วันนี้ผมไม่ได้ไปห้องสมุดคุณหญิงหลงฯ หากแต่ตื่นขึ้นมาตอนตีสี่ เพื่ออ่านหนังสือ (อิเล็กทรอนิกส์) เรื่อง ศาสนาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต" ที่อ่านค้างไว้ตอนกลางคืน หนังสือนี้ เขียนโดย รศ.สมภาร พรมทา (ภายใต้โครงการจัดทำตำราเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา สำนักงานคระกรรมการการอุดมศึกษา)
ลักษณะการอ่านหนังสือของผม แตกต่างจากนักศึกษาทั่วไปเล็กน้อย (ถึงมากที่สุด) ขณะที่นักศึกษาทัวไปอ่านหนังสือรอบเดียวรู้เรื่อง สำหรับผมรอบเดียวนั้นไม่รู้เรื่อง บางวรรคบางตอน โดยเฉพาะงานของพุทธทาส ภิกขุ ผมต้องการซ้ำแล้วซ้ำอีก กว่าจะเข้าใจ (ไม่แน่ใจว่าเข้าใจตรงตามที่ท่านเขียนหรือไม่) งานเขียนที่กล่าวถึงนี้เช่นกัน แม้ภาษาที่ท่านอาจารย์เขียนนั้นจะเอื้อต่อชาวบ้านทั่วไปอย่างผมแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้อ่านรอบเดียวผ่าน ต้องอ่านย้ำในหลายเรื่อง หลายวรรค หลายตอน
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ ผมดาวน์โหลดมาเพื่อไรจำไม่ได้ และแหล่งที่ดาวน์โหลดก็จำไม่ได้ แต่อยู่ในเครื่องมาหลายเวลาแล้วแน่นอน เมื่อคืนหลังจากเขียนสิ่งที่้ต้องการเขียนไม่ออก จึงหาอะไรบางอย่างไปเจอหนังสือนี้ เมื่อเปิดอ่านก็เห็นบางอย่างอีก นั่นคือการอ้างถึงงานของ "พุทธทาส ภิกขุ" ท่านจะใช้คำว่า "ท่านพุทธทาส" เสมอ ทำให้ผมอ่านได้ยาวและต้องย้ำอ่านตลอด เพราะสมองผมแตกต่างจากนักศึกษาทั่วไป คืออ่านรอบเดียวไม่รู้เรื่อง เช้านี้พบข้อเขียนในตอนท้ายของเล่ม ซึ่งต้องอ่านซ้ำอีกเช่นเคย ในบทที่หก การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีหลายศาสนา มีการพูดถึงงานของหลวงพ่อพุทธทาส ทำให้ผมคิดว่า ว้า ท่านอาจารย์สมภารเขียนไว้แล้วนี่นา กรณีที่ผมมองว่า แนวคิดทางศาสนาของหลวงพ่อพุทธทาสนั้น เป็นแนวคิดที่ข้ามพ้นความเป็นศาสนาอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจและยึดถือ ทำให้คิดต่อไปว่า แล้วผมจะเขียนอะไร แวบหนึ่งขณะที่กำลังบันทึกนี้ทำให้เห็นว่า อ้อ อย่างน้อยก็มีท่านอาจารย์สมภารเห็นด้วยกับเรื่องนี้ และผมก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ น่าจะมีความเห็นรองรับกัน...
อย่างไรก็ตาม ผมเคยบรรยายในชั้นเรียน ผมจะไม่ปลื้มที่นักศึกษาสรุปงานหรือเรียบเรียงความรู้ที่ผมบรรยายอย่างเหมือนกันโดยไม่ใส่ความคิดของนักศึกษาไปเลย เพราะผมเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่คนทุกคนจะคิดเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ผมคิดว่า ท่านอาจารย์สมภารก็คงไม่ชอบนักกับการคิดเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว และผมก็มองว่า ดาบในใจ ในข้อเขียนที่ท่านวิเคราะห์งานของหลวงพ่อพุทธทาสนั้น การยกตัวอย่าง "ดาบ" ดูจะหวาดเสียวทีเดียว ดาบในใจ ก็แสดงว่า มีบางอย่างอยู่ในใจ การจะบอกว่า "ไม่มีศาสนา" นั่นก็กระไรอยู่ เหมือนผมเสนอความคิดต่อเพื่อนบนโต๊ะอาหารว่า การข้ามพ้นความเป็นศาสนา จะข้ามได้อย่างไร ในเมื่อยังมีศาสนา กรณีนี้เช่นกัน ไม่มีศาสนา ถ้าดาบคือสัญลักษณ์แทนศาสนา ไม่มีศาสนา ก็ต้องไม่มีดาบ เดิมทีเข้าใจว่า ไม่มีดาบ แต่พบว่า มีดาบอยู่ในใจ ดังนั้น การจะบอกว่าไม่มีศาสนา ค่อนข้างจะเหลื่อมไปทางมีศาสนา หรือผมไม่เข้าใจ (คิดได้ขณะเขียนบันทึก) ท่านอาจหมายถึง มีอย่างไม่มี หรือ มีบนความว่างกระมัง ก่อนนั้น ผมคิดว่า น่าจะใช้คำว่า เงาของดาบ จึงไม่มีดาบ แต่ก็ต้องถูกโต้แย้งอีกว่า อย่างน้อยก็มีเงา ก็แสดงว่า ความมีอยู่ของดาบยังมีร่องรอยแห่งเงา ยังไม่หมดจด ไม่มีศาสนาแบบมีแต่เพียงเงาของดาบนั้นก็ยังไม่หมดจด อย่างไรก็ตาม ผมคงได้แค่ "การข้ามพันความเป็นศาสนาที่คนทั่วไปเข้าใจ" เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เช้านี้ ต้องกราบขอบคุณท่านอาจารย์ที่ทำให้ผมเข้าใจเรื่อง Exclusivism Inclusivism มากขึ้น และทำให้ผมมีทั้งโต้แย้งและเห็นด้วย อันเป็นการพัฒนาสมองแบบไม่ใช่เชื่อทุกอย่างง่ายดาย น่าจะเข้ากาลามสูตรได้ แม้แต่กาลามสูตรก็ไม่เชื่อง่ายๆด้วย
ขอบคุณครับ (ด้วยความเร่งรีบกับธุระอื่น ไว้จะมาเกลาอีกที)
๑๖ มิ.ย.๕๔
๑๐.๑๗ น.
เข้ามาเพิ่มความคิด (ลืมไปเล็กน้อย) จากที่บางท่านมองว่า ความคิดทางศาสนาของพุทธทาสนั้นเป็นแบบ พหุนิยมทางศาสนา กรณีหนึ่งคือ การเปลี่ยนแนวคิดจากการมองตนเองเป็นศูนย์กลาง (Self-centredness) เป็นการมองความจริงเป็นศูนย์กลาง (Reality-centredness) นั้น ผมมองว่า งานของหลวงพ่อพุทธทาส เป็นการมองมนุษย์และความจริงอย่างเท่าเทียมกัน โดยผมเทียบความคิดดังนี้
วงกลมแรก เป็น ๒ วงกลม คือ มนุษย์กับความจริงแยกกัน และโยงการมองมนุษย์ไปสุ่ความจริง วงกลมที่สอง มี ๒ วงกลมเหมือนกัน วงกลมหนึ่งคือสัญลักษณ์แทนมนุษย์อีกวงหนึ่งแทนความจริง แต่วงกลมที่ ๒ มองความจริงโยงไปถึงมนุษย์ ส่วนวงกลมที่สาม เป็นสองวงกลมที่ทาบเข้าเป็นหนึ่งเดียวคือความจริงและมนุษย์ ผมว่า ความคิดทางศาสนาของพุทธทาสเป็นแบบวงกลมที่สาม (บันทึกไว้สั้นๆ กันลืม) ความคิดนี้ได้ขณะอ่านงานที่กล่าวถึงนั่นเอง
๑๐.๒๘ น.