ไปเจนีวาคราวนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงที่ไปเป็นคณะใหญ่มาก   โดยที่ฐานะในคณะของผมคือลูกทีม   ชื่ออยู่ในกลุ่มเด็กๆ “นักเรียน” ที่มาอาศัย WHA เป็นชั้นเรียน   ซึ่งผมบอกตัวเองว่า นี่คือการเรียนรู้แบบ PBL (Project-Based Learning) ของจริง   และผมก็เป็นนักเรียนตัวจริง
 
          นั่นคือฐานะที่เป็นทางการ   แต่ฐานะที่ไม่เป็นทางการคือเป็นคนแก่ หรือผู้อาวุโส ที่น้องๆ หรือลูกศิษย์ เขาเกรงใจ   และหาทางเอาใจหรือให้บริการ   โดยที่ผมไม่อยากให้เขาเอาใจเท่าไรนัก   สิ่งหนึ่งที่เขามักถามคือ “เคยไปกินอาหารที่ร้าน...ไหม”   และคำตอบมาตรฐานของผมคือ ไม่เคย 
 
          คนที่คล่องแคล่วไปเสียทุกเรื่องคือ หมอสุวิทย์   เย็นวันที่ ๑๒ ก็มีการนัดแนะไปกินอาหารด้วยกัน “เพื่อหารือเรื่อง HRH Ed Reform” เพราะ อ. หมอภิเศก มาที่เจนีวา เพื่อประชุมเรื่อง Maternal Health พอดี   หมอสุวิทย์แนะนำร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ Miyako อยู่ใกล้สถานีรถไฟ และใกล้โรงแรม Moderne ที่ อ. หมอภิเศกพัก
 
          เป็นการกินอาหารญี่ปุ่นแบบนั่งล้อมกระทะเหล็กแบนครั้งที่ ๒ ของผม ห่างจากครั้งแรกกว่า ๒๐ ปี   โดยครั้งแรกกินที่แคลิฟอร์เนีย  คราวนั้นกินกับฝรั่ง   คราวนี้กินสเต้กแบบญี่ปุ่น คือกินกับผัดถั่วงอก   ความอร่อยอยู่ที่บรรยากาศ และที่ทำเสร็จก็กินเลย ยังร้อนๆ รสดีกว่า   มีเรื่องพิเศษคือ อ. วิม สั่งสเต๊กแบบ well done   และ อ. หมอภิเศกบอกว่าทีหลังอย่าสั่ง   เพราะกุ๊กจะตกใจ   แต่คราวนี้เขาทำให้อย่างเต็มใจ   เครื่องดื่มกลั้วคอคือ ไวน์แดง ที่หมอสุวิทย์เป็นคนสั่ง   ที่ผมบอกว่ามีแทนนินมากไปหน่อย   แต่ก็อร่อยใช้ได้
 
          หลังกินเสร็จ อ. หมอภิเศก แนะนำร้าน สเต๊กชื่อ Café de Paris อยู่ใกล้ๆ สถานีรถไฟ ที่ ศ. นพ. ณัฐ ภมรประวัติมาทีไรต้องไปกิน
 
          เย็นวันที่ ๑๓ กินอาหารไทย ฝีมือ อ. บุ๋ม และวิม   ทำและกินกันในห้องของ อ. บุ๋ม ที่ชั้น ๖  กินไก่ย่างส้มตำ  ไส้กรอกอีสาน และลาบ   กลั้วคอด้วยไวน์แดงที่หมอสุวิทย์ซื้อมา ราคาประมาณ ๔๐๐ บาท เป็นขวดที่แพงที่สุดในร้าน   ซึ่งสำหรับคอไวน์สมัครเล่นอย่างผม บอกว่ารสชาติใช้ได้
 
          ค่ำวันที่ ๑๔ หมอสุวิทย์จึงจัดการนัดแนะ ไปกินสเต๊กร้าน Café de Paris   มีรองปลัดศิริวัฒน์ กับเลขาธิการ สปสช. วินัย มาร่วมด้วย   รวม ๑๑ คน  มื้อนี้หมอวินัยเป็นเจ้ามือ   ร้านนี้ขายสเต๊กแบบนี้อย่างเดียว   พอเข้าไปเขาก็เอาสลัดมาเสิร์พคนละจาน   เขาถามเพียงว่าต้องการเนื้อสุกแบบไหน   ผมสั่ง medium rare เนื้อข้างในยังแดงแจ๋   โดยเขามีถาดใส่ชิ้นเนื้อแช่อยู่ในเนย และมีไฟลนอยู่ข้างใต้ถาด ให้ความร้อนนิดหน่อย   วางเนื้อไว้นานๆ ก็สุกขึ้น   นี่ก็มีไวน์แดงกลั้วคอ ท่ามกลางนักรณรงค์งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ผอ. บุ๋มของ สสส.
 
          นอกจากสนุกตอนกินสเต๊กแล้ว   ยังมีสนุกตอนกินไอศกรีมอีก   คือผมสั่งไอศครีมแช่เหล้ากอ่นเสิร์ฟเขาจุดไฟก่อน   ได้บรรยากาศและได้ชิมกันถ้วนหน้า   เข้าใจว่าเป็นเหล้ารัม ดีกรีแรงทีเดียว 
 
          ร้านมาลาคอฟ เนยแข็งทอด ผมเคยเล่าไว้แล้วที่นี่ ตอนมาเมื่อปีที่แล้ว   ปีนี้ท่านทูต สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กรุณาเลี้ยงตามเคย  อาหารมี ๔ อย่างคือออร์เดิฟ เป็นเนื้อเค็ม และหมูเค็มฝานบาง กับผักดอง, สลัด, เนยแข็งทอด, และจานหลัก มีให้เลือก ๒ อย่าง คือเนื้อกับปลา  ผมเลือกเนื้อ   มีไวน์แดงหรือไวน์ขาวที่เป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น   ผมชอบไวน์แดง ซึ่งก็ว่าอร่อยดี แต่พอ อ. บุ๋มทักว่า ไวน์แดงมี body บางไป ผมก็เห็นจริง
 
          ขอบันทึกว่า คราวนี้ผมกิน มาลาคอฟ ถึง ๒ ก้อน 
 
 
วิจารณ์ พานิช
๑๕ พ.ค. ๕๔

 

ที่ร้านสเต๊กญี่ปุ่น Miyaki


 

ข้าวเหนียว ไก้ย่าง ส้มตำ ลาบ หมอวินัย


 

ที่ Cafe de Paris จานสเต๊กหลังกินไปได้ครู่หนึ่ง


 

เรากินได้เกลี้ยงเกลาอย่างนี้


 

ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก


 

ไอศครีมแช่เหล้าจุดไฟ


 

สภาพของไอศครีมแช่เหล้าหลังจุดไฟเสร็จ


 

ที่ร้านเนยแข็งทอด ส่วนหนึ่งของแขกรับเชิญ


 

เนยแข็งทอด ผ่าให้เห็นเนื้อใน


 

 สวนสวยหลังร้านเนยแข็งทอด


 

สวนองุ่นหน้าร้านเนยแข็งทอด