เป็นประสบการณ์ ที่มากกว่าการขับรถ เส้นทางหลัก VS เส้นทางรอง

ผมใช้ชีวิต กับการเดินทางโดยรถยนต์ในต่างจังหวัด เป็นส่วนใหญ่ของชีวิต

จากที่ขับรถไม่ได้ ขับรถไม่เป็น

ขับรถโดยไม่มีเเผนที่ ไม่มี GPS ถามว่าทำไม ???

ชีวิตผมไม่ได้รีบมากครับ

 

จุดหมายต้องไปให้ถึง แต่ก็ต้องเก็บรายละเอียดระหว่างทางขึ้นรถไปด้วย และเเวะเติมรอยยิ้มระหว่างทาง

 

"เเผนที่ของผมอยู่ที่ปาก"

การแวะถาม "ชาวบ้าน" ร้านค้าในหมู่บ้าน ดูจะเป็นเสน่ห์ของ "นักเดินทาง คนเเปลกหน้า ในครั้งแรก" 

ถามคนขี่จักรยาน รถอีแตก สวนทางมา ก็สนุกไปอีกแบบ 

ถามผู้หญิง ที่เป็นแม่บ้าน ดูจะกระตือรือร้น ช่วยสร้างสีสันให้ชีวิต

 

 

"พ่อมึง เค้าจะไป... มาบอกทาง เค้าหน่อยเร็ว .."

เห็นน้ำใจ เลย แม่บ้านไม่รู้ทาง แต่ยังช่วยเรียก พ่อบ้านมาตอบให้ ...

บางคนออกท่าทาง อย่างมีชีวิตชีวา ออกท่าทางอย่างมืออาชีพ

 

"พี่ขับตรง ไป เลี้ยวซ้ายหน้านะ ผ่านศาลากลางบ้าน เลี้ยวขวาแรก ตรงไปอีกหน่อย ข้ามคลองน้ำไป ผ่านบ้านหลังคาสีเเดง รั้วสังกะสี หลังนั้นยังไม่ใช่ ต้องตรงไปอีก เจอคนแถวนั้น ถามเค้าอีกที ว่าบ้านตา...นั่นไปทางไหน... ต่อ "

การเดินทางเเบบนี้ ทำให้ผมรู้จักคนเกือบหมดหมู่บ้าน ...มีการบอกใบ้ให้ไปถามต่อข้างหน้าด้วย ....

รู้อย่างหยาบๆ ว่าความสัมพันธ์ภายในหมู่บ้านเป็นอย่างไร

 

 

"ผมไม่ชอบวิ่งเส้นทางหลัก ทางสี่เลน แม้ว่ามันจะทำความเร็วได้มาก "

ผมไม่ค่อยชอบ พวกรถมีไซเรน มีตราโล่ ชอบดักโบกรถตาม u-turn กับเส้นทาง ที่เลนซ้าย รถบรรทุก เหยียบย่ำ จนรถธรรมดาวิ่งไม่ได้ ผมไม่รู้ว่า รถบรรทุกเกินพิกัด หรือ ถนนไม่ได้สเปก เนื่องจากคนรับเหมาซูเอี๋ยกับคนชงเรื่อง กินหิน ทราย ยางมะตอย เป็นอาหารหลักแทนข้าว จริงๆทางหลวงกับโยธา มันน่าจะไปคุยกันก่อนมาเจรจาความกับผม หรือคนอื่นๆที่สัญจรไปมา

"พี่ขับเลนขวา ทำไมไม่ชิดเลยซ้าย ขับเร็วนะเนี่ย จะรีบไปไหน ไหนเอาใบขับขี่มาดูซิ" แล้วคนในเครื่องแบบ ก็ชูนิ้วชี้ บางทีก็ โชว์สองนิ้ว วันนี้หิวมาก

 

ผมเลยถามกลับไป "ที่บ้านพี่ทำนา หรือป่าว ชวนคุยไปเรื่องอื่น เรื่องเพลี้ย เรื่องข้าวดีด ข้าวเด้งบ้าง เรื่องน้ำท่วมบ้าง เรื่องราคาบ้าง  แล้วก็ถามเรื่อง"ห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด  ผมไม่ไหวแล้ว"... จะให้ราดตรงนี้เลยหรือไง ... 

 

ผมไม่ได้มีปัญหากับเค้า ผมรู้ว่าเค้าทำตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายมา ตามคำสั่ง (มิชอบหรือป่าว ก็ลองสังเกตุดู)

ไม่รู้ว่า ทำไมเจอ ด่าน เป็นประจำ ก่อน และหลัง วันออกหวย ใครรู้ช่วยตอบด้วย???

ผมไม่ได้คิดว่าผมเจอคนเดียว แน่นอน.

 

เจอแบบนี้ก็น่าเบื่อ ครับ ไม่ช่วยจรรโลงโลกแล้ว ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขี้นด้วย เอาภาษีข้างถนน ไปเจือจุนคนในเครื่องแบบ หรือป่าว ครับ

 

"ผมชอบวิ่งเส้นทางรอง ทางระหว่างอำเภอ มีโค้งหักศอก มีชีวิตผู้คน ฝูงวัว เส้นในมากกว่า "

จะรู้เลยว่าถนนทางลูกรัง หรือทางราดยางสองเลน เส้นในเป็น ชีวิต สโลว์ไลฟ์ มันศิวิไล กว่าถนนสี่เลน เหยียบ ร้อย แล้วโดนโบก แน่นอน... มันทำให้รู้ว่า ความเอื้ออาทร ให้วัวข้ามถนนก่อน  ให้ระวัง ไม่ประมาท กับโค้งหักศอกข้างหน้า (ไม่มีป้ายเตือน บอกล่วงหน้า)  คุณจะต้องมีสติ ตลอดเวลา

 

กลับมาที่เรื่องนาข้าว ข้างทาง

 จากการลองสังเกตุ สอบถาม ที่นา ที่ดิน สองข้างทาง ถนนสี่เลน ส่วนใหญ่ จะปล่อยทิ้งร้าง หรือถ้าเป็นนา ก็จะ เป็นนาข้าว แบบรก ๆ ไม่ค่อยมีจินตนาการ เข้าถึงความยั่งยืน ลองจอดรถแล้วลงไปถามคนทำดู เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ "เป็นนาเช่า"  1,000-1,500 บาท ต่อปี  เป็นนาของนายทุน พ่อค้า พาณิชย์ ที่รอโอกาสกำไร ขายต่อเป็นปั๋มน้ำมัน เป็นโรงสี เป็นอาคารพาณิชย์  

การวิ่ง ถนนเส้นรอง ทำให้เห็นวิถีชีวิตการทำนา เห็นทุ่งนา ที่กำลังเข้าถึง นาในจินตนาการ กับคำว่า ความยั่งยืนและความมั่นคง ทางอาหาร

 

"เเปลงนาที่เจ้าของนา เป็นคนทำนา เป็นชาวนามืออาชีพ มีการปรับตัว ร่วมกัน ลงมือ *ป้องกันปัญหา* มากกว่า ร่วมกันบ่น คนหมู่มาก ประท้วง เย้วๆ เพื่อแก้ปัญหา"

"ไม่ใช่ชาวนา เทวดา" รอรัฐบาล รอราคา รอฟ้า รอฝน รอคนมาช่วย"

"ไม่ใช่ผู้จัดการนา ยกหูกริ๊ง งานมา เงินไป " 


 

 

 

 

เส้นทางสายนี้ไม่ใครมาโบก แล้วชูสองนิ้ว  เพื่อ เป็น "Free Rider" ในชุมชน ในสังคม 

 

 

เส้นทางสายนี้ เป็นเส้นทางที่ เป็นแม่แบบของ กระบวนการ Collective Action