ผมยอมรับว่า การศึกษาเรียนรู้ล้วนมีความหมายต่อชีวิตทั้งสิ้น ทั้งการเรียนรู้ที่ผิดต่อหลักการทางสังคมและถูกหลักการทางสังคม กรณีนี้คือการเอาสังคมหรือแบบแผนทางสังคมเป็นตัวตั้ง คนที่อยู่ในสังคมจึงต้องเอนเอียงไปทางสังคม แต่ถ้าเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง เราจะเห็นว่า บางคนจะไม่ใส่ใจกับแบบแผนทางสังคม เมื่อไม่ใส่ใจต่อสังคม สังคมที่ถือว่าตนมีอำนาจเหนือปัจเจกบุคคล จะพยายามกีดกัน ปฏิเสธ และโต้แย้งทุกพฤติกรรมที่ใครก็ตามแสดงสิ่งที่ผิดหลักการทางสังคม แต่หากพิจารณาโดยยึดบุคคลเป็นตัวตั้ง ปัญหาที่น่าพิจารณาคือ สังคมมีความชอบธรรมหรือไม่ กับความพยายามที่จะประเมินตัวบุคคล โดยที่เขาไม่ปรารถนา
อย่างไรก็ตาม กรณีการนำเอาสังคมเป็นตัวตั้ง การเรียนรู้ที่ผิดหลักการทางสังคมอาจสร้างความเนิ่นช้าหรือเสียเวลาเป็นอย่างยิ่งกับการตอบรับความต้องการของสังคม แตกต่างจากการเรียนรู้ที่ถูกหลักการทางสังคม แต่การเรียนรู้ที่ถูกหลักการทางสังคมอาจไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่มากไปกว่าการเรียนรู้ที่ผิดต่อหลักการเดิมทางสังคม แต่มันคือการเรียนรู้เหมือนกัน
ตำนานฉันท์ กาพย์ กลอน คือตัวแบบหนึ่งที่สื่อถึงความเป็นไปของสังคมและความคิดบางประการที่จะปฏิเสธสังคม เพราะในบางครั้งเราไม่สามารถจะแปลงความคิดออกเป็นการกระทำได้ด้วยเกรงกรอบทางสังคม ดังนั้น จึงได้เพียงการแปลงความคิดออกเป็นตัวอักษร
หลายคนคงเคยได้เรียนรู้ความคิดของปราชญ์ไทยคือสุนทรภู่โดยผ่านบทกลอนจำนวนมาก เราจะพบว่า บทกลอนเหล่านั้นล้วนมีความหมายในตัวและสื่อถึงพฤติกรรมทางสังคมได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม นอกจากการตอบรับและไม่ตอบรับทางสังคมแล้ว บทกลอนของปราชญ์สุนทรภู่ยังเป็นเสมือนจรรยาบรรณ / จริยธรรม / จริยศาสตร์ / สิ่งที่ควรและไม่ควรกระทำทางสังคมได้ด้วย
ยกตัวอย่าง กลอนบทหนึ่งของปราชญ์สุนทรภู่ คือ
อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
ถึงเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย เจ็บเจียรตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ[1]
ขอแทรกระหว่างเนื้อหาเล็กน้อย การยกตัวอย่างกลอนบทนี้ สืบเนื่องจาก เช้านี้ (๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๗.๐๐ น.-๐๘.๐๐ น.) ขณะที่กำลังปัดกวาดเช็ดถูบ้าน ซึ่งเป็นกิจประจำวัน ช่วงกำลังก้มบิดผ้าที่ไม้ถูพื้นให้จางด้วยน้ำ เหนือกะละมังใส่น้ำถูพื้นนั้น แม่ (ยาย) ซึ่งกำลังขายข้าวเหนียวหมู-ไก่ทอดอยู่หน้าบ้าน ส่งเสียงถามว่า “เอาข้าวต้มไหมลูก” ทำให้ขนลุกวาว สะดุดกึก ผมจึงเงินหน้าขึ้นและบอกไปว่า “ไม่เอาครับ” พร้อมกับยกมือ (บ๊ายบาย) ส่งสัญญาณแสดงถึงความไม่ต้องการจริงๆ สิ่งที่กระทบความคิดของผมคือหางเสียงว่า “ลูก” มันช่างนิ่มนวลต่อใจของผมเหลือเกิน คำนี้ มีนัยทางความหมายบางอย่าง ระหว่างนั้นกลอนของปราชญ์สุนทรภู่ในบาทแรกลอยเข้ามาในความคิดของผมว่า “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย” ส่วนบาทที่สองนั้นจำไม่ได้ จึงตั้งใจว่าวันนี้คงต้องจารึกความคิดเรื่องนี้ไว้เพื่อประกาศเกียรติคุณแม่ (ยาย) จึงได้เริ่มเขียนเมื่อภารกิจอื่นนั้นเสร็จสิ้นลง การเริ่มต้นเขียนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ทำไปทำมาความคิดไปออกเรื่องพฤติกรรมสังคมโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อคิดไปทางนั้นจึงปล่อยไปตามทางความคิด โดยใช้ความพยายามในการนำวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์เท่าที่จะทำได้ จึงดูเหมือนขัดๆไปบ้าง เพราะเป้าหมายที่ตั้งไว้กับการเดินทางจริงมันไม่สอดคล้องกัน จึงเป็นการขัดขืนเพื่อให้สอดคล้องกันเท่านั้น ดังนั้น การจะบอกว่า กลอนบทนั้นคือตัวอย่างงานเขียน อาจดูไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเขียนเท่าไรนัก แต่หากบอกว่า กลอนบทนี้คือเป้าหมายของการเขียน ดูเหมือนน่าจะตรงกว่า เพราะผมต้องการเขียนกลอนบทนี้ลงหน้ากระดาษ (พิมพ์ลงหน้ากระดาษเสมือน) แต่สุดท้ายคงได้แค่ยกตัวอย่าง อย่างไรก็ตามผมก็พยายามให้กลอนบทนั้นเป็นตัวเอกในเรื่อง แม้ว่าการเกริ่นนำในตอนต้นจะออกทะเลไปก็ตาม
จากตัวอย่างกลอน เฉพาะบาทที่ ๑ คือ วรรคที่ ๑ และวรรคที่ ๒ ดูเหมือนค่อนข้างจะจำง่ายกว่าบาทที่ ๒ คือ วรรคที่ ๓ และวรรคที่ ๔ ทั้งบทที่นำมานั้น หากเอาเกณฑ์ความคิดแบบบวกและลบมาเกณฑ์พิจารณา อาจจัดได้ว่า บาทที่ ๑ คือความคิดเชิงบวก (Positive Thinking) ส่วนบาทที่ ๒ คือความคิดเชิงลบ (Negative thinking) แต่หากพิจารณาโดยรวมคือแนวทางที่เป็นไปเพื่อความบวกทางสังคม ในฐานะที่ปัจเจกบุคคลคือส่วนหนึ่งของสังคม และลบความลบของสังคมและปัจเจกบุคคลออก หากพิจารณาจากเกณฑ์คือดีและไม่ดี บาทที่ ๑ จัดเข้าในส่วนของ “ดี” ส่วนบาทที่ ๒ จัดเข้าในส่วนของ “ไม่ดี” แต่ไม่แน่ว่าส่วนที่ “ดี” นั้นจะดีจริงตามแนวคิดของพุทธจริยศาสตร์หรือไม่ ซึ่งจะได้แจงต่อไปข้างหน้า
ลักษณะกลอน
กลอนบทนี้เป็นกลอนประเภท กลอนสุภาพแบบกลอน ๘ กลอนสุภาพ คือกลอนที่ใช้ถ้อยคำ ทำนอง ลักษณะแบบเรียบง่าย สละสลวย สบายๆ ศัพท์ว่า “สุภาพ” น่าจะมาจากคำ ๒ คำคือ “สุ” แปลว่า ดี งาม ง่าย เช่น สุชาติ แปลว่า เกิดดี เกิดงาม เกิดง่าย ตระกูลดี กำเนิดดี ฯลฯ มาจาก สุ+ชาติ สุคนธ์ แปลว่า กลิ่นดี กลิ่นหอม มาจาก สุ+คนธ์ (คันธ์) เป็นต้น แต่อย่าพึงเข้าใจว่า หากมี “สุ” นำหน้าแล้ว ต้องแปลว่า ดี งาม ง่าย สวย ฯลฯ เสมอไป เพราะ “สุ” จำนวนหนึ่ง เป็นคำเดียวกันกับคำหลัง หรือ แยกคำไม่ได้ เพราะเป็นศัพท์เดียวกัน เช่น สุเหร่า สุหร่าย เป็นต้น นอกจากคำว่า “สุ” แล้ว อีกคำหนึ่งคือ “ภาพ” แปลว่า ความมี ความเป็น อันเป็นคำเดียวกันกับคำว่า “ภาวะ” ในทางปรัชญาหมายถึง สภาพของสิ่งที่มีอยู่ของสัต ไม่ว่าจะเป็นต้นตอของสิ่งทั้งปวงหรือไม่ ตรงกับศัพท์ว่า “being”[2] นอกจากนั้น คำว่า “ภาพ” ยังหมายถึง ความมีอยู่และความเป็นอยู่ในฐานะ “ภาพ” ซึ่งเป็นและมีได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม รูปธรรมของภาพเช่น ภาพเขียน ก้อนหิน ต้นไม้ ซึ่งเรามองเห็นได้ด้วยประสาทสัมผัสคือ ตา ส่วนนามธรรม เช่น ภาพในความคิด เช่น ภาพพจน์ หมายถึง ภาพทางความคิดซึ่งอาจจะสัมผัสได้ทางประสาทสัมผัสและสัมผัสไม่ได้ หากแต่ภาพทางความคิดเกิดจากถ้อยคำสื่อถึงภาพนั้น เช่นคำว่า “อ้อย” ในวรรคว่า อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก” หากเราไม่เคยเห็นอ้อย เมื่อเราได้ฟังคำว่า “อ้อย” เราอาจคิดว่า คือหนอนชนิดหนึ่งก็ได้ แต่เพราะเราเคยเห็นต้นไม้ชนิดหนึ่งเป็นลำเรียวยาวเป็นข้อๆ ใบเขียว คุณสมบัตินี้เราเคยฟังคนข้างบ้านเรียกว่า “อ้อย” ดังนั้น เมื่อได้ยินคำว่า “อ้อย” เราย่อมนึกถึงภาพของ “อ้อย” ได้ ขณะที่คำว่า “อ้อย” อาจเป็นชื่อคนก็ได้
ดังนั้น สุ+ภาพ จึงเป็น “สุภาพ” กลอนสุภาพ จึงเป็นกลอนแบบสบายๆ ให้ภาพความคิดได้แบบไม่ต้องคิดซับซ้อนอะไรมากมาย คำแต่ละคำที่นำมาเรียบเรียงมักเป็นคำพื้นๆทั่วไป โดยรวมของกลอนคือ มีความชัดเจนดีอยู่ในตัว
ลักษณะของกลอน ๘ มีเกณฑ์คือบังคับการสัมผัสนอกแต่ไม่บังคับการสัมผัสใน แต่หากจะให้มีความสละสลวยเป็นการโชว์พราว การสัมผัสในจึงมีความหมายแสดงถึงความลึกล้ำของผู้แต่ง ลักษณะการบังคับสัมผัสนอกคือ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ สัมผัสกับคำที่สามของวรรคที่ ๒ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ สัมผัสกับคำที่สามของวรรคที่ ๔ หากแต่งต่อบทที่ ๒ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ในบทที่ ๑ จะไปสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ของบทที่ ๒ อย่างไรก็ตาม เกณฑ์เหล่านี้อาจผลิกผันไปตามอารมณ์ (สุนทรีย์และไม่สุนทรีย์) ของผู้แต่งได้ เช่น คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ อาจไปสัมผัสกับคำที่ ๕ ของวรรคที่ ๒ ซึ่งคือลูกเล่นของนักแต่ง นอกจากนั้น ยังมีการสัมผัสในที่สละสลวย บางกลอนผู้แต่งใช้ความอัจฉริยะในการแต่งบังคับเสียงหนักเบาในแต่ละบาทด้วย เฉกเช่น คลื่นสูงต่ำเป็นระลอกเข้าหาฝั่ง ฉะนั้น
ในกลอนที่ยกมา ๑ บทนั้น เราจะเห็นว่า มีทั้งสัมผัสนอกและสัมผัสใน เฉพาะสัมผัสนอกคือ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ คือ “ซาก” สัมผัสกับคำที่ ๓ ในวรรคที่ ๒ คือ “ปาก” คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ คือ “หาย” สัมผัสกับคำสุดท้ายในวรรคที่ ๓ คือ “คลาย” และคำสุดท้ายในวรรคที่ ๓ คือ “คลาย” สัมผัสกับคำที่ ๓ ในวรรคที่ ๔ คือ “ตาย” เราอาจใช้รหัสบังคับสัมผัสกับกลอน ๘ นี้ด้วย “๘” และ “๓” เพราะ ๘ หมายถึง คำที่ ๘ ในวรรคคี่ คือ ๑ และ ๓ ส่วน “๓” คือ คำที่ ๓ ในวรรค คู่คือ ๒ และ ๔ หากมีมากกว่า ๒ บท (ควรมากกว่า ๒ บท ที่ยกมาเพียงบทเดียว เพราะมุ่งเนื้อหาบทเดียวและมีเป้าหมายที่ ๒ วรรคแรกเท่านั้น) น่าจะได้รหัสว่า ๘ ๓ [๘] โดย [๘] คือ คำที่ ๘ ในวรรคที่ ๔ ของบทที่ ๑ และคำที่ ๘ ในวรรคที่ ๒ ของบทที่ ๒ บทที่ ๓ บทที่ ๔ ฯลฯ
ส่วนสัมผัสในคือ วรรคที่ ๑ คำที่ ๓ คือ “ตาล” สัมผัสคำที่ ๔ คือ “หวาน” คำที่ ๕ คือ “สิ้น” สัมผัสคำที่ ๗ คือ “สิ้น” วรรคที่ ๒ คำที่ ๕ คือ “หู” สัมผัสคำที่ ๗ คือ “รู้” วรรคที่ ๓ คำที่ ๓ คือ “อื่น” สัมผัสคำที่ ๔ คือ “หมื่น” คำที่ ๕ คือ “แสน” สัมผัสคำที่ ๗ คือ “คลาย” วรรคที่ ๔ คำที่ ๕ คือ “เหน็บ” สัมผัสคำที่ ๗ คือ “เจ็บ” ที่กล่าวมาคือสัมผัสเสียงสระ นอกจากนั้น ยังมีการสัมผัสพยัญชนะด้วย เช่น วรรคที่ ๒ คำที่ ๗ คือ “หู” (ห) สัมผัสกับคำที่ ๘ คือ “หาย” (ห) เป็นต้น
เมื่อพิจารณาลักษณะเนื้อหาของคำกลอนที่เสนอใน ๑ บทมีอยู่ ๔ วรรค ๒ วรรคแรกคือ บาทที่ ๑ สองวรรคหลังคือ บาทที่ ๒ จะเห็นว่า บาทที่ ๑ กับบาทที่ ๒ นั้นแตกต่างกัน ตรงที่บาทที่ ๑ เป็นเรื่องของความสุข ขณะที่บาทที่ ๒ เป็นเรื่องของความทุกข์ บาทที่ ๑ เป็นการยกย่องความดีทางวาจาที่เหนือกว่ารสชาติของน้ำอ้อยและน้ำตาล คือการเทียบกันระหว่างความหวานของน้ำอ้อยและน้ำตาลที่ไม่เท่าความหวานของลมปากคือวาจาที่ตกแต่งก่อนพูดแล้วอย่างดี
การลิ้มรสของอ้อยและน้ำตาล เราต้องใช้ “ลิ้น” เป็นสื่อรับสัมผัส ส่วนการรู้ความหมายของเสียงหรือวาจาที่เปล่งออกมาให้ได้ยิน เราต้องใช้หูเป็นสื่อรับสัมผัส การจะรู้ว่าน้ำหนักของสิ่งที่สัมผัสได้นั้นเพียงใด คงต้องอาศัยการแปลความหมายโดยสมอง เหมือนการพิจารณาน้ำหนักของคำในข้อความ เช่น ข้อความว่า “ส้มใบนี้หวาน” จะไม่เท่ากับข้อความว่า “ส้มใบนี้หวานมาก” และข้อความว่า “ส้มใบนี้หวานมาก” จะไม่เท่ากับข้อความว่า “ส้มใบนี้หว้าน (แทนเสียงสูง) หวาน หวานม๊ากมาก” เป็นต้น
ส่วนบาทที่ ๒ เป็นการเทียบกันระหว่างความเจ็บปวด ในที่นี้น่าจะหมายถึง ความเจ็บปวดของร่างกาย เช่น มด แมลง กัดต่อย เป็นต้น ความเจ็บปวดเหล่านี้ไม่เท่า การเหน็บแนม หรือ การพูดกระทบกระเทียบ เปรียบเปรย แนวเย้ยหยัน การเสียดสี ค่อนแคะด้วยวาจา นั่นหมายความว่า หากใครถือสาหาความกับคำเหล่านี้ เป็นต้องเจ็บแค้นใจไม่รู้หาย ในบาทที่ ๒ นี้ เป็นการแสดงถึง วาจาที่ร้ายกาจ มันเจ็บปวดยิ่งกว่าการได้รับความทุกข์ทางกายเป็นอย่างยิ่ง
ลักษณะการเทียบ เป็นการเทียบโยงสิ่งภายนอกกับสิ่งภายใน ในบาทที่ ๑ วรรคแรกเป็นการแสดงถึงคุณสมบัติของสิ่งภายนอกคือ อ้อยตาล ซึ่งชิมมามากมายจะได้ความหวาน แต่วรรคที่สอง เป็นการแสดงถึงจิตใจ ที่ได้รับรู้ถึงถ้อยคำอันดีผ่านทางหู ให้ชื่นใจไปจนตาย และแสดงข้อแตกต่างว่า อ้อยตาลนั้นเมื่อชิมแล้วผ่านไปไม่นานความหวานที่ว่านั้นก็หายไป แตกต่างจากคำหวาน (คำดี) ที่ประทับตรึงอยู่ในใจตราบนานเท่านั้น ส่วนบาทที่ ๒ วรรคแรกแสดงให้เห็นถึงการเจ็บภายนอกน่าจะคือร่างกาย รักษาไม่นาน ความเจ็บกายจะหายไป แตกต่างจากสิ่งภายในคือจิตใจจากคำเหน็บแนม มันเจ็บไปจนวันตาย ฝังลึกไม่ลืมเลือน
ดังนั้น อ้อยตาล ที่เป็นสัญลักษณ์แสดงความหวานทางลิ้น ไม่เท่าความหวาน (ดี) ของวาจา ความเจ็บปวดของร่างกาย ไม่เท่ากับเจ็บใจ ดูเหมือนว่า เป็นการให้น้ำหนักของจิตใจมากกว่าสิ่งแวดล้อมรอบกาย (สสาร)
อนึ่ง คำว่า “อ้อยตาล” ในวรรคที่ ๑ นี้ น่าจะหมายถึง “น้ำอ้อย” และ “น้ำตาล” ปัญหาคือ น้ำอ้อยที่ไม่หวานหรือหวานน้อยมีหรือไม่ จากประสบการณ์ในปัจจุบันเราจะพบว่า น้ำอ้อยที่วางขายในตลาด หรือ ขายโดยรถเข็น รถกระบะ มีน้ำอ้อยจำนวนหนึ่งที่หวานไม่มาก แตกต่างจากน้ำอ้อยในอดีต เท่าที่ผู้เขียนประสบ เมื่อลำอ้อยโตเต็มที่ลำไหนลำนั้น จะมีรสหวาน ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยแวดล้อมของต้นอ้อยด้วย เช่น ดิน อากาศ อย่างไรก็ตาม “อ้อย” ที่ไม่หวาน เราจะไม่แทะเคี้ยวกินก่อนคายทิ้งชานอ้อย ดังนั้น น้ำอ้อยที่เราดื่มกิน จึงเป็น น้ำอ้อยหวาน เพราะเราเลือกกินเฉพาะที่หวาน ส่วน “น้ำตาล” ถ้าหมายถึง น้ำของต้นตาล ก่อนนำมาทำน้ำตาลก็น่าจะได้ ในทำนองเดียวกันกับ น้ำอ้อย หากไม่หวานเราจะไม่ดื่มกิน อย่างไรก็ตาม อ้อยตาล อาจหมายถึง น้ำตาล (แว่น ปีบ กรวด) ที่ทำจากน้ำอ้อยก็ได้ เพราะน้ำตาลจำนวนหนึ่ง นอกจากทำจากน้ำอ้อยได้แล้ว ยังทำจาก ต้นจาก ต้นมะพร้าว ต้นตาลโตนด ได้ ซึ่งขึ้นชื่อว่า “น้ำตาล” ต้อง “หวาน” แต่ถ้าใช้ “ตาลอ้อย” ในความหมายว่า “น้ำตาลจากน้ำอ้อย” ในวรรคที่ ๑ จะไม่มีสัมผัสในระหว่าง ตาลกับหวาน ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับการสัมผัสใน หากแต่ “อ้อยตาล” น่าจะหมายถึง “น้ำอ้อย” และ “น้ำตาล” โดย “น้ำตาล” ในที่นี้น่าจะหมายถึง “น้ำหวาน” จากต้นตาลโตนดกระมัง หรือไม่ อาจเป็นน้ำหวานจาก “ต้นมะพร้าว” แต่น้ำหวานจากตาลโตนดดูจะใกล้เคียงกว่าเมื่อพิจารณาสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ในอดีต...
ความต้องการทางสังคม
พฤติกรรมที่สังคมไม่ต้องการ
พฤติกรรมทางสังคมกับการทดสอบโดยปัจเจกบุคคล
ทัศนะของพุทธธรรม
ทัศนะของพุทธธรรมกับการตอบรับและปฏิเสธสังคม
สรุป
หมายเหตุ ข้อความทั้งหมดนี้ ยังไม่มีการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จึงไม่ใช่เอกสารอ้างอิงที่เชื่อถือได้-โปรดใช้วิจารณญาณในการรับสื่อ
[1] อ้างจาก http://www.baanjomyut.com/10000sword/thaipoem/khon/page2.html. ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๔
[2] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อังกฤษ-ไทย. (กรุงเทพมหานคร : อรุณการพิมพ์, ๒๕๔๐), หน้า ๑๒.