“ดู๊ ดู ติ๋วมันเดินข้ามถนน เหมือนไม่มีฝนเลย”

น้ำเสียงสดใสแกม แซว ๆ ดังจากพี่จั่นที่เดินตามหลัง

            “มันปล่อยวางแล้วพี่”

พี่อ้อตอบแบบแซว ๆ แล้วก็หัวเราะฮ่า ๆๆ

เสียงของพี่อ้อและพี่จั่น คุยกันดังมาตามหลัง ระหว่างเราทั้งสามเดินออกจากร้านส้มตำแห่งหนึ่งที่ขอนแก่น ฝนตกหนักมาก ๆ เราทานกันอิ่มพักหนึ่งแล้ว แต่ฝนก็ไม่มีทีท่าจะหยุด เราจึงตัดสินใจชวนกันกลับ จังหวะที่เดินข้ามถนนก็เป็นอย่างที่เอ่ยข้างต้น

วันนี้นั่งว่าง ๆ จึงหยิบมาพิจารณากับตนเอง 

ตอนนั้นมีอะไรเกิดขึ้นในตนเอง เกิดอะไรขึ้นกับปรากฏการณ์นี้

 

ถามว่าเห็นฝนไหมก็เห็นนะ แต่ก็ไม่ได้คิดเป็นสาระ กระโปรงยาวน้ำเจิ่งนอง จึงใช้มือจับกระโปรงแล้วก็เดินนำหน้าพี่ ๆไปที่รถ ซึ่งไม่ไกลนัก ใจไม่ได้พะวงกับฝนอย่างที่พี่ ๆ รู้สึกกันได้

 

นึกย้อนกับตนเอง หากเปรียบฝน ดั่งพายุ กิเลส ที่พัดผ่านเข้ามาในจิต

หากไร้ซึ่งความหวั่นไหว หยดน้ำซึ่งเป็นส่วนเล็ก ๆ ของพายุฝน ก็จะค่อย ๆ แห้งเหือดและจางหายไป

ดังกฎอนิจจังของจักรวาล  

ซึ่งกิเลสก็คงไม่ต่างกัน ถ้าไม่ผลักไส ไม่หนี ไม่ต้าน เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เหลือไว้เพียงร่องรอยแห่งการเรียนรู้

หวนนึกถึงคำสอนครู

“พยายามตั้งใจภาวนา อย่าไหล อย่าต้าน”

 

แต่หากเมื่อใดที่เราไปให้ค่ากับกิเลส ก็เหมือนกับจิตใจที่หวั่นไหวกับหยดน้ำที่เป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ ของฝน กอปรกับความคิดว่า มันจะมาเลอะชุดที่ใส่ เข้าไปทำงานแล้วจะเปียกปอน เดี๋ยวจะเป็นหวัด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลคือ ความคิดที่ตกเป็นทาสของกิเลส ที่ครอบงำ

เพราะแท้จริงแล้ว หยดน้ำนิดหน่อย ประหนึ่งเทวดาสาดน้ำมนต์ กับจิตใจมนุษย์ที่แช่มชื่นเบิกบาน ไม่สามารถทำให้มนุษย์ทั้งสามเป็นหวัดได้เลย เพราะเรามีเสียงหัวเราะกันตลอดเส้นทาง คอนเซปคือ “คิดบวกไว้ กายใจไม่ป่วย”

ความนิ่งเย็นที่เป็นปกติธรรมดา งดงาม เรียบง่าย ร่มเย็น เบิกบาน