การเดินทางไปสำนักทรัพยากรการเรียนรู้ คุณหญิงหลงฯ ต่อไปนี้ขออนุญาติเรียกสั้นๆว่า ห้องสมุดคุณหญิงฯ (คนทางใต้ไม่ชอบอะไรยาวๆ หากจะชอบก็เฉพาะบางเรื่องเช่น พร้าด้ามยาว เอาไว้ถางป่า ตะขอสอยมะพร้าวที่ต้องมีด้ามยาว เพราะต้นมะพร้าวสูง เ็ป็นต้น) ยังคงดำเนิินไปเป็นวันที่สอง คือเมื่อวาน การเ้ดินทางครั้งนี้สะดวกกว่าวันแรก เพราะผมรู้ทางแล้วว่าไปทางไหน จอดรถที่ไหน เมื่อจอดรถเสร็จ เพราะยังไม่ถึงเวลาเปิดห้องสมุดคุณหญิงฯ จึงเดินเยี่ยมชมที่อื่นไปก่อน พร้อมกับการถืองานวิจัยไปหนึ่งเล่ม เพื่อหวังว่าจะหาที่นั่งพักอ่านหนังสือตามร่มไม้หรือที่ที่เหมาะสม ใจหนึ่งคิดว่า น่าจะถือเสื่อที่ใส่ไว้ท้ายรถไปด้วย เพราะเห็นร่มไม้ร่มรื่นดีเหลือเกิน ยิ่งเช้่า-สายด้วยแล้วอากาศดีแท้ แต่มาคิดอีกที เดี๋ยวนักศึกษาจะหาว่าคนบ้า จึงเดินไปเห็นนักศึกษาจำนวนมาก แต่งกายเรียบร้อยดี มีการก่อสร้างตึกขนาดใหญ่ เข้าใจว่าสร้างเพื่อรองรับความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย ผมเดินไปนั่งที่ตึกกิจกรรมของนักศึกษา เพราะเห็นมีที่นั่งพอที่จะนั่งไ้ด้ จึงนั่งอ่านหนังสือที่ม้าิหินอ่อน และสังเกตพฤติกรรมของนักศึกษาไปด้วย บางคนทำให้นึกสงสัยว่า จบ ม.๖ กันแล้วหรือนี่ หน้าตายังกับ ม.๑-๓ แต่ที่เห็นภาพโดยรวมคือ ทำไมคนไทยทุกวันนี้มีรูปร่างเตี้ยเหลือเกิน 

ครั้นถึงเวลา ๐๘.๓๐ น. ผมจึงเดินไปที่รถ นำหนังสือไปเก็บ และหิ้วโน๊ตบุ๊คมุ่งตรงไปที่ห้องสมุดคุณหญิงฯ หยิบเหรียญห้าบาทมาสองเหรียญ หยอดที่ตู้ ได้ตั๋วมาเดินเข้าไปภายใน ทาบตั๋วกับเครื่องแสกนด์ เดินผ่านเครืองตรวจจับสัญญาณ มุ่งไปห้องหนังสือหมายเลข ๒ ตรงไปที่คอมพิวเตอร์สำหรับค้นรายชื่อหนังสือ ได้รายชื่ออแล้ว กางโน๊ตบุ๊คออกบนโต๊ะซึ่งเป็นโต๊ะตัวเดิม (เดิมในความหมายสมมติ) กับวันแรก จากนั้นจึงค่อยๆ หาหนังสือที่ต้องการตามชั้นต่างๆ รวมแล้วตอนบ่ายสองได้หนังสือมานั่งอ่าน นั่งค้นคว้า นั่งเขียนจำนวนหนึ่ง ซึ่งจำนวนนี้เมื่อผมมองไปที่นักศึกษาอื่นๆ ดูเหมือนเขาจะตกใจว่า บ้าหรือเปล่า ทำไมเอาหนังสือมาเยอะแยะ เดี๋ยวเปิดเล่มโน้น เดี๋ยวเปิดเล่มนี้ กางเล่มนั่นบนโต๊ะ แล้วกางอีกเล่ม เดินไปที่ชั้นหนังสือ แล้วหยิบมาอีก บางทีหยิบเล่มเดิมมาดูแล้วดูอีก โดยเฉพาะหนังสือ "ธรรมโฆษณ์" ของ ท่านอาจารย์พุทธทาส/หลวงพ่อพุทธทาส/พุทธทาส ภิกขุ (หมายเหตุแทรกนิดหนึ่ง เดิมอยู่นครศรีฯและชุมพร ผมเรียกท่านว่า อาจารย์พุัทธทาส คำว่า อาจารย์ในความหมายของผมแตกต่างจากคำว่าอาจารย์ที่เรียกโดยทั่วไปและไม่ใช่อาจารย์ที่เรียกกันในสถาบันการศึษา ต่อมาไปอยู่วัดชลประทานฯ ชุมชนที่นั้นเรียกอดีตเจ้าอาวาสว่า หลวงพ่อปัญญาฯ เรียกท่านอาจารย์พุทธทาสว่า หลวงพ่อพุทธทาส กว่าผมจะเปลี่ยนจากความรู้สึกลึกๆของคำว่า "อาจารย์" เป็น "หลวงพ่อ" นั้น ใช้เวลาพอสมควร แต่แล้วเมื่ออ่านงานทางวิชาการ โดยเฉพาะที่กล่าวถึงท่านอาจารย์พุทธทาสนั้น ใช้คำว่า "ท่านพุทธทาส" ผมเข้าใจว่า คำว่า "ท่าน" น่าจะมีความหมายลึกๆของผู้เขียนอยู่ด้วย แต่ไม่แน่ เพราะงานวิชาการต้องการความเป็นกลางและตัดอารมณ์ของบุคคลผู้เขียนออก บางเล่มใช้คำว่า "พุทธทาส ภิกขุ" ผมเข้าใจว่า คำว่า "ท่านพุทธทาส" น่าจะมีอารมณ์บางอย่างมากกว่าความเป็นกลางที่ไร้ความรู้สึก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความรู้สึกนั้นสำหรับผมไม่ใช่ของง่ายเลย เคยเรียกอย่างไรก็อยากเรียกอย่างนั้น เช่นพระภิกษุบางรูปเลื่อนสมณศักดิ์ อย่างไร ผมก็ยังเรียกชือเดิม ยกเว้นว่า เป็นทางการ กระนั้น การเปลี่ยนไปตามสังคมก็น่าจะไม่ขัดเคืองอะไรกระมัง เพราะทุกอย่างคือ สมมติ) ตั้งใจว่า ต้องไปกินข้าวเที่ยงก่อน แต่หยุดไม่ได้ สุดท้ายเลยไปถึงบ่ายสองโมง เห็นว่า มือสั่นระริก สมองกระดึบๆ จึงต้องยุติ ปิดคอมพิวเตอร์ เก็บหนังสือไปไว้ที่ที่วางหนังสือใช้แล้ว และเดินออกจากห้องสมุุุุุุุุุุุุุดคณหญิงฯ เมื่อไปถึงรถ เห็นว่ารถออกไม่ได้ เพราะมีรถขวางอยู่ ครั้นไปเข็น เข็นเท่าไรก็ไม่เลื่อน สุุดท้ายเหลือบไปเห็น เกียร์อยู่ตำแหน่งสูงสุด (หักไปทางหน้ารถ) จึงเข้าใจว่า น่าจะอยู่ตำแหน่ง P จะทำอย่างไรดี สมองกำลังวูบๆนิดๆ หากเป็นลมเดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่ จำได้ว่า วันนี้ไม่ลืมหยิบกล้วยไข่ที่เหลืออยู่ที่บ้านประมาณ ๕ หน่วยซึ่งอานำมาจากบ้านย่า เป็นกล้วยที่ย่าปลูกเองไม่มีการฉีดยาเคมี น่าจะพอทะเลาลงได้ เมื่อจัดการกล้วยเรียบร้อยจึงไปซื้อนมเปรี้ยวล้างคออีก ๑ กล่อง คิดว่า น่าจะเข้าไปนั่งห้องสมุดคุณหญิงต่อ แต่อีกใจบอกว่า ไปนั่งในรถดีกว่า ร้อนก็ไม่เป็นไร จวบจนบ่ายสามโมงกว่าๆ มีวัยรุ่นชาย เตี้ย ออกสมบูรณ์สักนิด มาเลื่อนรถของตนออกไป ผมจึงได้ออกจาก มอ.และไปเดินในโลตัส รอคอยเวลาไปรับคนแนบข้าง ระหว่างนั่น ดูจะวูบๆ นิดๆ งั้นก็ไปหากั๋วยเตี๋ยวใส่ท้องสักชาม 

   อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้จากห้องสมุดคุณหญิงฯ นั้น ดูเหมือนว่า สมองในตอนนี้มีแต่ "พุทธทาส" หวนคิดถึงตัวเอง อายุประมาณ ๑๒ ปี เคยไปสวนโมกข์แรก เดินป่าเล่นสนก แต่ไม่ได้รู้จุดประสงค์หรอกว่า คนพาไปท่านต้องการไปเพื่ออะไร ผู้พาไปท่านแรกคือ อดีตเจ้าอาวาสวัดท่ายางกลาง อ.เมืองชุมพร ครั้งที่ สอง อายุประมาณ ๑๔ ปี อาจารย์ประมวล ยั่งยืน เหมารถบัสไป เห็นแวบๆ ว่าหลวงพ่อพุทธทาสนั่งอยู่ แต่ผมยังเหมือนเดิมคือ "ท่องป่า" "เข้าโรงหนัง" ฯลฯ ต่อมา ได้ไปอีกหลายคน และล่าสุดขับรถจากหาดใหญ่ไปชุมพร แวะเข้าไปสวนโมกข์เมื่อปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่าประหลาดสำหรับผมคือ ไม่เคยเข้าไปนั่งต่อหน้าร่างกายสดๆ ของหลวงพ่อพุทธทาส ทั้งที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม มาตอนนี้ ดูเหมือน "พุทธทาส" กำลังเดินอยู่ในความคิดของผม ผมคิดว่า ใกล้ยิ่งกว่าเอื้อม แม้จะยังไม่เข้าถึง ธรรมที่ท่านโฆษณาไว้ก็ตาม

ขอบคุุณครับ

๑๖ มิ.ย.๕๔

๐๙.๔๕