อ่านความหมายของ Inquiry-Based Learning ได้ที่นี่  คำอธิบายและตัวอย่างการเรียนการสอนแบบนี้ที่ดีที่สุดอยู่ในเว็บไซต์นี้  เป็นการเรียนโดยให้ผู้เรียนตั้งคำถาม ทำความชัดเจนของคำถาม แล้วดำเนินการหาคำตอบเอาเอง   ตามความหมายใน Wikipedia ข้างบน IBL เป็นการเรียนแบบที่เรียกว่า Open Learning คือไม่มีคำถามและคำตอบตายตัว   เป็นรูปแบบการเรียนที่ผู้เรียนได้ฝึกฝนความริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ

          แตกต่างจากการเรียนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันที่เน้นสาระความรู้ เน้นถูก-ผิด  เน้นครูสอน นักเรียนจำ  ซึ่งเป็นการเรียนรู้ของศตวรรษที่ ๒๐ หรือ ๑๙  แต่ในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องเน้นการเรียนรู้เพื่อบ่มเพาะส่งเสริมความริเริ่มสร้างสรรค์ ทักษะในการเรียนรู้ และ critical thinking   รวมทั้งการเรียนรู้เป็นทีม หรือ collaborative learning

          หรืออาจมองว่าเป็นการเรียนรู้แบบที่ผู้เรียนสร้างความรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง   ข้อดีคือทำให้การเรียนเป็นเรื่องสนุก ตื่นเต้น ไม่น่าเบื่อ  

          แต่การเรียนแบบนี้ จะให้ได้ผลจริงๆ ต่อการเรียนรู้สาระวิชา และต่อการฝึกฝนทักษะในศตวรรษที่ ๒๑  ครูต้องมีทักษะในการออกแบบโจทย์และกระบวนการ รวมทั้งบรรยากาศแวดล้อม   และที่สำคัญที่สุด ครูต้องชวนศิษย์ดำเนินการ “ถอดบทเรียน” (reflection หรือ AAR) ว่าสิ่งที่นักเรียนประสบจากกิจกรรมนั้นๆ มีความหมายอย่างไร หากมองจากมุมของสาระวิชา และหากมองจากมุมของ 21st Century Skills

          ผมมองว่า การทำความเข้าใจ หรือเรียนรู้ทฤษฎี และวิธีปฏิบัติในเรื่อง IBL จะช่วยให้ครูเพื่อศิษย์ดำเนินการ PBL ได้อย่างมีคุณค่าต่อศิษย์ยิ่งขึ้น   รวมทั้งสามารถตั้งโจทย์วิจัยในชั้นเรียนที่มีพลัง มีคุณค่า นำไปสู่ผลงานวิจัยการจัดการเรียนรู้ที่มีการสร้างความรู้ใหม่ที่มีคุณค่า

          ครูเพื่อศิษย์ต้องฝึกฝนวิธีนำเอาทฤษฎีไปตีความสิ่งที่เกิดขึ้นจาก IBL ของนักเรียน   รวมทั้งวิธีเชื่อมโยงปรากฏการณ์หรือความรู้ที่นักเรียนค้นพบจาก IBL เข้าหาความรู้เชิงทฤษฎี   และเข้าหาทักษะสำหรับชีวิตผู้คนในศตวรรษที่ ๒๑

          ผมเคยเห็นนักเรียนชั้น ป. ๖ ของโรงเรียนรุ่งอรุณเรียนการทำนา   แล้วใช้การทำนานั้นเรียนรู้สาระวิชา ๘ สาระวิชาที่นักเรียนจะต้องเรียน   ผมมองว่านี่คือตัวอย่างของ IBL และ PBL

          การเรียนฝึกแสดงละครเช็กสเปียร์ส์ ของนักเรียนชั้น ป. ๕ ที่เป็นศิษย์ของครู Rafe Esquith ที่ผมบันทึกไว้ที่นี่ น่าจะถือเป็นสุดยอดของการเรียนแบบ IBL และ PBL  เป็นการเรียนที่ได้คุณค่าครบถ้วนทุกวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้   โดยที่ครูต้องฝึกฝนตนเองมาก ตื่นเต้นมาก และสนุกมาก อย่างครู Rafe   เรื่องราวการจัดการเรียนรู้ด้านอื่นๆ ของครู Rafe อ่านได้ที่นี่ 

          กระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ใช่การฟังครูบอก หรืออ่านหนังสือ แล้วท่องจำหรือทำความเข้าใจในสมองคู่ไปกับการท่องจำ   การเรียนรู้แบบนี้คือแบบที่ใช้กันโดยทั่วไปในประเทศไทยในขณะนี้   จะไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง  ไม่เกิดปัญญา ไม่เกิด 21st Century Skills

          การเรียนรู้ที่แท้จริงเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนหลากหลายขั้นตอนกว่านั้นมาก  ต้องมีการลงมือทำด้วยตนเองเพื่อดึงเอาความรู้และทักษะที่มีอยู่แล้วออกมาใช้   ให้การลงมือปฏิบัตินั้นสร้างประสบการณ์ใหม่ที่นำไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่   ต่อยอดหรือขยายหรือเจาะลึกไปจากความรู้เดิม   เป็นการเรียนรู้ที่ครูต้องใช้เวลาคิด รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับศิษย์ กำหนดเป้าหมายของการเรียนรู้ที่ศิษย์จะได้รับหรือจะเรียนรู้เอง   แล้วจึงออกแบบ PBL/IBL ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติ   โดยเน้นเรียนเป็นกลุ่มหรือเป็นทีม   แล้วมีการ “ถอดบทเรียน” นำเสนอต่อเพื่อนร่วมชั้นว่าทีมได้ทำอะไร เกิดผลอะไรบ้าง ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

          ขณะที่กำลังพิมพ์บันทึกนี้เมื่อวันที่ ๘ ม.ค. ๕๔  ผมก็อ่านพบบทบรรณาธิการของวารสาร Science ฉบับวันที่ ๗ ม.ค. ๕๔ เรื่อง A New College Science Prize   ได้จังหวะพอดีกับการเขียนบันทึกนี้ เพราะรางวัลนี้ชื่อ “Science Prize for Inquiry-Based Instruction”   ให้รางวัลแก่ผู้เสนอโมดุลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย

          อ่านประกาศให้รางวัลนี้ได้ที่นี่ 

          ตอนหนึ่งของบทบรรณาธิการระบุดังนี้ “Inquiry-based classes focus on activating students’ natural curiosity in exploring how the world works, differing from traditional lectures that focus on transmitting facts and principles derived from what scientists have discovered.”

          เขาบอกว่าที่ให้ความสำคัญถึงขนาดจัดให้มีรางวัลใหม่ขึ้นมา เพราะต้องการเผยแพร่วิธีจัดการเรียนรู้แบบนี้ไปยังระดับโรงเรียน  โดยที่ผลงานวิจัยในอเมริกาบอกว่า ครูในโรงเรียนไม่มีความสามารถคิดออกแบบการเรียนรู้แบบ inquiry-based ได้   ยกเว้นครูที่เคยมีประสบการณ์การเรียนรู้แบบ inquiry-based ด้วยตนเอง สมัยเรียนในมหาวิทยาลัย   เขาจึงให้รางวัลในระดับมหาวิทยาลัยด้วยความหวังว่าจะใช้เป็นกลไกพัฒนา IBL ในระดับโรงเรียน

          เขาบอกว่า IBL ส่วนใหญ่เรียนโดยการลงมือทำ   แต่การเรียนโดยการลงมือทำไม่จำเป็นต้องเป็น IBL เสมอไป   ดังตัวอย่างการเรียนโดยทำ lab ที่ใช้กันอยู่ในเวลานี้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ IBL   

          บทความนี้ทำให้ผมได้แนวความคิดว่า สกอ., สวทช., สสวท., และสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ น่าจะร่วมกันให้รางวัลทำนองนี้สำหรับประเทศไทย   เพื่อเป็นกลไกหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา หรือการปฏิรูปการเรียนรู้ของไทย

 

 

วิจารณ์ พานิช
๘ ม.ค. ๕๓