3มีนาคม 2554 วันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยมาเปิดงาน เราได้ไปจัดนินรรศการ และจัดเวทีโสเหล่
จากการจัดเวทีโสเหล่ (สุนทรียสนทนาแบบอีสาน) เกี่ยวกับเรื่องสารพัดพิษ ที่หมอพื้นบ้านมีการช่วยเหลือคนในชุมชน ซึ่งจัดในวันที่ 3 มีนาคม 2554 ในการเปิดโครงการเกษตรกรปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย สมุนไพรล้างพิษ กายจิตผ่องใส โดยท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายหมอพื้นบ้านจังหวัดอุดรธานี ได้รวบรวมประเด็นพิษต่าง ๆ ได้ 7 พิษ ได้แก่
1.พิษทั่วไป ใช้รางจืด
2.พิษแมงมุม หมอสำรวยได้เล่าวิธีการให้ฟังว่า ใช้น้ำมะนาวผสมกับน้ำซาวข้าวทาบริเวณที่มีรอยแมงมุมกัด โดยคนไข้จะมีอาการตะครั่นตะครอ หนาวสั่นเวลาที่ฝนจะตก มีประวัติการถูกแมงมุมแม่หม้ายกัด ช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวเข้าเล้า (ยุ้งฉาง) บริเวณที่ปวดจะเป็นจุดที่จะทายา
3.พิษผิดสำแดง หมอสำรวยนำยาฝนได้แก่ จางจืดกับสมัดใหญ่เป็นมัด ๆ มาเตรียมไว้สำหรับท่านที่สนใจ โดยอาการผิดสำแดง ภาคอีสานจะเรียกว่าเป็นอาการผิดกำของหญิงหลังคลอด มีอาการคลื่นเหียนวิงเวียน สวิงสวาย (บ่เป็นตาอยู่)
4.พิษงู มีการนำโลดทะนงแดง หมากแห้ง มาฝนน้ำใส่แผล
5.พิษไข้หมากไม้ พ่อชาย ใช่ ข่อยดานกับเครือไส้ปลาช่อน ฝนให้กิน
6.พิษงูสวัด ทางภาคอีสานจะใช้วิธีการเป่า แต่ที่บ้านหมอบุญจันทร์จะมีเครืองูสวัด ใช้โขลกทาบริเวณที่เป็น
7.เสียพิษไฟ เป็นทักษะเฉพาะตัวของหมอเป่าเลยทีเดียว
ความเป็นมาของหมอพื้นบ้านอีสาน
บริบทของหมอพื้นบ้าน โดยความเป็นมาของหมอพื้นบ้านนั้น ได้แก่
- ส่วนใหญ่มักมีบรรพบุรุษ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นหมอยาสมุนไพร แล้วถ่ายทอดโดยวิธีเป็นผู้ช่วยเหลือในการเก็บยาสมุนไพรตั้งแต่เป็นเด็กบ้าง ช่วยฝนยาบ้าง เช่นกรณีนายจันทร์ ศรีเมืองไพร บ้านวังทอง ต.วังทอง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี เดิมบรรพบุรุษเป็นหมอพื้นบ้านมาก่อน ได้เรียนจากปู่ผา ปู่มา และพ่อ หรือนายจันที วรรณวงษ์ เริ่มตั้งแต่ปู่ ชื่อ นายชัน (เป็นหมอพื้นบ้าน) ตาย ได้เอาตำรายาไว้ให้ (หนังสือ,ใบลาน) จึงศึกษาด้วยตนเอง เนื่องจากเคยเรียนภาษาบาลีหนังสือธรรม จึงสามารถอ่านออก โดยได้ศึกษาตั้งแต่ปี 2521 “เมื่อปี 2550 เกิดอาการ "บีฮั่ว" ไปหาหมอโรงพยาบาลเขาไม่รับเลยโสตายเอายาต้มของปู่ (ในตำรา) มาต้มกิน 9 หม้อก็หาย”
- เจ็บป่วยด้วยตนเอง หรือญาติเจ็บป่วย แล้วไปรักษา จากนั้นขอเรียนกับหมอยาสมุนไพร โดยยกครูขัน 5 ขัน 8 บ้าง เช่น นายดี โคตรงาม มีอาจารย์ทองมารักษาคนไข้โรคตับ (ซึ่งเป็นหลาน) อาจารย์ถามว่าอยากจะเรียนวิชาหรือไม่ ถ้าอยากเรียนให้เอาความรู้ยาสมุนไพรมาแลกเปลี่ยน ตนเองจึงเอายาแก้มานลมแลกเปลี่ยนกับยาแก้โรคอัมพาตของอาจารย์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์เมื่อประมาณ 20 ปี มาแล้ว
- ไม่ได้เจ็บป่วย แต่อาศัยความสนใจของตนเอง เช่น นายปัน ชาปู่ เมื่อปี 2502 เรียนด้วยตนเอง โดยเห็นเขามาขายยาว่ายาดีก็เลยขอเรียนด้วย เขาก็สอนให้ โรคที่พ่อปันเรียนคือโรคผู้หญิง
การดำรงตนของหมอพื้นบ้านอีสาน
หมอพื้นบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ซึ่งชมรมหมอพื้นบ้านสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอบ้านดุง ลงพื้นที่ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยการจัดเวทีเสวนาแบบสุนทรียสนทนา ใน 4 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มหมอยาสมุนไพร (สมุนไพรบำบัด) , กลุ่มหมอเป่า (จิตบำบัด) , กลุ่มหมอที่ดูแลเกี่ยวกับอุบัติเหตุ และกลุ่มหมอตำแย – หมอนวด ซึ่งยังเป็นกลุ่มเบื้องต้นที่ชมรมให้ความสนใจ เพื่อหาแนวทางการขยายผลไปยังหมอพื้นบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพกลุ่มอื่น ๆ ต่อไป
หมอยาสมุนไพรไม่ใช่อาชีพ เป็นเรื่องของการช่วยเหลือกันภายในชุมชน โดยเฉพาะมักจะมีคำกล่าวว่าครูสั่งไว้ว่าไม่ให้เรียกร้องเงินทอง มิฉะนั้นจะทำให้ยาไม่ได้ผล และห้ามปฏิเสธคนไข้ถึงแม้ตนจะทำอะไรอยู่ก็ตาม นอกจากนี้การเก็บหายาสมุนไพรมักจะเก็บอยู่ในชุมชนนั้น ๆ เอง แต่ในปัจจุบันด้วยสภาพทางเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม ที่เปลี่ยนแปลงไป การหายาสมุนไพรยากลำบากมากขึ้น สมุนไพรที่จำเป็นต้องใช้บางอย่างต้องเดินทางไปเก็บไกลมากขึ้น ทำให้หมอยาสมุนไพรที่ใช้ยาหายากบางชนิดจำเป็นต้องตั้งราคา หรือเลิกใช้ยาตำรับนั้นไป
กรณีหมอเป่า ซึ่งการดำรงคงอยู่ของหมอเป่านั้น ในสังคมปัจจุบันต้องอาศัยวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างมากทีเดียว โดยจะพบว่าวัตรปฏิบัติของหมอเป่าจะมีข้อกำหนดที่คนรุ่นใหม่อาจจะเห็นเป็นเรื่องไร้แก่นสาร หรือทำไม่ได้ ทำให้การสืบทอดเป็นหมอเป่าน้อยลง ข้อปฏิบัติ เช่น นายคำ นามรัตน์ศรี เรียนเอาจากหมอที่มารักษาลูกของตน โดยเรียนจากอาจารย์น้อย ใช้เวลา 1 วัน เรียนจอดดูก ชำนาญมาก และเรียนเป่ากำเริด โรคกระดูกหักจับดูก็รู้ หรือถูกกระแทกเป็นแผลก็รักษาหาย ถ้ากระดูกหักต้องเข้าเฝือกด้วย รักษา 15 - 30 วัน ก็หาย โดยเป่ามีหลายอย่าง ส่วนกำเริด จะมีอาการแหล่ เหลือง ร้องไห้ไม่หยุด หรือกำเริดปาเป้า ท้องบวม หรือท้องพองก็หาย กำเริดดูได้ง่ายเพราะเด็กจะร้องไห้ หรือดูที่สีผิวก็รู้ หมอจะต้องขะลำ งดการกินมังสัง 10 อย่าง หรือ นายบัวพัน พันมหา ให้ปลงคายวันอังคาร ถ้าตรงกับวันคนตายไม่รับรักษาและไม่รับปลงคาย หรือ นายมนู วิชาชัยบรรพบุรุษอยากจะถ่ายทอดวิชาให้ประกอบกับตนเองก็สนใจอยู่แล้ว จึงได้ศึกษาจากอาจารย์ ยกครูแล้วจึงเรียน (วันอังคาร) ตั้งครูเรียนมีขันธ์ 5 ซวย 4 อันผ้าขาวครึ่งวา เหล้าก้อง ไข่หน่วย ใช้เวลาเรียน 1 อาทิตย์ จอดดูก เสียพิษไฟ น้ำร้อนลวก ฝี ดูจากคนไข้ที่มาหา หรือนางสาว สงัด ขยอมดอก อาจารย์ คือ พ่อใหญ่อ่อน จันทร์เขียว ต้องการจะสืบทอดความรู้ให้เพื่อสืบทอดต่อไป โดยเริ่มเรียน ด้วยการยกขันธ์ 5 ดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5 คู่ เงิน 1 บาท ยกครูวันอังคาร เป็นคาถาจอดดูกอย่างเดียว เคยรักษาเฉพาะคนป่วยที่ผ่านหมอมาแล้ว โดยจะใช้วิธีการเป่าเฉพาะที่ หลังจากรักษาหายแล้ว ผู้ป่วยต้องปลงคาย มีขันธ์ 5 ดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5 คู่ เงิน 1 บาท ซิ่นผืน แพรวา เหล้าป้อง ไข่หน่วย ค่ารักษาแล้วแต่จะสมนาคุณ ส่วนมาก 50 - 100 บาท ใช้เวลาเรียนประมาณ 3 วัน มีข้อปฏิบัติ ข้อขะลำตอนรักษาคนป่วยต้องขะลำ ไข่และไก่ หมอเองก็ต้องขะลำด้วย เวลาปลงคายต้องปลงวันอังคาร การรักษารู้ว่าคนป่วยหายจากโรคที่เป็นโดยการบอกจากคนป่วยเองและการจับดู ซึ่งได้รักษามาแล้วประมาณ 20 คนสาเหตุที่อยู่คนเดียวเพราะวิชานี้จะกลับไปลองกับลูกหลาน จึงไม่อยากถ่ายทอด โดยหลานเคยแขนหักจากอุบัติเหตุ ปัจจุบันจดวิชานี้ไว้ในสมุด แต่ยังไม่ถ่ายทอดให้ใคร ถ้าตนเองตายไป ใครที่อยากเรียนก็อ่านจากหนังสือเอาได้
รวมไปถึงการบอกเล่าคาถา มักจะมีคำพูดว่า “คาถาเว่าได้ แต่เอาไปบ่ได้” หรือบางครั้งที่หมอบางท่านจะไม่สามารถพูดได้เลย เนื่องจากจะผิดครู ทำให้อาจถูกมองว่าหวงแหนวิชา และคนที่รับถ่านทอดจะต้องมีประสบการณ์เช่นกระดูกหัก หลังจากได้รับวิชาไปแล้วอีกด้วย รวมทั้งการเรียนหรือสืบทอดต้องมีการยกครู
โดยมีหมอพื้นบ้านเข้าร่วมกว่า 20 คน และมีท่านที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการเป่าเสียพิษไป การเป่างูสวัดมาร่วมในเวทีด้วย ซึ่งขอยกตัวอย่างหมอพื้นบ้านที่มีประสบการณ์ในเรื่องพิษนี้ได้แก่
กรณีศึกษาพ่อชาย มาตรา เกิดเมื่อ 5 สิงหาคม 2488 อาชีพ ทำนา ประวัติส่วนตัว บิดาชื่อ นายพา มาตรา มารดาชื่อ นางเบ่า มาตรา มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน เป็นบุตรคนที่ 6 เกิดที่บ้านหนองแวงสรีสวัสดิ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เรียนจบ ป.4 แล้วย้ายไปอยู่ที่บ้านเซิม อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย สมัยปลายังสมบูรณ์อยู่กับลุง ลุงเป็นหมอยาก็พาไปเก็บยาในดงสีชมภู ตอนนั้นอายุประมาณ 21 ปี กลับไปบ้านที่กาฬสินธุ์ได้ 3 เดือน ก็ได้ไปเกณฑ์ทหารไปที่กองพันต่อสู้อากาศยานที่ 2 จ.นครราชสีมา ทางกองพันส่งตัวแทนไปร่วมรบหรือเป็นทหารรับจ้างที่ทุ่งไฮหิน เมื่ออายุ 25 ปี แต่งงานกับ นางยมุง คำพา มีบุตรด้วยกัน 5 คน คนแรกเป็นหญิงชื่อ สายรุ้ง การศึกษาจบชั้น ปวช. เป็นครูพี่เลี้ยง คนที่ 2 การศึกษา ม.3 คนที่ 3 เป็นหญิง การศึกษาจบปริญญาตรี คนที่ 4 การศึกษาจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ คนที่ 5 กำลังศึกษาอยู่กรุงเทพ ความเป็นมาของหมอ เรียนหมอพื้นบ้านเพราะมีความผูกพันจากบรรพบุรุษ มีประสบการณ์การเป็นหมอพื้นบ้านมานาน 35 ปี ได้ค่าตอบแทนตามกำลังศรัทธา ส่วนใหญ่ มีคนให้ 100 บาท ได้ร่ำเรียนจากนายพา มาตรา เมื่อ พศ.2510 ใช้เวลาเรียน 1 ปี และเรียนจากนายมั่น มุจะริน เมื่อ พศ.2512 และเมื่อปี 2524 เรียนจากครูผู้หญิงจำชื่อไม่ได้ เป็นยาแก้ผิดสำแดง ยาบำรุงเลือด ยาสตรี เรียนจากตำราอาจารย์สมศักดิ์ เป็นสูตรยาหมักรักษาประดง รักษาเส้น ข้อ เก๊าท์ และยังได้รักษาใบลานของบิดาไว้
กรณีรักษาอาการไข้หมากไม้ อาการ การดูคนไข้ ใช้มือจับคลำดูที่ศีรษะ มือและขาของคนไข้ ถ้าเป็นไข้มือจะการ ขาจะการ หัวจะการ ปวดท้อง กินน้ำก็อาเจียน กินข้าวก็อาเจียน
กระบวนการรักษา
1. ตั้งคาย ซิ้นผืน แพรวา เหล้าก้อง ไข่หน่วย เงิน 6 บาท
2.ใช้ข่อยดาน เถาไซปลาช่อน แล้วก็พวกดูกและงาช้าง เขาเลียงผา ดูกเสือ ดูกหมี ขี้หมา ปลากระเบน เขี้ยวหมู และหอยต่างๆ ฝนกินแทนน้ำ 7-15 วันหาย
คาถาปลุกยา
อมนำพอ กอนำคูๆอาบได้บ่ได้อาบเหนือบ่ได้ทรง
อาบบ่ได้ประมาท คูอมพุทโธเป็นแฝนเหล็กแดง
อมธรรมโมเป็นแสงฟ้าฟาด
อมพุทโธแปดหืมบ่มาบังในเขตผีห่าหอยยามาได้
ค่าตั้งคายปลงคาย ค่าคาย ซิ่นผืน แพรวา เหล้าก้อง ไข่หน่วย เงิน 6 บาท
กรณีนายสำรวย ดลวิจิตร วันเกิด24 ตุลาคม 2503 อาชีพ ทำนา ประวัติส่วนตัว ภรรยาชื่อ นางลำดวน ดลวิจิตร อายุ 47 ปี มีบุตรด้วยกัน 5 คน เป็นชายทั้งหมด ความเป็นมาของหมอ เรียนตำรายามาจากพ่อตั้งแต่อายุประมาณ 13 ปี ยาที่ใช้ คือ ยาแก้โรคตับอักเสบ ดีซ่านตาเหลือง ตกขาว มีประสบการณ์การเป็นหมอพื้นบ้านมานาน 37 ปี ได้ค่าตอบแทนตามกำลังศรัทธา ได้ร่ำเรียนจากนายทองใบ ดลวิจิตร เมื่อปี 2515 เป็นเรื่องยาต้มยาหม้อแก้โรคตกขาว เมื่อปี 2549 เรียนจากพ่อพันธ์ อนันตภูมิ ยาแก้ผิดกำ เรียนจากอาจารย์เพ็ง สุวรรณะ ยาแก้งูพิษกัดและแมลงสัตว์กัดต่อย เรียนจากแม่เงา เมื่อปี 2540 ยาแก้ไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรคที่ทำการรักษาบ่อยที่สุดและคิดว่าได้ผลแน่นอนได้แก่ ตกขาว ผิดสำแดง โรค/อาการที่ชำนาญ งูกัด กระบวนการรักษา ฝนยาใส่น้ำเหล้า หรือน้ำมะนาว ฝนกิน ทา วันละ 3 ครั้ง ตำรายาคาถา 1.เสลดพังพอน 2.โลดทะนงแดง 3.หมากแห้ง