Thermoelectric

Thermoelectric  เทคโนโลยีการทำความเย็นแห่งอนาคต  : ตอนที่  2

 

                วิธีการที่จะช่วยลดการใช้งานของคอมเพรสเซอร์ในระยะยาวได้นั้นจึงจำเป็นจะต้องค้นคว้าหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ  มาแทนที่คอมเพรสเซอร์  เทคโนโลยีที่พอจะเห็นภาพว่ามันสามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับการทำความเย็นของคอมเพรสเซอร์ก็คือ  เทคโนโลยีเทอร์โมอิเล็กตริกหรือเพลเทียร์  นั่นเอง  จากการดูคุณสมบัติเฉพาะตัวของเพลเทียร์เองแล้วจะเห็นว่าเพลเทียร์สามารถให้กำเนิดความเย็นได้เสมือนกับคอมเพรสเซอร์แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องต่าง ๆ  อยู่อีกหลายประเด็น  การทำงานจะดีและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้งานของตามแต่ละประเภทของงานความเหมาะสมของวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาสร้างชิ้นงาน  เป็นต้น

 

            เอกสารเกี่ยวกับตัวเทอร์โมอิเล็กตริกเที่พยายามศึกษาค้นคว้ามานั้นค่อนข้างมีน้อยมาก  บทความต่อไปนี้จึงจะเป็นบทความที่รวบรวมมาจากหนังสือหลาย ๆ เล่ม  และ เวปไซต์หลาย ๆ เวปไซต์  และสื่ออื่น ๆ  ก็ต้องขอขอบพระคุณเอาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

 

ประวัติความเป็นมา  คุณสมบัติเบื้องต้น  ข้อดี  ข้อเสีย  รูปแบบโครงสร้าง  และการนำไปใช้งานมีดังนี้

 

***************************************************************

          เทอร์โมอิเล็กตริกหรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าเพลเทียร์  ( Peltier )  เป็นอุปกรณ์ทางเลือกหนึ่งสำหรับทำความเย็น  หลักการทำงานของเพลเทียร์  คือ  เมื่อป้อนไฟฟ้ากระแสตรงให้กับเพลเทียร์ที่สารกึ่งตัวนำแบบ  พี-เอ็น  (P-N  type)  กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านวัสดุที่ทำจากสารกึ่งตัวนำต่างชนิดกัน  ทำให้เกิดการดูดกลืนของของอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่จากพลังงานระดับต่ำในสารกึ่งตัวนำแบบพี สู่พลังงานระดับสูงในสารกึ่งตัวนำแบบเอ็น  ส่งผลให้เกิดการดูดกลืนความร้อนที่ด้านเย็น  (Heat absorbed at cold  side ) และในขณะเดียวกันก็เกิดการดูดกลืนของอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่จากพลังงานระดับสูงในสารกึ่งตัวนำแบบเอ็น  สู่พลังงานระดับต่ำในสารกึ่งตัวนำแบบพี  ส่งผลให้เกิดการคายความร้อนที่ด้านร้อนขึ้น

            ประวัติความเป็นมาของการค้นพบปฏิกิริยา  Peltier  ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า  เพลเทียร์เอฟเฟ็กต์  (Peltiereffect)  ได้ถูกค้นพบมากกว่า  176  ปีแล้ว  โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศษ  2  คนที่ชื่อ  เฟรนช์  วัตช์เมคเกอร์  (French  Watchmaker)  และยีน  ชาร์เลส  เอธาเนสซี่  เพลเทียร์  (Jean  Char  Athanase  Peltier)  เมื่อปี ค.ศ. 1834  พบว่า เมื่อจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงให้กับสารกึ่งตัวนำ  สารกึ่งตัวนำสองด้านจะกลายเป็นผิวร้อน   (hot surface)  และผิวเย็น  (clod  surface)  ขึ้นกับทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้า  ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า  ปรากฎการณ์เพลเทียร์  (Peltiereffect)  ในทางกลับกัน  ถ้าถ่ายเทความร้อนให้กับผิวด้านหนึ่งจะเกิดแรงดันไฟฟ้าที่เรียกว่า ซีเบ็คโวลต์เตจ (Sec  beck  Voltage)  สารกึ่งตัวนำดังกล่าวเรียกว่า   P-n  junction  โดยที่การผลิต

กระแสไฟฟ้าจะต่อแบบอนุกรม  การทำความเย็นจะต่อแบบขนานเป็นแบบแซนวิช  ระหว่างแผ่นฉนวนเซรามิกมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อาศัยหลักการของปรากฏการณ์เพลเทียร์ซึ่งจัดเป็นปั้มความร้อน  (Heat Pump)  เรียกว่าเทอร์โมอิเล็กตริก  เพลเทียร์มีชีวิตอยู่ในช่วงปี  ค.ศ.1785-1845 ความสำเร็จจากการค้นพบปรากฏการณ์เพลเทียร์เอการทดลองของโรมัส โจแอน ซีแบ็ค (Thomas Johann  Secbeck) ซึ่งเขาได้แสดงผลการทดลองค้นคว้าของเขาที่เรียกว่า  ซี่เบ็ค  เอฟเฟ็กต์ (Secbeck Effect) 

หลักการของซีเบ็ค  เป็นหลักการทางไฟฟ้า  โดยซี่เบ็ค  นำเอาสายไฟ  3  ชิ้น  ที่ทำมาจากโลหะที่ต่างกัน  2  ชนิด มาต่อเป็นวงจรโดยการทดลองเป็นไปตามรูปที่  1   เมื่อนำเอาลวดต่างชนิด(ชนิด B)   มาต่อเข้าระหว่างลวดชนิดเดียวกัน(ชนิด A)  ทำให้เกิดจังชั่นระหว่างลวดทั้งคู่ จังชั่นที่ว่านี้ คืนจังชั่น  A  และจังชั่น  B  เมื่อเริ่มให้ความร้อนกับจังชั่นด้านหนึ่ง  และพบว่ามีกระแสไฟฟ้า เล็ก ๆ  ไหลได้เมื่อต่อครบวงจร  ซึ่งในที่นี้ใช้การแสดงผลของมิเตอร์วัดกระแสเป็นค่าหน่วยไมโครแอมป์ต่อเป็นโหลดในวงจร

 

โครงสร้างและหลักการทำงานของเพลเทียร์  (Peltier)  โครงสร้างเบื้องต้นของอุปกรณ์เพลเทียร์  ประกอบด้วยสารชนิดเอ็น  (N-type)และ(P-type)  ของบิสมัธ  เทลลูไรด์   (สร้างมาจากสารผสมบิสมัส (Bi)  กับเทลลูเรียม  (Te)  วางลงบนฐานรองเซรามิก)  ที่สร้างเป็นรูปลูกเต๋าเล็ก ๆ  จำนวนมาก  แล้วนำเอาแผ่นเซรามิกมาประกบไว้ทั้งสองด้าน

                ในขณะที่สารพีและเอ็นซึ่งทำเป็นเนื้ออัลลอยส์  ระหว่างบิสมัธ  (Bismuth)  และเทลูเรี่ยม  (Tellurium)  ทั้งสองมีความต่างในความหนาแน่นของอิเล็กตรอนอิสระที่อุณหภูมิเท่ากัน

                ลูกเต๋าชนิดพี  เป็นโลหะที่มีอิเล็กตรอนไม่พอเพียง  (Deficiency  of  electrons)  ในขณะที่ลูกเต๋าชนิดเอ็น  เป็นโลหะที่มีอิเล็กตรอนหนาแน่นมากจนเหลือเฟือ  (Excess  of  electrons)

 

               เมื่อกระแสไหลผ่านตัวโมดูล  มันจะพยายามสร้างดุลภาพ  (Attempts  to  establish)  ขึ้นในมวลภายในกระแสที่กระทำกับสารชนิดพี  ทำให้จังชั่นเกิดความร้อนขึ้น  ต้องการทำให้เกิดความเย็น  และสารชนิดเอ็นเกิดความร้อนขึ้น  ต้องการทำให้เกิดความร้อน  ทั้งนี้เพื่อดำรงดุลภาพตัวเองไว้ให้ได้  เมื่ออุปกรณ์นี้ทำงานในระดับอุณหภูมิเดียวกัน  ทำให้ด้านที่เกิดความร้อนเพิ่มขึ้น  และด้านที่เกิดความเย็น  มีความเย็นมากขึ้น 

                โดยทั่วไป  เพลเทียร์ทำงานด้วยกระแส  4-10  แอมป์  ที่แรงดันไฟ  12  โวลต์  แต่ในการผลิตเพื่องานอุตสาหกรรม  ผลิตเพลเทียร์ให้ทำงานด้วยกระแส  100  แอมป์  หรือมากกว่านี้

                      ***********************************