เครื่องกรองนี้เป็นความคิดของอาจารย์หมอร่มไทร สุวรรณิก บิดาของเวชศาสตร์นิวเคลียร์ของประเทศไทย

โจทย์สำคัญสำหรับพื้นที่น้ำท่วมไม่พ้น เรื่องน้ำสะอาดสำหรับการดื่มกินเพื่อไม่ให้ติดเชื้อทางเดินอาหาร ตอนที่เห็นน้ำในพื้นที่น้ำท่วมไม่ได้ทดสอบว่ามีกลิ่นอย่างไร รู้แต่ว่ามันมีฝ้าๆที่ผิวน้ำด้วย เมื่อมีคำบอกส่งต่อมาว่าน้ำสีสนิมนั้นมีกลิ่นด้วย และน้ำที่เห็นนั้นอาจจะไม่ได้มีแต่สนิมเหล็กปนอยู่ แต่มีอย่างอื่นปนอยู่ด้วย เช่น หินปูน แร่ใยหิน แคลเซียม ฯลฯ ซึ่งดูด้วยตาเปล่าไม่เห็น  ก็ต้องหาทางแก้ให้

ชาวบ้านยังคงตักน้ำขึ้นมาใช้ และถ้าเดาไม่ผิด ก็คงใช้มันเป็นน้ำอาบด้วย ปรากฏการณ์อย่างนี้เสี่ยงกับโรคติดเชื้อทางเดินอาหารมากๆ

มีประสบการณ์ของคนที่เคยใช้น้ำที่มีกลิ่นสนิมแลกเปลี่ยนมาว่า เมื่อลองใช้ถ่านดับกลิ่น น้ำดิบจะนำไปใช้ได้แบบไร้กลิ่นถ้ามีบ่อพักน้ำดิบไว้ก่อน จากบ่อพักน้ำดิบปล่อยน้ำผ่านลงมาที่ทรายกรองผสมถ่านที่อยู่ต่ำกว่า น้ำที่ผ่านออกมาหลังการกรองจะหมดกลิ่น

วิธีทำเครื่องกรองแบบบ้านๆที่แนะนำมาคือ ชั้นล่างของวัสดุกรองให้ใช้กรวดหยาบ เหนือขึ้นมาก็ใช้กรวดละเอียด แล้วจึงเป็นชั้นทรายกรอง ซึ่งมีถ่านในรูปของขี้เถ้าแกลบอยู่ระหว่างกลางของชั้นทราย (ทรายกรองคลุกด่างทับทิม)

สำหรับเครื่องกรองน้ำภาคสนามในพื้นที่ซึนามิที่นำมาเล่าให้ฟัง ไม่รู้เหมือนกันว่าสามารถจัดการตรง “กลิ่น” และใช้ดื่มกินได้หรือไม่ รู้แต่ว่าน้ำดิบที่มีหินปูนหากนำมาต้มให้เดือดละก็ จะช่วยลดปริมาณหินปูนที่แขวนลอยในน้ำได้ส่วนหนึ่ง และหากต้องการให้ไร้หินปูนต้องใช้ผ่านชั้นกรองที่มีเรซิ่น (พลาสติกกลุ่มเมลามีนชนิดหนึ่ง)

ตักน้ำนี้ใส่โอ่งแรกให้เต็ม เติมคลอรีนผง ๑ ช้อนชา แกว่งสารส้ม น้ำที่ไหลผ่านออกจากระบบกรอง(ภาพล่าง) สามารถใช้ดื่มได้

จะรู้ได้อย่างไรถ้าไม่เห็นสีสนิมเหล็กว่าน้ำ ที่เห็น มีสนิมเหล็กปนอยู่หรือไม่ มีวิธีดูด้วยตาเปล่าง่ายๆ คือ กรอกน้ำใส่ขวดพลาสติกใส เขย่าแรงๆหลายๆครั้ง แล้วเติมน้ำให้เต็มขวด ปิดฝาให้แน่น วางทิ้งไว้ในที่ร่มไม่ให้โดนแดด ทิ้งไว้ค้างคืน แล้วกลับมาดูว่ามีตะกอนสีชาตกอยู่ก้นขวดหรือเปล่า ถ้ามีก็สรุปได้เลยว่า น้ำนั้นๆมีสนิมเหล็กปนอยู่ หรือถ้าจะพึ่งพิงวิทยาสาสตร์ก็มีน้ำยาตรวจทดสอบ

การดูว่ามีหินปูนปนหรือไม่ มีวิธีง่ายๆอยู่อย่างน้อย ๒ วิธี วิธีแรก ละลายสบู่ในน้ำ ถ้าสบู่ไม่ใคร่มีฟอง ก็สรุปได้ว่าน้ำนั้นมีหินปูนปน ยิ่งมีฟองน้อย ยิ่งมีปนมาก อีกวิธีต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นน้ำยาทดสอบน้ำกระด้าง ใส่น้ำยาลงไป ๑ หยดต่อน้ำ ๑ แก้ว (๒๕๐ ซีซี) ถ้าน้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอมม่วง สีชมพู หรือแดง แสดงว่ามีหินปูน

การตรวจสอบน้ำด้วยตัวเองได้ง่ายๆอย่างนี้ จะเร็วกว่ารอให้สาธารณสุขเข้าไปเก็บมาตรวจให้หลายเท่า สาธารณสุขเข้าไปเก็บน้ำมาได้ก็ยังต้องส่งไปตรวจนอกจังหวัด

กว่าจะเข้าไปพื้นที่ครั้งใหม่ให้เก็บน้ำได้ ยังต้องรออีกหลายวันเพราะติดงานอื่น  ถ้าตอนนี้ชาวบ้านมีน้ำยาทดสอบที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ เขาก็สามารถช่วยตัวเองได้ในการตรวจสอบน้ำ

ชุดทดสอบนี้มีขายที่คลินิกเทคโนโลยี ม.แม่โจ้ เชียงใหม่ เขาเรียกว่า “HATCH test kit” ใครที่สามารถช่วยสงเคราะห์ส่งมาให้จะขอบคุณมากๆเลย

เพราะติดขัดข้างต้นน่นแหละจึงตามหาความรู้ต่อ ดีใจที่ไปได้ความรู้มาต่อเติมปัญญาจากคนรุ่นพ่อว่า เครื่องกรองที่มีวัสดุหลายชั้นข้างบนนำมาปรับใช้ทำน้ำประปาต่อได้ มีสิ่งของที่ต้องจัดหาก็แค่โอ่ง หรือถัง และวัสดุอื่นที่ต้องการ ได้แก่ สายยางใสขนาด ๐.๕ ซม. ยาว ๒ เมตร ขั้วต่อสายยาง (อาจจะใช้ขั้วต่อในชุดให้น้ำเกลือของร.พ.) สารส้ม คลอรีนผง แค่นี้เอง

ประปาทำเองได้นี้ทำยังไง มาดูกันค่ะ

โอ่งใบแรกเจาะรูสูงจากก้น ๒ นิ้ว ใช้ใส่น้ำที่จะกรอง วางสูงจากพื้น ๒๐ นิ้ว

โอ่งใบที่ ๒ และ ๓ แต่ละใบ เจาะรู ๒ รู รูล่างเสมอก้น รูบนต่ำกว่าปากโอ่ง ๒-๓ นิ้ว ใช้ใส่วัสดุกรอง

ใบที่ ๒ วางสูงจากพื้น ๑๐ นิ้ว ใบที่ ๓ วางสูงจากพื้น ๓ นิ้ว

รูที่เจาะต้องการขนาดเท่าๆกับความกว้างของท่อสายยาง

เสียบสายยางเข้าไปในรูที่เจาะแต่ละรู รูละสาย เชื่อมสายยางด้วยขั้วต่อที่หาไว้

ปลายสายยางที่เสียบท่อรูบนของโอ่งใบที่ ๓ เป็นทางออกของน้ำที่ผ่านออกมาจากระบบกรอง ซึ่งดื่มได้เลย

ถ้าใช้โอ่งก็จะได้น้ำวันละ ๖๐-๗๐ ลิตร

คลอรีนที่ใส่ลงไปให้ใส่น้ำในแก้วละลายก่อนจึงเติมลงไปในโอ่ง คนให้ทั่ว เพราะว่าใส่แล้วหลัง ๑ ชั่วโมงคลอรีนจะระเหยหมดไป

การดูแลรักษา : ถอดสายยางที่เสียบตรงขั้วต่อออกทั้ง ๒ จุด ปล่อยน้ำขุ่นทิ้งให้หมด หมดแล้วก็เสียบกลับเข้าไปต่อกันใหม่ เท่านี้เอง

เครื่องกรองนี้เป็นความคิดของอาจารย์หมอร่มไทร สุวรรณิก บิดาของเวชศาสตร์นิวเคลียร์ของประเทศไทย

ขอบคุณอาจารย์ค่ะ

๗ มิถุนายน ๒๕๕๔