เรื่องเล่าจากพี่อ้อ จากการเยี่ยม รพ.สต.ทุ่งชมพู  ทำความรู้จักอย่างพี่น้อง แล้วทำให้เราได้เห็น ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างว่า "หมออนามัยต้องเจออะไรกันบ้าง" สู้ ๆนะคะ


   

 แผลกลางใจ

 

กีรติ  แข้ใจ.........ผู้เล่า

ศุภลักษณ์  พริ้งเพราะ......ผู้เรียบเรียง

 

                ชีวิตเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ  ที่จบการศึกษาจากมัธยมปลาย   และสอบเรียนต่อได้เป็นเจ้าพนักงานสาธารณสุข  จากนั้นก็มาบรรจุงานที่  รพ.สต.  ทุ่งชมพู  ซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายเขื่อนอุบลรัตน์  มีหมู่บ้าน   6  หมู่บ้านที่อยู่ติดกับแม่น้ำ  สถานที่เงียบสงบ  เดินเข้าไปในสำนักงาน  ร่มรื่น  อบอุ่น  เหมือนเดินเข้าไปในบ้าน  บรรยากาศดีมาก  ๆ ที่สำคัญบ้านพักที่เป็นเรือนไม้เก่า  ๆ  ซึ่งในหลาย  ๆ  พื้นที่ได้เลิกใช้งานไปนานแล้ว  แต่ที่นี่ยังใช้เป็นที่พักของเจ้าหน้าที่  รพ.สต. ทุ่งชมพู   ยังดูดี  และหน้าอยู่มาก  ซึ่งน้อง  ๆ  ที่พักอยู่ที่นี่ก็ดูจะมีความสุขกันดี 

                เจ้าหน้าที่ของ  รพ.สต.  ที่อ้อกับติ๋วเข้าไปพูดคุยด้วยนั้นยังเด็กมาก ๆ  อายุยี่สิบต้น ๆ  ชื่อน้องธีป  หรือ  น้องกีรติ  แข้โส เพิ่งทำงานได้ประมาณ  1  ปี  ชีวิตในห้องเรียนกับชีวิตการทำงาน  มันก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว  ต่างกันราวฟ้ากับเหว  (ลูกชายชอบพูด) 

 

แต่การทำงานก็ต้องมีบทพิสูจน์ความอดทน  และการฝึกฝนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน 

ซึ่งน้องธีปก็ได้พบเจอกับบททดสอบ  ซึ่งมันอาจจะเร็วไปเสียหน่อย  แต่ถ้ามองในแง่ดีน้องก็จะโตเร็วกว่าคนอื่น ๆ  ที่บรรจุพร้อมกัน  ณ  เช้าวันหนึ่งเป็นวันหยุด ผอ. อยู่เวร แต่น้องธีป ไปนั่งทำเอกสารการเงินที่ สอ.  ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น 

มีเสียงบอกว่า  “มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นรีบมาดูหน่อย” 

น้องธีปก็รีบขับรถออกไป  มีผู้ได้รับบาดเจ็บ  2   คน  น้องธีปก็ไปตรวจดูคนหนึ่งตายคาที่  ส่วนอีกคนม่านตาไม่ตอบสนอง  แต่ยังจับชีพจรได้  น้องธีปก็เลยพาไปส่ง รพ.ภูเวียง  แถมเป็นช่วงเปลี่ยนเวรอีกต่างหาก  น้องธีปก็ได้เข้าไปช่วยในห้องฉุกเฉินต่อ  จากนั้นคุณหมอก็ส่งต่อไปยัง  รพ.ศูนย์ขอนแก่น  น้องธีปก็กลับไปทำงานต่อ 

จากการที่น้องธีปตัดสินใจช่วยคนไข้ที่คิดว่าจะรอด 

แต่ญาติของคนไข้ที่ตายไปแล้วก็โวยวายว่าน้องธีป

เลือกปฏิบัติ  ทำไมช่วยคนเดียว 

ถ้าจะช่วยทำไมไม่ช่วยทั้งสองคน 

แต่ละคนก็พูดกันไปจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง

ทำให้น้องธีปรู้สึกเหนื่อยและท้อใจมาก 

 

 

ถึงแม้น้องธีปจะบอกตัวเองว่าตัดสินใจทำในสิ่งที่ว่าดีที่สุดแล้วก็ตาม  ก็ยังมีอะไรที่ค้างคาใจน้องธีปอยู่  สาย  ๆ   ของวันนั้นคนที่น้องธีปเลือกที่จะช่วยเพราะโอกาสรอดยังพอมีบ้าง  แต่สุดท้ายก็ตาย   คุณหมอเรียกญาติไปพบและบอกว่า 

“มาส่งช้าไป  ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้” 

ญาติพี่น้องที่ได้รับการสูญเสียกำลังอยู่ในอารมย์ที่เสียใจอย่างที่สุด  กลับไปบ้านก็ได้ไปต่อว่าน้องธีปอีกว่า 

“มัวทำอะไร  ทำไมไม่ส่งเร็วกว่านี้” 

และคำพูดอีกมากมายที่เข้ามากระทบใจน้องธีป  จากที่ยังตั้งหลักไม่ได้แล้วยังมาเจอคลื่นลูกใหญ่อีกลูกโหมกระหน่ำซ้ำเติม  ทำให้น้องธีป

ล้มไม่เป็นท่า  ไม่ทราบจะทำอย่างไรตอนเย็นนี้ยังต้องเจออีกรอบ  ด้วยความทุกข์เต็มร้อยเปอร์เซ็น  นั่งอยู่ในวังวนของความคิด  ไม่นานก็ต้องออกจากผวังของความทุกข์กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง  เมื่อมีคนมาบอกว่าเกิดอุบัติเหตุใกล้  ๆ  กลับ  รพ.สต.  น้องธีปก็รีบวิ่งไปดู  มีคนไข้หนึ่งคนได้รับบาดแผลที่หัว  เลือดไหลออกมาเยอะมาก  หนังตั้งแต่หน้าผากสูงขึ้นไปบนหัวประมาณคีบ  เปิดออก  เห็นกระโหลก  จึงพาไปที่  รพ.สต.  ช่วยเบื้องต้นเสร็จจึงส่งตัวไปยังรพ.ภูเวียง 

โดยที่พนักงานขับรถคือ  ผอ.รพ.สต.  (ผอ. ) ส่วนน้องธีปก็นั่งข้างหลังดูแลคนไข้  ๆ  มีอาการเผ้อ  ช็อค  หมดสติ  (คนไข้เมา) 

น้องธีปก็พยายามอย่างสุดชีวิต  ผอ.ก็รีบขับรถอย่างสุดฝีมือ  พอมาถึง  รพ.ภูเวียง  ทุกคนก็รีบช่วยชีวิตคนไข้  

สรุปคนไข้รายนี้รอด แต่หัวสมองยุบ  น่าแปลกก็คือภายในวันเดียวกัน   3  คน  ที่เกิดอุบัติเหตุ  นามสกุลเดียวกัน  ตาย  2    รอด 1  แต่น้องธีปพานพบกับอะไรมามากมาย  ยังติดตาตรึงใจไม่รู้หาย 

 

 

จะอย่างไรก็ตามในเมื่อน้องธีปเลือกเส้นทางนี้แล้ว  ก็ขอให้มีความอดทน  สิ่งที่น้องทำเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก  ซึ่งหลาย  ๆ  คน  อยากที่จะทำ  แต่ไม่มีโอกาส  ขอเป็นกำลังใจให้น้องธีป  สู้ ๆ  ต่อไป  เพื่อคนอีกห้าพันชีวิตที่เขาฝากไว้ในอุ้มมือเล็ก ๆ  ของน้องธีป  เป็นผู้ดูแล จงเชื่อมันและศรัทธาในตัวเอง