จากวันนั้นจนถึงวันนี้ มีเด็กๆทั้งชาวไทยและชาวจีนแวะเวียนเปลี่ยนผ่านเข้ามาให้ผมได้"เรียนรู้"ผ่านการทำอาหาร ณ ห้องครัวคุนหมิงมากมาย กล่าวเฉพาะเด็กไทยนั้น นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่มักมีจุดเริ่มต้นจากการแนะนำของคนต่างชาติ แต่ด้วยเพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน ความสัมพันธ์จึงดำเนินต่อไปอย่างไม่ยากนัก ยิ่งมาอยู่ต่างบ้านแบบนี้แล้ว อาการโหยหา"รสชาติความเป็นไทย: น้ำพริก กะปิ น้ำปลา" ย่อมเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้... ผมเองต่อให้นึกย้อนสักกี่ครั้งก็ยังรู้สึกว่า "โชคดีเหลือเกินที่พูดภาษาจีนไม่ได้" เพราะไม่เช่นนั้นแล้วผมคงไม่ได้พบกับเด็กๆเหล่านี้... คงไม่ได้กินอาหารไทยหลากหลายเมนูที่ใครรู้คงไม่เชื่อว่าเราอยู่ที่คุนหมิง... คงไม่ได้รับการ "ช่วยเหลือ-ดูแล-ห่วงใย" อย่างที่คนมาอยู่ต่างเมืองจะได้รับ...
          เมื่อวันพุธที่ 22 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ห้องครัวของผมได้มีโอกาสต้อนรับน้องๆกลุ่มเด็กทุน สพฐ.อีกครั้ง พวกเขามาทำกับข้าวที่ห้องของผมอย่างที่เคยๆ ทำกันมากว่าแปดเดือน...เสียงมีดกระทบเขียง เสียงพูดคุยและการหยอกเอิน ยังคงดังลั่นห้องครัวของผมไม่เปลี่ยนแปลง หากแต่บรรยากาศของการทานข้าวร่วมกันในวันนี้กลับแปลกไป... นั่นเพราะเราต่างก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายและมื้อสุดท้ายที่จะได้ทานข้าวด้วยกัน...

          นึกย้อนไปเมื่อหลายเดือนก่อน ผมให้นักศึกษาจีนไปตามสัมภาษณ์เพื่อนชาวไทยแล้วนำข้อมูลที่ได้ออกมาพูดหน้าชั้น...ผลจากการสั่งงาน นักศึกษาของผมคนหนึ่งได้พาเพื่อนชาวไทยให้มารู้จัก... เด็กไทยคนนี้ชื่อ "บูชา" และแม้ว่าชื่อของเขาจะบ่งบอกถึงความเป็นไทย(จ๋า)ขนาดนี้ แต่ครั้งแรกที่เจอกันนั้นผมกลับคิดว่าเขาเป็นนักศึกษาเกาหลี...เพราะทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ไหนจะเฮดโฟนอันใหญ่ที่คล้องคอมาด้วยอีกเล่า...ไม่น่าจะเป็นคนไทยไปได้ (ผมคงเลยวัยไปมากแล้วน่ะครับ ยอมรับว่าตามแฟชั่นเด็กๆสมัยนี้ไม่ทันจริงๆ... ฮ่าๆ) และหลังจากที่ได้คุยกันก็ทำให้รู้ว่า เขาเป็นชาวลำพูนได้รับทุนจาก สพฐ. มาเรียนหลักสูตรการสอนภาษาจีนที่ม.ยูนนานนอร์มอล เป็นเวลา 2 ภาคการศึกษา(เท่ากับที่ผมมาสอนพอดี) หลังจากนั้นก็จะกลับไปบรรจุเป็นครูเพื่อสอนภาษาจีนตามโรงเรียนต่างๆในสังกัดของสพฐ.

          บูชา เป็นเด็กที่มีน้ำใจ(มากๆ)และปรับตัวให้เข้ากับคนหรือสิ่งแวดล้อมใหม่ๆได้ง่าย ผมจึงไม่แปลกใจที่เขาค่อนข้างเป็นที่รู้จักของนักศึกษาจีนและลามเรื่อยไปถึงพ่อค้า-แม่ค้า(ทั้งใน ม.-นอก ม.หรือกระทั่งในตลาดก็ยังรู้จัก) เรียกได้ว่าหากเดินไปไหนกับ"บูชา"จะมีคนทักหรือส่งยิ้มให้อย่างแน่นอน และหลังจากที่ผมได้รู้จักกับเด็กทุนคนนี้ได้ไม่นานผมก็ได้รู้จักเด็กทุนสพฐ.อีกหลายคน แต่ในจำนวนนั้นก็มีเพียง 4 คน ที่ผมสนิทมากกว่าคนอื่นๆ นั่นคือ "ฝน" (สาวลำปาง..."chef" มือ 1 แห่งห้องครัวคุนหมิง อยากกินอะไรฝนจัดให้ได้หมด), "อาร์ม" (สาวอุตรดิตถ์ที่หน้าตาละม้ายกับชาวตะวันตกมากจนใครๆต่างคิดว่าเธอเป็นลูกครึ่ง) "ดี๋" (สาวลำปางอีกคนที่มักทำให้หัวใจของหนุ่มจีนวุ่นวาย...โดยไม่รู้ตัว) และคนสุดท้ายคือ "มิ้น"  (สาวเชียงใหม่ที่แม้จะเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบันของนายบูถึงสามปีแต่ก็ดูเด็กกว่ามากๆ) ...ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะน้องๆกลุ่มนี้แวะมาทำกับข้าวที่ห้องผมบ่อยๆ แต่สาเหตุหลักผมว่าน่าจะมาจากลักษณะนิสัยและความมีน้ำใจที่น้องๆคอยช่วยเหลือผมมากกว่า...

          เล่าถึงตรงนี้แล้วจะไม่กล่าวถึงคนอื่นๆที่เวียนเข้ามาในห้องครัวของผม ก็ดูจะลำเอียงไปหน่อย มาเริ่มกันที่ขาประจำที่มักมาทำ"สุกี้"กินด้วยกันครับ กลุ่มนี้มีนายบูชา ตาเล้ง(หนุ่มกรุงเทพฯ) แล้วก็น้องฝ้าย (สาวนครสวรรค์) ทั้งสามเพิ่งสลายกลุ่มไปพร้อมกับการปิดเทอมในภาคเรียนที่ 1 ที่ผ่านมา เพราะน้องฝ้ายต้องกลับไปฝึกสอนที่ไทยครับ (แต่มิตรภาพทั้งหมดที่ผมได้รับนั้นยังอยู่ในใจเสมอ) กลุ่มต่อมาคือ กลุ่มขาจร (เด็กจีนที่ผมสอนนั่นเอง) กลุ่มนี้จะคอยถามว่าผมว่างไหม พวกเขาอยากให้ผมทำอาหารไทยให้ชิม ผมเองก็ไม่ได้ทำอาหารเก่งหรอกครับ อาหารที่ทำให้เด็กๆรับประทานจึงไม่พ้น ไข่เจียว ไข่ดาว ดีขึ้นมาหน่อยก็คือ ต้มยำไก่ (ฮ่าๆ) กลุ่มขาจรนี้ผมต้องระบุลิมิต(ไม่เกิน 5 คน)ให้เขารู้ก่อนที่จะอนุญาตให้มาที่ห้องได้ครับ เหตุเพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งเขาจะมากันหมดยกห้อง (35 คน) โชคดีที่ผมโทรฯไปถามก่อน ไม่อย่างนั้นต้องยืนขี่คอกินข้าวกันแน่แท้...และกลุ่มล่าสุดคือ น้องๆกลุ่มเด็กทุนลุ่มน้ำโขงฯหรือทุน GMS ที่มาพร้อมกับบั้ดดี้ชาวจีน (ธนกฤตกับเมธัส) กลุ่มนี้มีเด็กไทย 2 คน คือ ปอนด์(สาวลพบุรี) และเพลิน (สาวละปูน) ผมรู้จักทั้งคู่เพราะ"เหตุการณ์เด็กไทยแอบเข้าชั้นเรียน"ของผมครับ

          จำได้ว่า มีอยู่วันหนึ่งหลังจากเปิดเรียนเทอมที่ 2 ไปได้สองสัปดาห์ จู่ๆห้องเรียนที่ผมสอนก็มีคนมานั่งเรียนเยอะมาก พอเช็กชื่อเสร็จถึงได้รู้ว่ามีคนไทยมาอยู่ในห้องถึง 8 คนด้วยกัน (เด็กทุนขงจื่อ 5 คน เด็กทุนGMS 3 คน) เด็กๆบอกผมว่า อยากเรียนรู้วิธีการสอนภาษาไทยให้กับคนจีน บางคนก็ว่าเรียนคณะมนุษย์ฯ ไม่ได้เรียนสายการสอนจึงอยากมาขอความรู้จากผม ฯลฯ ผมเห็นว่าพวกเขาตั้งใจกันขนาดนี้ (ก็บางคนถึงขั้นอำผมว่าเป็นคนจีน ให้เด็กจีนในห้องช่วยโกหกว่าเขาเพิ่งมาใหม่ ไม่พูดภาษาไทยเลยสักคำ เพราะกลัวว่าผมจะไม่ให้เข้าเรียนด้วย...บ้ามากๆครับน้อง) ก็เลยอนุญาตให้มาเรียนด้วยได้ครับ

          และเด็กๆกลุ่มสุดท้ายที่ผมจะลืมไม่ได้เลยก็คือ กลุ่มเด็กทุน พก. (ไม่ขอแปลนะครับ...ฮ่าๆ) กลุ่มนี้นอกจากสุกี้และกับข้าวไทยๆที่เราทำกินกันเป็นประจำแล้ว ยังมีของหวานอย่างแกงบวดฟักทองและกล้วยบวดชีอีกด้วย น้องๆมีอยู่ด้วยกัน 4 คนครับ คือ น้องซี(สาวกรุงเทพฯ) ตาหมง(หนุ่มโคราชฯ) ตาเล้ง และน้องฝ้าย แม้ในเทอมที่สองนี้ผมจะไม่ค่อยได้เจอเด็กๆทั้งสี่คนอย่างพร้อมหน้า แต่เราก็ยังติดต่อกันผ่านทางโทรศัพท์และเอ็มเอสเอ็นอยู่บ้าง (มีเพียงน้องหมงที่ผมได้เจอบ่อยที่สุดเพราะเราไปตีแบดฯด้วยกันทุกอาทิตย์) แต่เหตุที่นำพาให้พวกเราได้รู้จักกันนั้น เกิดขึ้นจากอาจารย์มิซซูโนะ เพื่อนชาวญี่ปุ่นผู้นำพาให้หลายชีวิตได้มาบรรจบกันครับ

          เรื่องราวเริ่มจากที่ผมได้พบกับอ.มิซซูโนะในงานเลี้ยงวันชาติจีน เราคุยกันหลายเรื่องครับ และในนั้นคือเรื่องที่ผมเป็นอาจารย์ภาษาไทยเพียงคนเดียว และที่สำคัญคือพูดภาษาจีนก็ไม่ได้แถมภาษาอังกฤษก็ยังไม่แข็งแรง...อาจารย์เขาคงเห็นใจผมน่ะครับ(เดาจากภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นที่มักลงท้ายด้วยคำว่า..ฮือ(หึ)..และอาการตาโตทุกครั้งที่ทราบว่าผมยังไม่รู้จักนั่น-นี่-โน่นที่ควรจะได้รู้จัก...ฮ่าๆ) ท่านก็เลยชวนผมให้ไปเล่นแบดมินตันด้วยกันในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์...อ.มิซซูโนะบอกผมว่า ในกลุ่มที่เล่นแบดฯนั้นมีเด็กไทยอยู่ด้วย จึงอยากจะแนะนำให้ผมได้รู้จักไว้ เผื่อมีปัญหาอะไรจะได้มีคนคอยช่วยเหลือ...และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้สนิทกับเด็กๆทั้ง 4 คน

          จากวันนั้นจนถึงวันนี้ มีเด็กๆทั้งชาวไทยและชาวจีนแวะเวียนเปลี่ยนผ่านเข้ามาให้ผมได้"เรียนรู้"ผ่านการทำอาหาร ณ ห้องครัวคุนหมิงมากมาย กล่าวเฉพาะเด็กไทยนั้น นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่มักมีจุดเริ่มต้นจากการแนะนำของคนต่างชาติ แต่ด้วยเพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน ความสัมพันธ์จึงดำเนินต่อไปได้อย่างไม่ยากนัก ยิ่งมาอยู่ต่างบ้านแบบนี้แล้ว อาการโหยหา"รสชาติความเป็นไทย: น้ำพริก กะปิ น้ำปลา" ย่อมเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้... ผมเองต่อให้นึกย้อนสักกี่ครั้งก็ยังรู้สึกว่า "โชคดีเหลือเกินที่พูดภาษาจีนไม่ได้" เพราะไม่เช่นนั้นแล้วผมคงไม่ได้พบกับเด็กๆเหล่านี้... คงไม่ได้กินอาหารไทยหลากหลายเมนูที่ใครรู้คงไม่เชื่อว่าเราอยู่ที่คุนหมิง... คงไม่ได้รับการ "ช่วยเหลือ-ดูแล-ห่วงใย" อย่างที่คนมาอยู่ต่างเมืองจะได้รับ...

          ณ เวลานี้ ผมไม่รู้ว่าพวกเด็กๆกำลังทำอะไร หลายคนกลับประเทศไทยไปแล้ว และอีกหลายคนอยู่ต่อที่คุนหมิง...ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะยังจดจำเหตุการณ์ต่างๆ หรือนึกถึงอาหารไทยเครื่องไม่ครบอย่างที่เราได้ทำรับประทานกันในห้องครัวคุณหมิงหรือไม่...ตอนนี้ผมรู้เพียงว่า เมื่อเข้าครัวทีไร ก็ให้รู้สึกคิดถึงพวกเขาเหลือเกิน...

 

 

พบเพื่อพราก...จากเพื่อเจอ

Kunming 11-06-25

 

ปล. บันทึกนี้เขียนไว้เพื่อ"ระลึก"ถึงทุกคน...และเพื่อ"ขอบคุณ"สำหรับทุกอย่าง