ผ้าไหมพุมเรียงเป็นศิลปะหัตถกรรมของภาคใต้
ประวัติการทอผ้าไหมพุมเรียง
การทอผ้าไหมพุมเรียง
เป็นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ของกลุ่มคนไทยมุสลิม
ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านหัวเลน หมู่ที่ 2 บริเวณคลองพุมเรียง
ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ซึ่งได้สืบทอดกันหลายชั่วอายุคนจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า
ผ้าไหมพุมเรียงเป็นผ้าไหมที่มีลวดลายสวยงามและมีลักษณะเด่นที่ต่างไปจากผ้าไหมอื่นๆ
คือ การทอยกดอกด้วยไหมและดิ้น ผ้ายกดอกที่มีชื่อเสียงได้แก่
ผ้ายกชุดหน้านาง ผ้ายกดอกถมเกสร และผ้ายกดอกลายเชิง เป็นต้น
ชาวไทยมุสลิมตำบลพุมเรียงในปัจจุบัน
ส่วนหนึ่งสืบเชื้อสายมาจากแขกเมืองสงขลาเขาแดงซึ่งนับถือศาสนาอิสลามเป็นพวกมลายูที่อพยพมาจากหมู่เกาะอินโดนีเซีย
บางส่วนอาจมีเชื้อสายแขกปัตตานีและไทรบุรี
ที่อพยพเข้ามาที่ตำบลพุมเรียงในช่วงรัตนโกสินทร์
ซึ่งจากการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของพวกแขกเมืองสงขลาหัวเขาแดง
เมืองปัตตานีและไทรบุรีทำให้เกิดการผสมผสาน
ทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับชาวไทย
แต่ส่วนใหญ่พวกแขกเหล่านั้นยังคงรักษาเอกลักษณ์ดังเดิมไว้
โดยเฉพาะการทอผ้าไหมยกดิ้นเงินดิ้นทองหรือยกไหม
ซึ่งต่างไปจาการทอผ้าที่ทอโดยคนไทยสมัยนั้น
และสิ่งเหล่านั้นได้สืบทอดมาสู่ทายาทที่เป็นชาวไทยสุสลิม
ลักษณะการถ่ายทอดวิชาความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าไหมของชาวไทยพุทธและขาวไทยมุสลิม
เป็นวิธีการเรียนรู้โดยธรรมชาติ ด้วยวิธีสังเกตและทดลองปฏิบัติจริง
เด็กหญิงมักจะเริ่มหัดทอผ้าตั้งแต่อายุยังน้อย
โดยสังเกตเวลาผู้ใหญ่ทอผ้า ผู้ใหญ่จะสอนวิธีการทอ
การย้อมสี กรอไหม ค้นไหม ม้วนเก็บ การเก็บตระกอและก่อเช่า
ซึ่งเทคนิคขั้นตอนการทอผ้าไหมเหล่านี้ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
แต่อาศัยความสามารถในการจดจำจากผู้ที่สอนที่มีความชำนาญ
มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง
จึงให้สามารถเก็บรักษาศิลปะการทอผ้าไว้จนถึงปัจจุบัน
เครื่องมือที่ใช้ในการทอผ้าทอตำบลพุมเรียงในสมัยรัตนโกสินทร์
ได้แก่ หูก จึงเรียกการทอผ้าว่าการทอหูก
ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของผู้หญิงชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมที่จะต้องเตรียมไว้ให้ครอบครัวโดยเฉพาะหญิงสาวที่จะออกเรือนจะต้องเตรียมผ้าที่จำเป็นทั้งของฝ่ายชายและของตนเอง
ซึ่งมีทั้งผ้านุ่ง ผ้าห่มและเครื่องใช้ต่างๆ ดังนั้น
การมีฝีมือในการทอผ้าจึงเป็นการแสดงความเป็นกุลสตรีอีกด้วย
ผ้าที่ทอกันในช่วงนั้นมีทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม
แบ่งออกเป็นผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
และผ้าที่ใช้ในงานและพิธีการต่างๆ
ผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้นทอกันเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่
ฝ้ายทอเพื่อความทนทาน โยทอเป็นผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้าพื้น ผ้าตา ผ้าริ้ว
และผ้าขาวม้า สำหรับที่ใช้ในงานและพิธีการต่างๆจะทอด้วยไหม
หรือฝ้ายแถมไหม มัดลวดลายทอยกดอกสวยงาม ใช้นุ่งเข้าเฝ้า
หรือนุ่งในงานักขัตฤกษ์ งานบุญ งานแต่งงาน
ผ้าชนิดนี้ระยะแรกๆทำกันน้อย
และจะทอเฉพาะเวลาที่มีผู้มาสั่งทำเท่านั้น ไม่มีขายในท้องตลาด
เนื่องจากช่างสมัยแรก นั้นผ้าชนิดนี้นุ่งห่มได้เฉพาะเจ้านาย ขุนนาง
หรือข้าราชการผู้ใหญ่เท่านั้น ถ้าเป็นคนธรรมดาจะไม่เหมาะสม
แต่ในช่วงหลังๆ
คนธรรมดาก็นำมาใช้นุ่งในพิธีแต่งงานหรือพิธีสำคัญอื่นๆทางศาสนา
คนไทยนิยมนำไปใช้นาคนุ่งในงานบวชด้วย
และการที่ผ้าชนิดดังกล่าวทอที่บ้านในระยะแรกๆ นั้น
ที่บ้านผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ใหญ่นั้น
อาจเป็นไปได้ว่าชาวเมืองปัตตานี
และไทรบุรีซึ่งอพยพเข้ามาที่ตำบลพุมเรียง ในระยะแรกๆ
นั่นต้องทำงานให้เข้ากับเจ้านายหรือกรรมการเมื่อผู้ใหญ่ ดังนั้น
การทอผ้ายกดอกด้วยไหมจึงมีเฉพาะบ้านเจ้าเมือง และกรรมการเมืองเท่านั้น
ซึ่งนอกจากเจ้าของบ้านจะใช้ของเองแล้วยังทอขายให้กับผู้สั่งทำโดยเฉพาะ
ผ้าไหมยกดอกพุมเรียงจึงไม่แพร่หลายมาที่ควร
แม้ว่าในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์น่าจะมีการทอผ้าชนิดต่างๆเป็นสินค้าออกด้วยก็ตาม
ในช่วงทศวรรษหลังจากปี พ.ศ. 2480
มีการนำเครื่องทอผ้าชนิดใหม่เข้ามาเผยแพร่ที่ตำบลพุมเรียง คือ
กี่กระตุก กล่าวคือ สมัยรัฐบาลจอมพล ป.
พิบูลสงครามได้ส่งเสริมให้คนไทยใช้ของที่ผลิตที่ในประเทศโดยเฉพาะเครื่องแต่งกาย
เน้นให้ใช้ผ้าที่ผลิตขึ้นเอง
จึงได้มีการส่งเสริมอาชีพการทอผ้าขึ้นโดยรัฐบาลได้ส่งหน่วยฝึกฝนอาชีพเข้าไปในชนบทต่างๆทั่วประเทศโดยเฉพาะที่ตำบลพุงเรียงจึงทำให้มีการใช้กี่กระตุกทอผ้ามาจนถึงปัจจุบัน
การทอผ้าไหมในตำบลพุมเรียงเริ่มซบเซาลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่
2 เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทอผ้า เช่น ด้ายไหม มีราคาแพงและหาซื้อยาก
ประกอบกับระยะต่อมามีผ้าที่ทอด้วยเครื่องจักรส่งเข้ามาขายจำนวนมาก
ราคาถูก สามารถหาซื้อได้ง่ายและสะดวกกว่าการทอผ้าใช้เอง
ชาวพุทธส่วนมากจึงเลิกทอผ้ารายได้น้อย
ขณะเดียวกันหญิงชาวไทยพุทธสามารถเลือกอาชีพอื่นๆได้ เช่น รับราชการ
หรือค้าขาย จึงเลิกทอผ้าไหมไปในที่สุด
ส่วนชาวไทยมุสลิมยังคงประกอบอาชีพทอผ้าสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
หญิงชาวไทยมุสลิมอายุประมาณ 11-50 ปี
ซึ่งส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในตำบลพุมเรียงหรือมาจากต่างอำเภอ
จะรับจ้างทอผ้าให้กับผู้ประกอบการทอผ้ารายใหญ่
ซึ่งพัฒนากิจการทอผ้าขึ้นเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนขนาดย่อมแต่ส่วนมากเป็นการทอผ้าแบบกี่กระตุก
ได้ค่าจ้างเป็นรายชิ้นบ้าง รายเดือนบ้าง
ตามความสามารถของผู้ทอ
ผู้ประกอบการทอผ้ารายใหญ่บางรายอยู่ที่กรุงเทพมหานคร
จะส่งไหมและวัสดุที่ใช้ในการทอผ้าอื่นๆ มาให้ช่างทอผ้าพุมเรียง
ทอเป็นลวดลายทอผ้ายกดอกแบบโบราณโดยให้ค่าจ้างเป็นรายชิ้น
ราคาค่าจ้างทอประมาณ 500 – 1,000 บาท
ขึ้นอยู่กับความยากง่ายกับลายผ้า
อนึ่ง
การทอผ้ายกดอกด้วยหูกแบบโบราณในตำบลพุมเรียงปัจจุบันเหลืออยู่น้อยมาก
ช่างทอผ้ารุ่นใหม่ไม่นิยมทอด้วยหูก
แต่จะหัดทอผ้าด้วยที่กระตุกเป็นส่วนใหญ่ดังนั้น
เพื่อเป็นการอนุรักษ์การทอผ้ายกดอกด้วยเครื่องมือแบบโบราณของตำบลพุมเรียง
อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี
ผู้เรียบเรียงนำเสนอเครื่องเฉพาะที่เรียกว่าหูก
และการทอผ้าไหมยกดอกแบบเก่าที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่ชาวไทยมุสลิมในตำบลพุมเรียงได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ
เพื่อให้ช่างทอผ้ารุ่นใหม่และผู้สนใจได้เรียนรู้ถึงกรรมวิธีการผลิตผ้าไหมพุมเรียงเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของผ้าพื้นเมืองเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์และส่งเสริมให้แพร่หลายยิ่ง
และเป็นการช่วยเพิ่มพูนรายได้ของประชาชนในท้องถิ่นภาคใต้อีกทางหนึ่งด้วย
อุปกรณ์และวิธีการ
อุปกรณ์และวิธีการ
วัสดุที่ใช้ในการทอผ้า
-
เส้นไหมธรรมชาติ
เนื่องจากในตำบลพุมเรียงไม่มีการเลี้ยงไหม
จึงจำเป็นต้องมีการสั่งผ้า
ไหมจากภายนอกเข้ามา เช่น สั่งไหมดิบจากอีสาน
โดยผ่านทางกรุงเทพมหานคร ไหมจากอำเภอละแม จังหวัดชุมพร
และไหมจากต่างประเทศ เช่น จากญี่ปุ่น และสาธารณรัฐประชาชนจีน
ที่เรียกกันว่าไหมกวางเจา
ไหมแต่ละชนิดนี้มีคุณสมบัติต่างกันโดยเฉพาะค่าความต่างของน้ำหนักไหมที่ต้มฟอกและย้อมสีแล้วตัวอย่าง
เช่น ไหมดิบของไทย เมื่อจะนำไปต้มฟอกและย้อมสี น้ำหนัก 1.4 กก.
เมื่อย้อมสีเสร็จแล้วจะได้ไหมลุกประมาณ 12 กก. หรือ 1 กก.
น้ำหนักของเส้นไหมลุกที่ต่างกันนี้จะสัมพันธ์กับปริมาณของเส้นไหมและเนื้อผ้าที่ทอก็จะต่างกันด้วย
นอกจากนี้เมื่อกรอเส้นไหม ไหมจีนจะเสีย 5% ส่วนใหญ่ไหมไทยจะเสีย 2.3%
ในด้านราคา เส้นไหมต่างชนิดจะมีราคาต่างกัน เช่นไหมอีสาน กก. ละ 850
บาท ไหมละแม กก. 900 บาท ไหมญี่ปุ่น กก. ละ 1,200
บาทราคาจะขึ้นลงตามดอลล่าร์
เส้นไหมที่ใช้สำหรับทอผ้าไหมพุมเรียง
สามารถแบ่งออกตามลักษณะและคุณภาพของเส้นไหมได้ 3 ระดับคือ
ไหมหนึ่ง หรือไหมน้อย
เป็นไหมที่คุณภาพดีที่สุด ลักษณะของเส้นไหมเล็กละเอียด เป็นนวลสวยงาม
ใช้เป็นเส้นไหมยีน เวลาทอผ้า
ไหมสอง หรือไหมกลาง
เป็นไหมที่คุณภาพดีที่สุด ลักษณะของเส้นไหมหยาบเป็นปุ่มปมบ้างเล็กน้อย
เส้นโตกว่าไหมหนึ่ง นิยมใช้เป็นเส้นพุ่ง ในการทอเนื้อละเอียด
ไหมสาม
หรือไหมใหญ่เป็นเส้นไหมที่มีคุณภาพต่ำ
ลักษณะของเส้นไหมหยาบและใหญ่กว่าไหมสอง
เส้นไหมชนิดนี้ใช้ทำเป็นเส้นพุ่ง
สำหรับเนื้อหนาและหยาบกว่าผ้าไหมชนิดอื่น
เช่นผ้าไหมสี่เส้นเป็นต้น
-
สีย้อมเส้นไหม
ไม่ปรากฏหลักฐานที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่าการย้อมสีไหมในตำบล
พุมเรียงก่อนที่จะมีการย้อมสีสังเคราะห์นั้นได้ใช้สีประเภทใด
แต่จากการสอบถามช่างทอผ้าในท้องถิ่นทราบว่าช่วงระยะ 70
ปีที่แล้วมีการใช้ต้นครามย้อมฝ้ายให้เป็นสีน้ำเงิน
ในช่วงระยะเวลาเดียวกันบริเวณค่างเคียง ที่เกาะสมุย
ได้ใช้เปลือกต้นหงอนไก่ต้มย้อมฝ้ายเป็นสีแดง
และจากการศึกษาเปรียบเทียบการย้อมสีไหมแบบโบราณในภาคเหนือและภาคอีสาน
โดยใช้วัสดุธรรมชาติ
จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าการย้อมสีไหมในพุมเรียงน่าจะมีการใช้สีจากธรรมชาติ
ซึ่งได้จากพืชและสัตว์ที่มีในท้องถิ่นเช่นเดียวกันคือ
สีเหลือง
ได้จาก
ขมิ้น แก่นขนุน
สีแดง
ได้จาก
ครั่ง รากยอ
สีดำ
ได้จาก
ผลมะเกลือ
สีน้ำเงิน
ได้จาก
คราม
สีม่วง
ได้จาก
ลูกหว้า เปลือกต้นชงโค
ต่อมาเมื่อมีสีย้อมผ้าประเภทสังเคราะห์จึงเลิกใช้สีจากวัสดุธรรมชาติไปในที่สุด
แต่สีสังเคราะห์ ที่ใช้กันในระยะแรกนั้นคุณภาพไม่ดี สีดำง่าย
จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กิจการทอผ้าพุมเรียงซบเซาเพราะลูกค้าไม่นิยมใช้
ปัจจุบันในตำบลพุมเรียงมีแต่ร้านวรรณม๊ะ ไหมไทย
เท่านั้นที่ยังคงดำเนินการย้อมสีผ้าบางสีของญี่ปุ่นอีกด้วย
ส่วนผู้ประกอบการทอผ้าอื่นๆ ส่วนใหญ่จ้างย้อมสีไหมที่กรุงเทพมหานคร
หรือซื้อไหมที่ย้อมเสร็จมาทอ
3 เครื่องมือทอผ้าไหม
เครื่องมือสำหรับเตรียมเส้นไหม
1.ไน เป็นเครื่องมือสำหรับกรอเส้นไหมเข้าหลอด
ลักษณะเป็นวงล้อ ขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 72 ซม. ทำด้วยไม่ไผ่หรือหวาย
(ปัจจุบันใช้ล้อรถจักรยานยนต์ที่ถอดยางออกแทน)
ฐานดังแกนบางล้อและแกนหลอดทำด้วยไม้ กว้างประมาณ 18 ซม.ยาว 51 ซม.
ระหว่างวงล้อและแกนหลอดมีเส้นเชือกผูกยูงโยงเมื่อหมุนวงล้อก็จะทำให้แกนหลอดหมุนไปด้วย
2. ระวิง วิงหรือดอกระวิง
เป็นเครื่องปั่นไหมที่มีลักษณะเหมือนกังหัน 2 ดอก แต่
ละดอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 52 ซม.
ทำด้วยไม้หรือไม้ไผ่เหลาแบนๆ ดอกละ 3
อันระหว่างกังหันทั้งสองมีแกนและเส้นด้ายหรือในลอนผูกโยงสำหรับรองรับเช็คไหม
ฐานของระวิงทำด้วยไม้กว้างประมาณ 13 ซม. ยาว 43 ซม.
ระวิงใช้คู่กับไน
เมื่อต้องการกรอเส้นไหมยีนหรือเส้นไหมพุ่งเข้าหลอด โดยจะสวม
หลอดคนหรือหลอดพุ่งที่แกนหลอดใน
แล้วนำเข็ดไหมที่ต้องการกรอสวมที่ระวิงและดึงเส้นไหมจากเข็ดนั้นผูกติดกับหลอดค้นหรือหลอดพุ่ง
เมืองหมุนวงล้อของไน
แกนหลอดก็จะหมุนทำให้หลอดค้นหรือหลอดพุ่งที่สวมติดอยู่หมุนดึงเส้นไหมจากระวิงพันติดไปกับหลอดด้ายนั้น
โดยระวิงจะหมุนตาม ช่วยคลายเส้นไหมจากเข็ดไหม
ทำให้เส้นไหมไม่พันกัน
-
หลอดค้น หรือหลอดไหมยืน
คือหลอดด้ายหรือหลอดดิ้นที่ทำด้วยไม้หรือพลาสติก ใช้
สำหรับพันเส้นไหมยืน ยาวประมาณ 6 ซม.
หรืออาจใช้ท่อพลาสติกเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 ซม.ยาวประมาณ 16 ซม.
ก็ได้ ที่สำคัญคือ
แกนของหลอดค้นจะต้องเป็นรูกลางเพื่อใช้สวมกับแกนหลอดของในหรือแกนของรางคันได้
เมื่อต้องการกรอไหมเข้าหลอดหรือค้นไหมยืน
-
หลอดพุ่ง หรือลูกเรียด
คือหลอดไหมที่ใช้พันเส้นไหมพุ่ง ดิ้น หรือไหมที่ทอยกดอก
เดิม
เป็นหลอดที่ทำด้วยสังกะสี ยาวประมาณ 7 ซม.
ปัจจุบันใช้ด้ามปากกาลูกลื่นตัด
-
รางค้น หรือรางสำหรับใส่หลอดค้น
เมื่อต้องการค้นไหมยืน ลักษณะเป็นกรอบ
สี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว 139 -255 ซม. กว้าง 25 – 28 ซม.
ด้านยาวทั้งสองข้างของรางค้นต้องเจาะรูตรงกัน
เพื่อใช้หลอดแกนที่ทำด้วยเหล็ก หรือไม้ไผ่เหลาขนาดเล็ก ความยาว 28 –
30 ซม. รูแต่ละช่องห่างกัน 16 ซม.
จะใส่ได้หลอดเดียววางค้นแต่ละรางสามารถบรรจุหลอดค้นได้ 30 – 80 หลอด
เมื่อจะใช้รางค้นต้องนำผูกไว้บนที่สูง เช่น
รอดหรือตุงที่ใต้ถุนบ้าน
6. หลักคันหรือคราด คือ หลักที่ใช้คล้องไหมยืน
ตอนที่คันไหมหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสาวไหมเพื่อจัดเส้นไหมให้เป็นระเบียบและใช้คล้องเส้นไหมที่เก็บขัดกันเสร็จแล้ว
นอกจากนี้ ยังใช้คำนวณความยาวของเส้นไหมที่จะใช้ทอผ้า
หลักคันทำด้วยไม้ลักษณะคล้ายคราด มีหลักซึ่งเรียกว่า “ลูกคราด” 2 แถว
แถวละ 11 หลัก สูงหลักละประมาณ 12 ซม. ฐานของหลักคัน 2
แถว จะเยื้องเหลื่อมกัน เมื่อประกบจะเข้ากันสนิทพอดี
ความยาวของฐานประมาณ 31 ซม. ความยาวของฐานคันสอบแถวที่ 1 ด้านบนประมาณ
7 ซม. ด้านล่างประมาณ 13 ซม. ระหว่างกลักคันแถวที่ 1 และหลักคันแถวที่
25 สามารถปรับระยะได้ตามความต้องการว่าจะคันไหมยืนยาวเท่าใด
โดยเลื่อนกลักต้นแถวที่ 2 ไปตามด้านหลักคัน หรือ “พานคราด”
ซึ่งยาวประมาณ 635 ซม. หลักคันนี้ต้องใช้ควบคู่กับรางคัน
โดยนำไปวางที่ได้รางคันเมื่อต้องการคันไหมยืน
7.
ไม้สอด คือ เครื่องมือที่ใช้เกี่ยวเส้นไหมยืนเข้าฟันฟืม
ทำด้วยไม้ไผ่เหลาบาง ๆ และแบน
ส่วนปลายทำเป็นตะขอหรือเงี่ยงสำหรับเกี่ยวเส้นไหม ขนาดยาว 21.5 ซม.
กว้าง 1 ซม.
8.
ไม้นัดหวี ไม้นัดเล็กหรือไม้นัดด้าย เป็นไม้ 2
อันที่ใช้สอดในเส้นไหมยืนซึ่งขัดกัน
เพื่อสะดวกในการสอดไหมยืนเข้าฟันฟืม และทราบตำแหน่งเส้นที่ขาดขณะทอผ้า
ไม้นัดหวีทำด้วยไม้หลาวโอน หรือไม้ไผ่เหลาบาง ๆ ยาว ประมาณ 146
ซม. กว้าง 3-4 ซม. ส่วนปลายด้านที่ใช้สอดมีลักษณะมนแหลมเล็กน้อย
9.
ไม้ลูกพัน เป็นไม้ 2 อันที่ใช้สอดในเส้นไหมยืน
เพื่อสะดวกในการม้วนเส้นไหมเข้ากระดานม้วนหูกเมื่อม้วนเก็บเสร็จแล้วไม้ลุกพันจะกระหน้าอยู่สองข้างของกระดานม้วนหูก
ไม้ลุกพันทำด้วยไม้หลาวโอนเหลากลม ๆ ยาวประมาณ 136 ซม.
10.
ไม้ตระกอ หรือไม้จลกเขา คือ ไม้ที่ใช้ผูกเส้นเชือก
ตระกอหรือเขาหูกทำด้วยไม้หลาวโอนหรือไม้อื่น ๆ เหลากลม ยาวประมาณ 127
ซม. ตระกอหรือเขาหูกตับหนึ่งใช้ไม้ลูกเขา 4 อัน
11.
ไม้ก่อตระกอ หรือไม้ก่อเขา คือ ไม้แบบที่ใช้ในการผูกเชือกตระกอ
เพื่อใช้เส้นเชือกตระกอที่ร้อยควบไหมยืนแต่ละเส้นนั้นมีระยะเท่ากัน
ไม้ก่อตระกอเขาของหูกจะไม่เหมือนกันไม้ก่อตระกอของที่กระตุก กล่าวคือ
ผ้าไหมที่ทอยกดอกหูกจะมีไม้ก่อตระกอหรือไม้ก่อเขา 2 ชนิด
11.1 ไม้ก่อตระกอเนื้อหรือไม้ก่อเขาดอก ทำด้วยไม้ลักษณะแบน ๆ
ขนาดยาวประมาณ 9 ซม. กว้าง 5.5 ซม. หนา 7 ซม.
11.2 ไม้ก่อตระกอดอก หรือไม้ก่อเขาดอกทำด้วยไม้ลักษณะแบนคล้ายกัน
ขนาดยาวประมาณ 6 ซม. กว้าง 4.5 ซม. หนา 7 ซม.
ส่วนผ้าไหมที่ทอยกดอกด้วยกี่กระตุก จะไม่มีไม้ก่อตระกอที่เรียกว่า
“ไม้ก้ามปู” ซึ่งทำด้วยไม้มีลักษณะคล้ายก้ามปู คือมีก้ามถือ
ปลายสองข้างแยกจากันขนาดความยาวตั้งแต่โคนด้ามถึงส่วนปลายประมาณ 120
ซม. ปลายสองข้างห่างกันประมาณ 13 ซม.
12.
ขนเม่น คือขนของเม่นซึ่งยาว 8.5 ซม.
ใช้สำหรับนับเส้นไหมยืนเพื่อเก็บตระกอหรือก่อเขาลวดลายที่จะทอยกดอก
13. หวี
คือ เครื่องมือสำหรับหวีไหมยืนให้เส้นเรียบหลังจากลงแป้งแล้ว
หวีทำจากกาบของต้นชกนำมาทุบเป็นเส้นฝอย ตัดเส้นยาว 8-12 ซม.
ซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น แล้วนำไปเข้าด้ามไม้สำหรับถือ ซึ่งมีขนาดยาวประมาณ
13 ซม. กว้าง 5 ซม. หวีทำจากกาบมะพร้าวก็ได้
โดยตัดขวางกาบแล้วยีให้ส่วนที่ตัดเป็นฝอยแล้วนำมาใช้หวีเส้นไหมยืน
14.
เชือกตระกอ เป็นเชื่อที่ใช้สำหรับผูกตระกอหรือก่อเขา
ทำด้วยเส้นด้ายสีขาวเบอร์ 6 หรือ ไนลอนเบอร์ 4 หรือเบอร์ 210/4
การทอผ้าไหมส่วนใหญ่นิยมใช้สอนเพราะไม่ทำให้เส้นไหมยืนเป็นขุย
เชือกที่ผูกตระกอหรือก่อเขาหนึ่ง ๆ จะใช้ได้ 2-3 ครั้ง
15.
กี่เก็บตระกอ คือที่เก็บตระกอหรือก่อเขาสำหรับไหมที่ทอด้วยกี่กระตุก
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผ้าไหมพื้นหรือลายร่องสลับสี
ลักษณะของกี่เก็บตระกอคล้ายกรอบโครงของโต๊ะ ทำด้วยไม้ขนาดยาว 90-120
ซม. กว้าง 60-80 ซม. สูง 75 ซม.
3.3 ชนิดของเครื่องทอผ้า
เครื่องทอผ้าที่ใช้ในตำบลพุมเรียง มี 2 ชนิด คือหูกและกี่กระตุก
สำหรับหูกซึ่งปัจจุบันเรียกกันว่ากี่พื้นบ้านหรือกี่โบราณนั้นมีจำนวนน้อย
ใช้สำหรับทอผ้าไหมยกดอก
ส่วนกี่กระตุกมีจำนวนมากใช้ทอผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมพื้น ผ้าซิ่นไหม
ผ้าไหมลายร่องและผ้าไหมตามสก๊อต เป็นต้น
ส่วนประกอบของเครื่องทอผ้าทั้งสองชนิดคล้ายกันจะต่างกันบ้างในรายละเอียดเล็กน้อย
ส่วนประกอบที่สำคัญของหูกและกี่กระตุกได้แก่
1.
โครงหูก หรือโครงกี่ ประกอบด้วยเสา 4 อัน
มีราวหูกหรือราวกี่กระหนาบทั้ง 4 ด้านทั้งด้านบนและด้านล่าง
หูกบางอันอาจมีราวกระหนาบกลางโดยรอบ เพื่อทำให้หูกแข็งแรงยิ่งขึ้น
สมัยก่อนเสาหูกฝังคิดไว้กับดิน
เพราะเชื่อกันว่าการทอหูกหรือการทอผ้านั้นทอได้เฉพาะใต้ถุนบ้านเท่านั้น
จะนำมาทอบนเรือนไม่ได้ แต่ปัจจุบันไม่นิยมฝังเสาหูกกี่ลงในดิน
เพราะจะทำให้เคลื่อนย้ายไม่สะดวก
โครงหูกและโครงกี่แต่ละโครงมีขนาดไม่แน่นอน โดยประมาณโครงหูกกว้าง
130-140 ซม. ยาว 254-290 ซม. สูง 117-125 ซม.
2.
ฟืมหรือฟันหวี เป็นเครื่องมือสำหรับทอผ้า มีฟันเป็นซี่ ๆ คล้ายหวี
ใช้สำหรับสอดไหมยืน เพื่อจัดเส้นไหมให้อยู่ห่างกัน
และใช้กระทบไหมพุ่งที่ลาดชันกับไหมยืนให้อัดแน่นเป็นเนื้อผ้า
ฟืมทำด้วยลวดหรือไม้ไผ่เหลาซี่เล็ก ๆ
ผูกเชือกติดกันและกระหนาบด้วยไม้จริง ขนาดของฟืมยาวประมาณ 117 ซม.
กว้าง 6-8 ซม. หรือฟืมหนึ่ง ๆ อาจจะมี 35-40 หลบ แต่ละหลบมี 40 ฟัน
(ช่องของหวี) ใช้สอดเส้นไหมยืน 2 เส้น ในการทอผ้าครั้งหนึ่ง ๆ
ต้องใช้เส้นไหมยืน ประมาณ 2800-3200 เส้น
3.
เขาหูกหรือตระกอ คือเชือกที่ร้อยคล้องไหมยืน
เพื่อแบ่งเส้นไหมเป็นหมวดตามที่ต้องการเมื่อยกเขาหูกหรือตระกอข้นก็จะดึงเส้นไหมเปิดเป็นช่องสามารถพุ่งกระสวยเข้าไปทำให้ไหมพุ่งลาดขัดกับไหมยืนได้
เขาหูกหรือตระกอมี 2 ชนิด คือ
3.1
เขาเนื้อ ตระกอเนื้อ
หรือตระกอขัดเป็นเขาหรือตระกอที่ใช้ทอเนื้อผ้าหรือผ้าพื้นธรรมดามี 2
ระดับ เขาเนื้อแต่ละระดับมีเส้นเชือกที่เรียกว่า “ไม้เยิ้งย่าง” ทั้ง
2 ข้าง และไม้เยิ้งย่างทั้ง 2
อันจะมีเส้นเชือกผูกแขวนไว้กับไม้ราวหูกอีกทีหนึ่ง
3.2
เขาลาย หรือตระกอลาย เป็นเขาหรือตระกอที่ใช้ทอลวดลายยกดอก
อาจมีตั้งแต่ 4-200 ระดับส่วนปลายทั้ง 2 ข้าง
ของเขาลายแต่ละระดับจะแขวนไว้ที่ไม้ค้างตระกอทั้ง 2 ด้าน
4.
กระสวยหรือสาย คือ เครื่องมือที่ใช้บรรจุหลอดไหมพุ่ง
สำหรับพุ่งสอดไประหว่างช่องของเส้นไหมยืน ทำให้เส้นไหม 2
ชนิดสานขัดกันจนเป็นเนื้อผ้าชิ้น
กระสวยทำด้วยไม้หลาวโอนหรือไม้เนื้อแข็งอื่น ๆ ขนาดยาวประมาณ 25.30
ซม. กว้าง 2-3.5 ซม.
ต้นและปลายเรียวตรงกลางมีช่องและแกนสำหรับบรรจุหลอดไหมพุ่ง
นอกเหนือจากนี้กระสวยยังใช้บรรจุหลอดไหมหรือหลอดดิ้นซึ่งใช้ทอยกดอกกระสวยของกี่กระตุกจะต่างไปจากกระสวยหูก
คือ กี่กระตุกมีรางให้กระสวยวิ่ง
และก็กระสวยมีเชือกโยงสำหรับกระตุกดึงสายกระสวยพุ่งกลับไปกลับมาทำให้ได้ทอผ้าได้อย่างรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น
5.
ไม้หน้าหูก คือ ไม้ที่อยู่ส่วนหน้าสุดของหูก สำหรับผูกขึงลูกตุ้ม
ทำด้วยไม้ใผ่ทั้งลำ ขนาดยาวประมาณ 152 ซม.
6.ไม้ราวหูก คือไม้ที่พาดวางโครงหูกส่วนบนทำด้วยไม้ไผ่ทั้งลำ มี 3-4
ท่อน ยาวท่อนละ 196-170 ซม. ให้สำหรับผูกแขวนลูกตุ้ม ไม้ค้างเขา
เขาหูกและฟืม
7.
กระดานม้วนหูก เป็นไม้กระดานที่ใช้ม้วนปลายด้านหนึ่งของเส้นไหมยืน
ที่ม้วนเก็บและจัดเรียงเส้นเป็นระเบียบ
นอกจากนี้ยังช่วยให้เส้นไหมในหูกขึงดึงโดยที่ปลายอีกด้านหนึ่งผูกติดหรือพันไว้กับไม้ม้วนผ้า
ขนาดของกระดานม้วนหูกยาวประมาณ 142 ซม. กว้าง 15-18 ซม.
ส่วนที่กระตุกมีแกนไม้สำหรับม้วนไหมยืน เรียกว่า “ระหัด”
ขนาดยาวประมาณ 126 ซม.
8.
ลูกตุ้ง คือ ไม่ที่ใช้สอดค้างกระดานม้วนหูกมี 2 ลูก
ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ยาว 56 ซม. หนาดานละ 4-5 ซม.
เจาะเป็นช่องตามความยาวประมาณ 25 ซม.
ส่วนหัวของลูกตุ้มเจาะรูสำหรับร้อยเชือกแขวนไว้กับราวหูก
และต้องผูกยึดลูกตุ้งเพื่อให้ลูกตุ้งแกว่งให้กับไม้หน้าหูกเพื่อให้ลูกตุ้งแกว่งไปแกว่งมา
แต่กี่กระตุกไม่มีลูกตุ้ง
9.
ไม้ก้างเขา หรือไม้ก้างตะกรอ เป็นไม้ 2 อันสำหรับแขวนเขาหูก
หรือตระกอให้ทอลวดลายยกดอกทำด้วยไม้ขนาดยาว 30-35 ซม. ส่วนปลาย 2 ด้าน
จะเจาะรูผูกเชือกแขวนไว้กับไม้ที่พาดขวางราวหูก
10.
ไม้นัดลาย คือ ไม้ที่ใช้สอดในระหว่างเส้นไหมยืน
เมื่อยกตะกรอขึ้นเพื่อทำให้เกิดช่องว่างสำหรับพุ่งกระส่วยไหมหรือดิ้นที่ใช้ทอยกดอก
ทำให้ลวดลายปรากฏบนเนื้อผ้า ไม้นัดลายทำด้วยไม้หลาวโอน ลักษณะแบน ๆ
ปลายด้านหนึ่งมนแหลมเล็กน้อย มี 2 ขนาดคือ
10.1 ไม้นัดลายใหญ่ ใช้สำหรับการทดอผ้าไหมยกดอกตลอดผืน ขนาดยาวประมาณ
127 ซม.
10.2 ไม้นัดลายเล็ก หรือไม้นัดท่อน ใช้สำหรับการทอยกดอกเฉลพาะเชิงผ้า
หรือการทอยกดอกที่ไม่มีลวดลายซับซ้อนนัก ขนาดยาวประมาณ 54 ซม. กว้าง 6
ซม.
11.
ตีนฟืม ตืนเหยียบ หรือคานเหยียบ คือ ไม้ 2 อันลักษณะกลมไม่ใหญ่นัก
ยาวประมาณ 95 ซม.
ผูกเชือกเชื่อมโยงกับเขาหูกซึ่งเป็นเขาเนื้อหรือตระกอขัด
เพื่อใช้สำหรับเหยียบดึงเขาหูก 2 ตับ
ให้รั้งไหมยืนขึ้นลงสลับกันและเปิดช่อง
เมื่อพุ่งกระส่วยไหมเข้าในช่องเส้นไหมทั้งสองชนิด
จะสานขัดกันเป็นเนื้อผ้าจำนวนและลักษณะการวางตีนฟืมของหูกและกี่กระตุกไม่เหมือนกัน
คือ ตีนฟืมของหูกมี 2 คาน และวางขวางตามความกว้างของโครงหูก
ส่วนตีนฟืมของกี่กระตุกมี 2-4 คาน
จะวางทอดไปตามส่วนยาวของโครงกี่กระตุก
12.
ไม้ม้วน ไม้พันผ้า หรือพั้น คือ ไม้ที่ใช้ผูกปลายก้านหนึ่งของไหมยืน
ซึ่งสอดผ่านฟันหวีแล้วหรือใช้ผ้าไหมที่ทอเป็นเนื้อผ้าแล้ว
ทำด้วยไม้เหลี่ยมหนาด้านละ 4-5 ซม. ยาว 120-180 ซม.
จะเป็นช่องเรียกว่านมพันหรือนมพั้น ยาว 110-125 ซม.
ต้องตอกตะปูให้ปลายส่วนที่แหลมไผ่ออกมาเพื่อเกี่ยดึงเนื้อผ้าที่ทอแล้วให้ดึง
นมพันหรือนมพั้นนี้
สมัยก่อนเชื่อกันว่าข้ามไม่ได้เพราะจะทำให้น่องเป็น “พั้น”
คือน่องแข็งและตึง
13.
ปากี่ คือ ไม้ที่รองรับรับส่วนปลายสอบด้านของไม้ม้วน มี 2 หลัก
สูงประมาณ 69 ซม. แต่ละหลักมีระยะห่างกันตามความกว้างของหูก
14.
ไม้นั่ง เป็นไม้กระดานที่ใช้สำหรับนั่งทอผ้า กว้าง 24-40 ซม.
ความยาวของไม้นั่งเท่ากับความกว้างของโครงหูก
15. ผัง
เป็นไม้ที่ใช้ขึงไว้ตามความกว้างของริมผ้าที่ทอ
เพื่อทำให้หน้าผ้าตึงพอดีกับฟืมและเพื่อให้ลายผ้าตรงไม่คดไปมาขระทอผ้า
ส่วนปลายทั้งข้างผังจะผูกปลายเข็มไว้ใช้สอดริมผ้าทั้ง 2 ด้าม
การทอผ้าไหมพุมเรียง
5. การทอผ้าไหมพุงเรียง
การทอผ้าไหมพุงเรียง คือ
การสานขัดระหว่างไหมยืนและไหมพุ่งจำนวนมากจนเกิดเป็นเนื้อผ้าสำหรับการทอผ้าไหมยกดอกพุมเรียงนั้นอาจแบ่งวิธีการทอ
ออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ
5.1
การทอเนื้อผ้า มีขั้นตอนดังนี้
ลับตระกอโดยใช้ส้นเท้าเหยียบคานที่ 1 รั้งตะกรอขัดที่ 1
ลงซึ่งจะดึงไหมยืนกลุ่มที่ 1 ลงมาด้วยตระกอขัดที่ 2
จะยกเส้นไหมยืนกลุ่มที่ 2 ขึ้น
เกิดเป็นช่องว่างระหว่างเส้นไหมทั้งสองกลุ่ม
พุ่งกระส่วยไหมพุ่งหรือไหมพื้นเข้าไปในช่องไหมยืน จากด้านขวาไปทางซ้าย
ใน
มือซ้ายรับกระส่วยทำให้เส้นไหมพุ่งหรือไหมพื้นสอดเข้าไปสานกับไหมยืน
กระทบฟืมหรือฟันหวีเพื่ออัดเส้นไหมพุ่งให้ชิดกันเป็นเส้นตรง
โดยใช้ฟืมกระแทกเส้นไหม 1-2 ครั้ง
ลับตระกอโดยใช้ปลายเท้าเหยียบคานเหยียบที่ 2 ตระกอขัดที่ 2
จะรั้งเส้นไหมยืนกลุ่มที่ 2 ลง และตระกอขัดที่1
จะดึงเส้นไหมยืนกลุ่มที่ 1ขึ้น
เปิดเป็นช่องระหว่างเส้นไหมทั้งสองกลุ่มอีกครั้ง
แต่ตำแหน่งของเส้นไหมยืนจะสลับกัน คือ เส้นไหมยืนกลุ่มที่ 2
ซึ่งเดิมอยู่ข้างบนจะเปลี่ยนลงล่าง ส่วนไหมยืนกลุ่มที่ 1
ซึ่งอยู่ข้างล่างจะเปลี่ยนขึ้นบน
พุ่งกระส่วยเข้าไปในช่องไหมยืนจากด้านซ้ายกลับมาทางด้านขวาให้มือขวารับกระส่วย
เส้นไหมพุ่งหรือไหมพื้นที่จะสอดเข้ามาสานขัดกับเส้นไหมยืน
กระทบฟืมหรือฟันหวีอันไหมพุ่งให้ชิดกันแน่นเป็นเส้นตรงอีกครั้ง
5.2
การทอยกดอก มีขั้นตอนการทอดังนี้
ยกไม้ลูกเขาดึงตระกอลายที่ 1
ซึกบนขึ้นและใช้เท้าเกี่ยวไม้ลูกเขารั้งตระกอลายที่ 1 ซีกล่างลง
ทำให้ไหมยืนที่เป็นเส้นยกและเส้นข่มซึ่งร้อยด้วยห่วงของตระกอลายที่ 1
แยกเปิดเป็นช่องลอดไม้นัดเข้าไปในระหว่างช่องไหมยืนนั้น
ปล่อยมือและเท้าที่ยกเกี่ยวตระกอลายที่ 1 ออก “ขัดนัด”
ดังไหมยืนที่เป็นเส้นยกขึ้นปล่อยไม้นัดสอดค้างไว้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างไหมยืนที่เป็นเส้นยกและเส้นข่ม
ทำให้ไหมลายหรือดิ้นสอดเข้าไปในลานขัดไหมยืน แล้ว “ล้มนัด”
ทำลายขัดพื้นผ้า 1 เส้น
โดยเหยียบคานเหยีบหรือตีนฟืมเพื่อลับตระกอขัดสำหรับทอเนื้อฝ้าไหมยืนจะ
“เบิก” (เปิด)
เป็นช่องพุ่งกระส่วยไหมพุ่งหรือไหมพื้นไปอัดรวมกันเป็นเส้นตรงขัดนัด
ดึงไหมยืนที่เป็นเส้นยกกลุ่มเดิมทำหเกิดช่องว่างระหว่างไหมยืนอีกครั้ง
แล้วพุ่งกระส่วยไหมลายหรือิ้นกลับจากด้านซ้ายมาทางขวาแล้วล้มนัด
ทำลายขัดพื้นผ้าอีกหนึ่งเส้น
โดยเหยียบคานเหยียบหรือตีนฟืมเพื่อลัตระกอ ทำหไหมยืนเบิกเป็นช่อง
พุ่งกระส่วยไหมพุ่งหรือไหมพื้นกลับจากด้านซ้ายทางด้านขวาแล้วกระทบฟืม
1-2 ครั้ง
เพื่ออัดไหมลายหรือดิ้นไหมพุ่งหรือไหมพื้นให้รวมกันเป็นเส้นตรงอีกครั้งตระกอลายที่
2 และตระกอลายต่อ ๆ ไป ก็ใช้วิธีเช่นเดียวกับตระกอลายที่ 1
เมื่อทอจะครบทุกตระกอลายก็จะได้ลวดลายเพียงครึ่งลายครึ่งดอกตามจำนวนลายที่เก็บตระกอไว้
ถ้าจะทอไหมครบเต็มดอกต้องใช้ตระกอลายเดิมโดยยกตระกอทวยกลับจากตระกอลายหลังสุดมายังตระกอลายหน้า
ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมพุงเรียง
ผ้าไหมพุงเรียง มีทั้งผ้าไหมทอยกดอกด้วยหูกโบราณ ได้แก่
ผ้ายกชุดหน้านาง ผ้ายกชุดฝรั่ง ผ้ายกเฉพาะเชิง ผ้ายกดอกถมอย่างมีเกสร
ผ้ายกเหล่านี้มีทั้งประเภทไหม 100% และไหม 90%
ซึ่งยกด้วยดิ้นเงินดิ้นทองและไหมลายซ้อน ตั้งแต่ 2-5 สี
และยังมีผ้าไหมที่ทอด้วยกี่กระตุก เป็นผ้าไหมพื้นสีต่าง ๆ
ผ้าไหมซิ่นลายร่อง ผ้าไหมตาหมากรุกสลับสี และยังมีผ้าไหมพิมพ์ดอก
ผ้าไสบ ฯลฯ ผ้าไหมเหล่านี้นอกจากจำนำไปตัดเป็นผ้าถุงสำเร็จรูป
เสื้อและกระโปรงแล้ว ยังใช้ทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น กระเป๋าถือ กรอบรูป
พวงกุญแจ ผ้าคลุมผม ดอกไม้ประดิษฐ์ ผ้าพันคอ เนคไท
และแต่งบ้านเรือนต่าง ๆ เป็นต้น
ส่วนการจำหน่ายมีทั้งขายปลีกและขายส่ง
ช่วงระยะเวลาที่ขายดีอยู่ระหว่างเดือน มกราคม – มีนาคม และตุลาคม –
ธันวาคม ซึ่งเป็นเทศกาลปีใหม่ และเป็นช่วงที่คนแต่งงานกันมาก
สำหรับตลาดขายส่งที่สำคัญอยู่ที่กรุงเทพมหานครและหาดใหญ่
ตลาดในต่างประเทศได้แก่ สิงคโปร์
ส่วนใหญ่เจ้าของร้านจะเป็นผู้ติดต่อส่งขายเอง
แต่บางที่ก็มีตัวแทนมารับซื้อถึงร้าน
ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นมักจะพอดีกับการจำหน่ายมีเหลือไม่มากนัก
เพราะโดยมากจะผลิตตามจำนวนที่มีผู้สั่งซื้อ
แต่ผ้าไหมพุงเรียงก็เป็นสินค้าออกที่สำคัญอย่างหนึ่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี