จดหมายถึงพ่อ

              ตอนนี้  เวลา 23.30 น  ของวันที่ 21 มิถุนายน 2554   หนูสบายใจเพราะตอนเย็นวันนี้ป้อนข้าวลูกได้เยอะ แต่เขาอาบน้ำดึกไปนิด       ส่วนหนึ่งเพราะหนูพาเขาเดินเล่นรอบๆหมู่บ้านวลัยนิวาสแบบเอื่อยๆ แต่พรุ่งนี้เขาสัญญากับหนูว่าจะอาบน้ำก่อนกินข้าว เพราะหนูสอนเขาว่ามันจะทำให้เราไม่ปวดเมื่อยตามตัวและนอนหลับฝันดี

           พ่อค่ะ      เมื่อวานหลังออกจากเวทีรับฟังความคิดเห็นว่าด้วยเรื่องสรรหาอธิการบดี  หนูค่อนข้างซึมๆเพราะประเมินสถานการณ์สรุปได้ว่าอาจารย์โกวิทน่าจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวภาษาแนวสังคม อาจเป็นเพราะท่านถนัดไปทางเศรษฐศาสตร์หรือเปล่า  ดูจากการที่ท่านสรุปเรื่องหลังจากรับฟังอรรถาธิบาย ท่านจะบอกว่าก็คืออันเดิม 2-3 ข้อนั่นแหละ พูดอยู่อย่างนี้ในการสรุป 2 ครั้ง 3 ครั้ง จนชวนให้หนูคิดไปว่าวันนี้ halo effect ไหม  (โลกนี้ลำเอียงจริงไหม) ถ้าเกิดมันจะเป็นแบบแนวนั้น  ช่วงที่กล่อมลูกนอนคืนนี้หนูจึงตั้งสัญญาณนาฬิกาปลุกให้ลุกมาเขียนจดหมายถึงพ่อ ถึงหนูจะเกิดเมืองเหนือ(พะเยา) เรียนจบอีสาน(ม.ขอนแก่น) ทางโน้นยังอาจไม่มีใครคิดถึงบิดาการศึกษาคนนี้    แต่สำหรับหนูที่นี่ภาคใต้แห่งนี้นับย่างเข้าสู่ปีที่  14  หนูไม่รู้สึกตะขิดตะขวางใจที่จะมอบตำแหน่งบิดาการศึกษาภาคใต้ในดวงใจให้พ่อ ถึงแม้มีทั้งความสำเร็จ ไม่สำเร็จ เป็นธรรมดาแต่คุณค่าของความตั้งใจ จริงใจ มุ่งมั่น ห่วงหาอาทรที่พ่อมีอย่างต่อเนื่องนั้นไม่ขาดสาย  แต่ด้วยความที่หนูมากินอยู่ใช้ชีวิตที่นี่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นเนื้อแท้ของคนใต้ หนูเปลี่ยนใจจากความกลัวเป็นความสบายใจ เพราะคนที่นี่เขาตรงไปตรงมา ทำให้ฟังเรื่องราวทุกอย่างจากใจของเขา ซึ่งมันง่ายมากๆ ที่นี่จึงน่าอยู่เพราะคนน่ารักแต่น่าเป็นห่วงเพราะคิดไม่ทันว่าเขากำลังถูกทำร้ายหรือไม่  หนูไม่แปลกใจเลยที่ใครว่าเขาหัวหมอเพราะชีวิตพวกเขาคงผ่านความบอบช้ำตกทอดกันมา ถ้าจะคุยเรื่องการสรรหาอธิการบดีหากพ่อไม่สบายใจอาจไม่ต้องอ่านจดหมายนี้ต่อนะคะ   แต่ถ้าอ่านต่อ ในความคิดเรื่องการเมือง ตามกรอบ political frame หนูเป็นห่วงการศึกษาของชาติค่ะ  political frame เหมาะมากกับสถานการณ์ในอดีตคือช่วงของการจัดสรรทรัพยากรริเริ่มก่อตั้ง จนถึงการเข้ารูป เข้าร่องเข้ารอยของสถาบันการศึกษาแห่งนี้  ตลอดจนถึงใช้กับสถานการณ์กลุ่มที่แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายรับรู้ในเรื่องคุณค่า ความเชื่อ ข้อมูลข่าวสาร ที่แตกต่างกัน การรับรู้ความจริงคนละทิศคนละทาง  

            ตามที่ Bolman และ Deal (1991) เสนอมุมมอง leadership ไว้ 4 frame           คือ   1) structural frame 2) human resource frame     3) political frame   4) symbolic frame ซึ่งแต่ละ  frame มีความเหมาะสมต่างกันไปตามบริบท ทุกวันนี้ political frame นี้ กลับกลายเป็นกรอบตายตัว ฝังแน่นของที่นี่ สังเกตจากพฤติกรรมผู้นำแสดงออกทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจของสถาบันการศึกษาแห่งนี้ สัมผัสรับรู้ได้ถึงกลิ่นไอของการเมืองนำการบริหาร หนูมองว่าหากการเมืองมากไปงานบริหารการศึกษาจะไม่คืบหน้า  ตอนนี้คนที่อยู่ใกล้เรื่องราวคือหนู และเพื่อนๆทั้งสาย ว. สาย ป. มีค่าตอบแทนที่นี่ดี อยู่แบบสบายกาย  ไม่สนใจอะไรมากก็ได้ไม่มีใครบังคับ คิดอะไรๆผ่านๆไปวันๆก็มีความสุขอีกอย่าง รู้สึกสบาย พอตั้งเนื้อตั้งตัวได้ แต่หนูมานั่งทบทวน ทำ mental map ถามว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้วอะไรจะเกิดขึ้น  หนูไม่รู้จะคุยกับใครคิดออกอย่างเดียวว่าต้องคุยกับพ่อ   หนูตรองดูหลายๆรอบ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่สถาบันแห่งนี้ต้องมาทำความเข้าใจใน frame อื่นที่มีสาระประโยชน์เพิ่มเติม โดยหนูอยากชวนพ่อเอาใจของพ่อ (หนูมั่นใจมากว่าเป็นใจที่เปิดกว้างและทันสมัยอยู่ตลอด) ช่วยรับฟังข้อมูลเรื่องราวของพฤติกรรมไม่กี่คนที่เขาทำเป็นนับถือพ่อแต่ร้ายนักเหมือนพ่อเป็นตัวตลกให้พวกนี้เล่นแต่ไกล   มีนิสัยเกเรทำตัวเป็นลูกรักซื้อของฝากพ่อ แอบอ้างชื่อพ่อในวงเพื่อน  ชอบให้ร้ายผู้อื่นโดยไม่มี fact  ได้จังหวะซ้ำเติมใครเขาจะยิ่งซ้ำให้เป็นเรื่องโปกฮา พาเอาเพื่อนๆติดนิสัยเสียตามกันไปกลายเป็นว่าอยู่วงไหนก็นินทาผู้อื่น  หนูเคยไปนั่งทานข้าว (คนละวง) ไม่ต้องแอบฟังเพราะได้ยินชัดมากคือเรื่องราวนินทาให้ร้ายผู้อื่นสนุกปาก  ถ้าเป็นผู้ตามทั่วไปก็คงดูปรกติ แต่นั่นวงผู้บริหารล้วนๆ  หนูจึงขอเป็นปากเป็นเสียงให้กับลูกๆอีกหลายคนที่ไม่มีโอกาสได้คุยกับพ่อเลย  พ่อค่ะแม้การฟังเสียงคนมากคนก็มากความมันเป็นเรื่องน่ารำคาญ แต่ถ้าใจถึงใจทุกอย่างจะง่ายขึ้น หนูมีประสบการณ์มากับตนองจึงขอยืนยันว่า shared visions สำคัญมากสำหรับหนทางที่จะต้องเดินทางอีกยาวไกล ในที่สุดสิ่งต่างๆจะดีขึ้น(in the end things will mend)

         หนูจึงคิดถึง symbolic frame เป็นดั่งการพาชีวิตทุกชีวิตเข้าสู่วัฒนธรรมการมีส่วนร่วม การมีปฏิสัมพันธ์เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวหน้า ซึ่งบทบาทผู้นำคือ catalyst or facilitator  ซึ่งบุคลิกผู้นำ frame นี้สำคัญมากๆที่จะนำพาทุกคน seeking shared values and aims / providing for member’s self-fulfillment

        ที่ผ่านมา หนูเห็นภาพกลุ่มคนทำตัวเป็นนักเขียนบท  นั่งรอผู้บริหารระดับสูงสุดว่าจะมาทำงานที่นี่เมื่อไรมาเป็นตัวตลุงให้เชิด   ผู้บริหารสูงสุดมีสภาพอาการจากที่นี่ไปแต่ละท่านสะบักสบอมหากดูให้ถึงแก่นเนื้อในก็คือคนใกล้ตัวท่านทั้งนั้น  แต่วันเวลาผ่านไปฟังดูเหตุผลจะพาเพี้ยนเป็นเรื่องอื่นไป  หากแต่ละท่านบอกว่าไม่ได้ช้ำหนูก็ดีใจแต่หนูก็อดสะเทือนใจไม่ได้  แม้อาจารย์โกวิทมาเมื่อวานนี้ถามเป็นครั้งที่ 2 ว่าทุกคนที่นั่งอยู่ในเวทีครั้งนี้ถามตัวเองหรือยังว่าจะทำอะไรให้สถาบันนี้   สำหรับหนูงานที่ทำอยู่คงไม่ต้องสาธยาย แต่สิ่งที่หนูจะทำตอนนี้คือหนูขอโอกาสให้อธิการบดีได้มีแนวร่วมที่มาจากธรรมชาติงาน  ให้ทุกคนมีส่วนร่วมปรับปรุงระบบจากอดีตที่ปล่อยท่านเป็นตัวตลุง และขอโอกาสให้เกิดแนวต่อต้านท่านตามเหตุปัจจัยเพราะธรรมชาติงานที่เขาเหล่านั้นหวังให้เกิดสิ่งดีๆขึ้นในดินแดนแห่งนี้

        มิใช่หนูรังเกียจการเมืองนำการบริหารเสียทีเดียว เพราะคุณูปการเชิงประวัติศาสตร์ประจักษ์ชัดแจ้งให้เห็นสิ่งที่ดีมากมายได้ก่อกำเนิดขึ้นที่เราควรต้องยกย่องเทิดทูน  ขณะนี้ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 20 บทบาทการเมืองอาจจำเป็นต้องไปเด่นชัดในเรื่องการควบคุมคุณภาพ(quality control)   การตรวจสอบคุณภาพ(quality audit)     

            พ่อค่ะคำถามนี้พ่ออาจไม่สบายใจ พ่อจะอ่านจบลงแค่นี้ก็ได้  คือ หนูรบกวนถามพ่อว่าเรื่องอย่างนี้มันคืออะไร   มนุษยธรรมบนโลกนี้ต้องเริ่มจากสิ่งใด   คือหนูทราบข่าวเย็นวันนี้หนูสะดุดกึก  อึ้งมากๆกับเรื่องความมีมนุษยธรรมต่อชีวิตคน(สำหรับ candidate อันดับที่ 2)  หลังจากมีข่าวมาว่า  candidate อันดับ 1 ถอยตัวเพื่อรักษาตำแหน่งเดิมๆแต่ให้ว่าที่ที่อาจเป็นตัวจริงมาดูพื้นที่ไว้ในจังหวะหลังเกษียณ  คือหนูไม่ค่อยใส่ใจข่าวการเมืองนัก   แต่หนูคิดว่าเรื่องมนุษยธรรมเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะคำว่า predictable สำหรับคนแรกอาจชัดเจนพิสูจน์แล้วว่าพิพากษาได้   แต่สำหรับคนที่ 2  สมควรหรือที่ไปพิพากษาเขา  เพราะเขาคือ unpredictable ซึ่งโดยความหมายคือยังไม่ควรด่วนสรุป  ชีวิตคนเราทุกคนมีอนุทินชีวิตประจำตัว ตัวอย่างชีวิตของลูกก็ผ่านเรื่องราวความผิดหวังมามาก  การสร้างตราบาปให้ใครเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง   เราควรพิสูจน์หัวใจเขา      คนที่สังคมควรพิพากษาหรือสังคมควรลงโทษ (social sanction) คือคนที่วิ่งให้ร้ายcandidate 2 ไปทั่ว  หนูไม่มีใจเชียร์ใครและหนูก็ให้กำลังใจพ่ออยู่ไกลๆ  หนูเชื่อมั่นว่าสิ่งดีๆ ย่อมจบลงด้วยดี (alls well that ends well)