมีค่าต่อเมื่อมีความชั่วขอให้รู้ไว้ในถิ่นที่ไม่มีความชั่วแล้วความดีมันก็ไม่มีค่า ไม่มีค่าเท่าขี้ผึ้งด้วยซ้ำไปในโลกที่มีความชั่วความดีจึงจะมีค่าหรือในโลกที่มีความดีต่างหากความชั่วจึงจะมีความหมาย ก็เดี๋ยวนี้มันไม่มีความต้องการอะไร มันจึงมีความรู้สึกว่า มันเหมือนกันไปหมด ไม่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ

         แล้วยังมีพูดประหลาด ๆ ที่ว่ามีความสะดวกทุกอย่าง กระทั่งว่าแม่น้ำนั้น "น้ำข้างหนึ่งไหลลง น้ำข้างหนึ่งไหลขึ้น" ให้ความหมายสะดวกแก่การที่จะไปมา โดยที่ไม่ต้องออกแรง นี่มันหมายถึงวัตถึเจริญ แต่ไม่ใช่วัตถุนิยม คือว่าในโลกพระศรีอาริย์นั้น มีความสูงสุดในทางวัตถุ แต่ไม่ได้เมาในวัตถุอย่างคนในโลกปัจจุบันนี้ โลกปัจจุบันนี้เรียกว่าเจริญทางวัตถุสูงสุด อย่างไปโลกพระจันทร์ก็ได้ อะไรก็ได้แต่มันเจริญสำหรับมัวเมา แล้วมันก็เกินไม่มีที่สิ้นสุด

          แต่ถ้าเป็นอย่างโลกพระศรีอาริย์ เจริญทางวัตถุพอดี ๆ ไม่ต้องยุ่งยากลำบาก ไม่ต้องไปทำในสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ ให้มันยุ่งเปล่า ๆ ให้มันเหนื่อยเปล่า ๆ ฉะนั้นเอาแต่เพียงว่า เหมือนอย่างว่าน้ำในแม่น้ำข้างหนึ่งไหลขึ้น ข้างหนึ่งไหลลง อย่างนี้มันก็พอแล้ว ไม่ต้องมากถึงขนาดที่ว่า จะไปโลกพระจันทร์ หรืออะไร

         ก็เป็นอันว่าในโลกพระศรีอาริย์นั้นเจริญทั้งวัตถุและจิตใจ ส่วนในโลกของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เจริญเรื่องจิตใจ เรื่องวัตถุยังยังไม่ถึงขนาด ที่จะเรียกว่าเจริญ เพียงแต่ว่ามันพออยู่ได้ แต่ในทางจิตใจนั้นก็สูงสุด คือบรรลุมรรคผล    เป็นพระอรหันต์ด้วยกัน     นี่ก็จะต่างกันตรงที่ว่าในศาสนา หรือในโลกยุคพระศรีอาริย์ข้างหน้านั้นเจริญสมบูรณ์ทั้งฝ่ายจิต และฝ่ายวัตถุ จึงพูดเรื่องที่ว่า "น้ำในแม่น้ำไหลลงข้างหนึ่ง ไหลขึ้นข้างหนึ่ง" แล้วก็พอดี ๆ ไม่มีวัตถุเพ้อสำหรับหลงใหลเป็นกามารมณ์เหมือนยุคนี้ เหมือนสมัยนี้ซึ่งวัตถุนิยมนี้เอง เป็นเหตุให้โลกไม่สันติภาพ นั้นมันมากเกินไปในทางวัตถุ ยุคพระศรีอาริย์ไม่ต้องถึงขนาดนั้น เอาแต่ความสะดวกทางวัตถุ ทางร่างกายด้วย สงบสูงสุดในทางจิตใจด้วย

         สำหรับที่ว่า เมตตาอารีย์เต็มไปทั้งโลก โดยการอุปมาว่า "สิงโตเล่นหัวกันกับลูกแกะ" ออกมาหยอกล้อกันกับลูกแกะ หรือว่างูกับเขียดเป็นเพื่อนกัน บางทีให้ขียดขี่หลังงูไปไหนก็ได้ ลองคิดดูแมวกับหนูมันเป็นเพื่อนกัน เดี๋ยวนี้หาดูไม่ได้ ที่แมวกับหนูเป็นเพื่อนกัน จระเข้กับปลามีในภาพสลักแบบภารหุต คือว่า จระเข้อ้าปากให้ปลาเข้าว่ายเล่นในปาก ออกไปทางท้อง ทางโน้นได้ ทางนี้ได้ นี่เขาเคยคิดกันแล้ว ก็คือไม่มีฝ่ายที่ถูกทำร้าย และฝ่ายที่ถูกทำร้ายไม่มีฝ่ายเบียดเบียน หรือฝ่ายที่ถูกเบียดเบียน ไม่มีฝ่ายที่เป็นเหยื่อ หรือฝ่ายที่ถือเอาผู้อื่นเป็นเหยื่อ อาการเช่นนี้ยังมีกล่าวไว้ในที่อื่นอีก คือเมื่อมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก แล้วจะเป็นอย่างนี้ ทางฝ่ายคริสเตียนก็กล่าวอย่างนี้

        นี้เอาแต่เพียงว่า เมื่อมีการปกครองโลกในแบบธัมมิกสังคมนิยมแล้วมันก็หมด เลิกล้างลัทธินายทุน และกรรมกร นายทุนที่เหมือนกับสิงโต กรรมกรที่เหมือนกับลูกแกะ มันเลิกล่างสภาพนายทุน และกรรมกร ออกไปได้จากโลกมันก็เหมือนกับสิงโตกับลูกแกะ มันเป็นอันเดียวกัน หรือประเทศจักรวรรดินิยม กับประเทศด้อยพัฒนา ถ้าถึงที่สุดของสัทธิธัมมิกสังคมนิยมแล้ว มันก็เลิกไปทั้งสองพวก พร้อม ๆ กัน ผู้กินเหย่อกับเหยื่อที่ถูกจะกิน นี้ก็ไม่มี อย่างนี้ดีกว่า