อันเนื่องมาจากการหาเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในช่วงนี้ นักรณรงค์เลือกตั้งเปิดเครื่องขยายเสียงดังมาก จนทะลวงกำแพงวัดผ่านเข้ามาสู่โสตประสาทผู้เขียนถึงในกุฏิที่อาศัย ในขณะที่ผู้เขียนกำลังนึกถึงเวทีการเสวนา : จังหวัดจัดการตนเองที่ผ่านไปเมื่อวาน
การสะท้อนปัญหาหลายเรื่อง โดยรวม ๆ แล้วเป็นปัญหาที่ไม่น่าจะเกิด ก็เกิดขึ้นมา เช่น ปัญหาเรื่องธุระไม่ใช่ เทศบาลตำบลหนองหล่ม กล่าวว่า ร่องน้ำห่างจากที่นาของชาวบ้านประมาณ ๒๐ เมตร ในอดีตเป็นหน้าที่ที่ชาวบ้านต้องคิดร่วมกัน ลงแรงร่วมกัน อันแสดงออกถึงความสามัคคีของชาวบ้าน แต่ปัจจุบันชาวบ้านต้องมาร้องขอให้เทศบาลไปดำเนินการขุดให้ นั่นหมายความว่าความร่วมมือของประชาชนหายไป เมื่อไม่มีความร่วมมือก็หมายความว่าความสามัคคีก็ไม่เกิดขึ้น ความสงบสุขก็ไม่เกิดเช่นกัน
กรณีที่สอง เทศบาลเมืองดอกคำใต้ กอหญ้า ๑ กออยู่หน้าบ้าน ต้องรอให้เทศบาล มาดำเนินการให้ นี้เป็นการสะท้อนปัญหาจุดเล็ก ๆ ให้เห็นว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย
กรณีที่สาม ป่าชุมชนดอยภูนางที่ดูแลรับผิดชอบ ๕ แสนไร่ครอบคลุมในหลายอำเภอของจังหวัดพะเยา มีเจ้าหน้าที่อยู่เพียง ๕๐ คน ก็ดูแลไม่ไหว ประชาชนในท้องถิ่นบ้านอยู่ติดป่าก็ไม่เอาใจใส่ บอกธุระไม่ใช่ หน้าที่เป็นของอุทยาน ผลก็คือมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ากันอย่างมากมายมหาศาล
สังคมไทย เป็นสังคมที่เรียกว่า "รอรับได้เลย" อันเนื่องมาจากนโยบายประชานิยมจากพรรคการเมืองเลือกตั้งต่าง ๆ ที่โฆษณากันอยู่ตั้งแต่เช้าจรดเย็น เป็นการผลิตซ้ำในประเด็นเดิม ๆ คือ ให้ประชาชน เพื่อประชาชน แก่ประชาชน คือประชาชน ฯลฯ
แต่ถามว่า เมื่อกาบัตรเลือกตั้งแล้ว นโยบายต่าง ๆ ที่พรรคการเมืองต่าง ๆ นำเสนอสู่สาธารณะ กลับเลือนหายไปอย่างดื้อ ๆ เพราะอะไร? คำตอบที่ได้เสมอ ๆ คือ "คนไทยลืมง่าย" ใช่หรือไม่?
ดังนั้น ปัญหาจึงเกิดจากคน ๒ กลุ่มคือ ผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทั้งหลายที่สัญญาอะไรไว้ ทางรัฐศาสตร์เขาเรียกว่า "สัญญาประชาคม" ดังนั้น ถ้าทำไม่ได้อย่างที่พูด ก็ไม่ควรสัญญาอะไรไว้ หรือสัญญากับประชาชนในข้อเสนอที่อยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงดีกว่า
กลุ่มที่สอง ประชาชนต้องรักศักดิ์ศรีของตนเอง แสดงให้ผู้แทนทั้งหลายได้เห็นว่า เราจัดการตัวเองได้ในระดับหนึ่งแล้วนะ คุณอย่ามาหลอกหาเสียงแถวนี้เลย
ในประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้เขียนได้เสนอแนวคิด "เสริมพลังให้กับปวงชน" โดยเสนอทฤษฎี พละ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ซึ่งจะแปลไทยให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้นคือ
๑.ต้องกระตุ้นให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นตนเอง มีความเคารพในศักยภาพตนเอง ดังนั้นผู้บริหารประเทศต้องมีนโยบายร่วม ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริง และผลดีของเป้าหมายเป็นหลัก ยกตัวอย่างสมัยจีนโบราณซุนหวู่ เสนอหลักการนำทัพ ๕ ประการ หนึ่งในนั้นก็คือ การตั้งธงให้ประชาชนเห็นว่าเราจะทำอะไร? โดยให้ประชาชนรู้สึกร่วม ข้อนี้คือศรัทธา นั่นเอง ดังนั้นนโยบายใดก็ตาม ถ้าประชาชนไม่เกิดศรัทธาต่อท้องถิ่น ประชาชนก็ไม่เกิดการมีส่วนร่วม
๒.ต้องปลูกฝังให้ประชาชนคนท้องถิ่นสำนึกรักบ้านเกิด ร่วมลงมือทำ รู้สึกมีส่วนความเป็นเจ้าของตลอดเวลาจนเป็นบ่อเกิดแห่งความเพียรเพื่อท้องถิ่นตนเอง
๓.ต้องสร้างให้ประชาชนรู้เท่าทันกระแสโลก กระแสข่าวสาร ฯลฯ เพื่อที่จะได้ไม่ถลำลึก ต้องมีสติรู้สึกตัวว่าเรามีอะไรดี มีจุดด้อยอะไร? โดยการทำเทคนิค SWOT ก็ได้ เพื่อให้รู้เขารู้เรา จะได้รบ ๑๐๐ ครั้งชนะ ๑๐๐ ครั้ง
๔.ต้องเจาะประเด็นพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นหลัก หรือยกกรณีศึกษาขึ้นมาเพื่อสร้างพะเยาโมเดลให้ได้ จนปรากฏชัดเป็นรูปธรรมพร้อมนำเสนอ และ
๕.ปลูกฝังด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของประชาชนในภาพรวม ซึ่งพร้อมที่จะเป็นพลังอำนาจผลักดันให้เกิดผลต่อส่วนอื่น ๆ ของสังคมได้
ในวันนั้น ผู้เขียนยังได้เสนอการทำงานได้ทันทีและเดี๋ยวนี้ ๔ ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ ๑ ตอนนี้ระดมความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายอาชีพ เพื่อเกิดกระแสวิพากษ์ ให้เห็นแนวทางในการทำงาน
ขั้นตอนที่ ๒ ให้นักเขียน (คุณสายอรุณ) ร้อยเรียงแนวคิดทั้งหมดเป็นหมวดหมู่และแยกเป็นประเด็น ๆ
ขั้นตอนที่ ๓ จัดทำเรื่องราวดังกล่าวให้เป็นส่วนเดียวกัน (ที่ประชุมเรียกกิริยาดังกล่าวว่า มัดปุ๊ก ส่วนต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว)
ขั้นตอนสุดท้าย นำเรื่องต่าง ๆ ที่มัดรวมกันนั้นสร้างเป็นพะเยาแบนด์ หรือพะเยาโมเดล พื่อให้นักทำงานสายเดียวกันปฏิบัติ
นมัสการ
แบบการบริหารวัด (ทั้งพระและชาวบ้านร่วมกัน) นี่จะเรียกว่า พะเยาโมดึล หรือเปล่าครับ ;-)
น่าจะเรียก สาธารณโมเดล มากกว่า
การบริหารจัดการวัดแนวทางดังกล่าว เป็นการบริหารที่เรียกว่าประชาชนมีส่วนร่วม-ถ้ามองในแง่ดี
แต่ถ้ามองในแง่เสีย ก็เรียกว่า กรรมการครึ่งหนึ่ง-วัดครึ่งหนึ่ง อะไรประมาณนั้น!
เจริญพร...