ถ้าเราไม่มีสตางค์มากพอ จะมีหนทางมั๊ยสำหรับการไปเข้าเรียนที่โรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง
การเข้าโรงเรียนแบบนี้ เกือบทุกที่ก็ต้องมีการสอบผ่านเข้าไป ไอ้เจ้าข้อสอบก็ยากซะเกินคณา
ฝันอยากไปเรียนจริงๆ ก็ต้องเตรียมตัวอย่างมาก ต้องเรียนพิเศษ
จริงๆ ก็เรียนหนักกันอยู่แล้ว จนเด็กหลายคนท้อ กลายเป็นไม่ชอบการเรียนกันไปแล้ว
เพราะมากเกินไป นี่เราพูดถึงการเรียนในจังหวัดที่ตัวนักเรียนอยู่ ซึ่งไม่มีระบบการเรียนพิเศษอย่างดีมาตั้ง เราจะต้องเรียนกันกับครูในท้องถิ่น ซึ่งท่านเองก็สอนดี นะ
แต่โดยรวมจะมีวิชาที่เปิดสอนไม่ครบ ตามรายวิชาที่ต้องสอบแข่งขัน ตรงนี้คือปัญหาของเด็กที่เรียนในจังหวัดเล็กๆ ก็ทำให้จะต้องขวนขวาย
อย่างแรกที่ต้องทำ ซึ่งก็เป็นการทำกันต่อๆ กันมานะ นั่นก็คืออ่านหนังสือเอง หาหนังสือติวมาทำ หาข้อสอบเก่าจากอินเตอร์เน็ต ที่ทำอย่างนี้เพราะถือว่าเป็นวิชาไม่ยาก เช่น สังคม ภาษาไทย เป็นต้น
นักเรียนหลายคนก็มองข้ามไป แม้แต่คนที่ไปเรียนในโรงเรียนกวดวิชาที่มีเปิดสอน พวกเขายังไม่เรียนกันเลย ตอนเรียนวิชา วิทย์ คณิต อังกฤษ มีนักเรียนเต็มห้องเลย พอถึงคาบของวิชาไทย สังคม นักเรียนหายไปครึ่งห้อง อย่างนี้แหละ
จากที่กล่าวแล้วว่านักเรียนเค้าอ่านหนังสือเอง
เมื่อถึงฤดูกาลสอบแข่ง พวกเค้าก็ไปแข่งกันแบบความมั่นใจนี่ เต็มร้อยนะ คิดเอาเองเลยมั๊ง
วันสอบคนสอบมากมาย ทุกอย่างก็ดำเนินกันไป พอผลสอบออกมา คะแนนวิทย์ คณิต อังกฤษ ก็ทำได้ดีกว่าเพื่อนๆ แบบห้าเปอร์เซ็นต์ได้มั๊ง หรือบางทีอาจจะมากกว่านะ ส่วนวิชา ไทย สังคม คะแนนไม่ดี และปีนั้นเด็กจากพิจิตรก็ได้น้อยนิด และหลายๆ ปีต่อมาก็ยังเป็นเหมือนๆ เดิม
ผู้ปกครองหลายคนที่เฝ้าติดตาม ก็เริ่มเอ๊ะใจแล้วว่า ทำไมน้าเจ้าเด็กอนุบาล นว. ถึงเข้าได้มากมายแบบยกห้องเข้าไปเลย...
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณครับพี่คิม
ส่วนใหญ่เด็กต่างจังหวัด ก็ไม่ได้เรียนมาจากโรงเรียนดังๆหรอก แต่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและพอเพียง เราจึงควรปลูกฝังให้นักเรียนรักถิ่นมากกว่าการแก่งแย่ง อยู่ กิน กัน ในเมืองใหญ่ๆ ขอเป็นกำลังใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ค่ะ
มาเป็นกำลังใจให้โรงเรียน ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่
ขอให้ใจสู้ก็แล้วกัน นะครับ
สวัสดีค่ะคุณ'เพชร'
สังคมของเรายังมีความเหลื่อมล้ำในทุกด้านแม้แต่การศึกษาของเรา
ผู้ที่มีความรู้ดีก็ฉกฉวยโอกาสทำ'ธุรกิจ'ทางการศึกษาคือการสอนพิเศษ
ซึ่งหารู้ไม่ว่านั้นคือหายนะอันใหญ่หลวง
การให้การศึกษาจึงไม่ได้พัฒนาคน
แต่เป็นการปลูกฝังการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น และความเห็นแก่ตัว
คนไทยจึงเสียเงินมากมายเพื่อแย่งกันเข้าถึงสถาบันการศึกษาที่ดังๆ
เมื่อเรียนจบแล้วคนล้นงาน ก็เกิดภาวะการณ์ 'สมองไหล'
ไม่มีงานคนก็ออกไปทำงานนอกประเทศ
และมีคนจากต่างประเทศเข้ามาทำงานแทน
ซึ่งเราจะต้องให้จ้างแรงงานที่สูงกว่าคนไทย
แม้แต่คนทำงานบ้านก็หาคนไทยทำยาก
เราก็ต้องจ้างคนจากลาวบ้างพม่าบ้างเดือนละ7,000 - 10,000 บาท
และถ้าเป็นครูเจ้าของภาษาค่าจ้างก็คิดเป็นรายชั่วโมง บวกค่าหัวคิวอีก
ผู้ปกครองก็ต้องพยายามดิ้นรนหาเงินส่งเสียให้ลูกเรียน
เป็นหนี้ ทั้งนอกระบบและในระบบวนเวียนกลับไปกลับมาสุดท้ายตอนจบ
การศึกษาไม่ได้พัฒนาคน...ประเทศไม่เกิดการพัฒนา เป็นหนี้ทั้งคนและประเทศ...
...ประเทศที่เราวิ่งตามเขา...ก็หัวเราะขำกลิ้ง...
ขอบคุณครับkrusorn
ขอบคุณครับ อาจารย์โสภณ เปียสนิท
ขอบคุณครับ ดร. พจนา - แย้มนัยนา
เป็นจริงอย่างอาจารย์ว่านะครับ ผมก็ใช้วิธีปรับประยุกต์นะครับ