ชีวิตที่ต้องก้าวไป...

 

 

 

ชีวิตที่ต้องก้าวไป...

  

            ผู้เขียนสังเกตจากตัวเองว่า ตลอดระยะเวลาที่คนเราเติบโตขึ้นมาจากวัยเด็กมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ เปรียบเสมือนตัวเรามีทั้งสุข ทุกข์ คละเคล้าปะปนอยู่บนการดำเนินชีวิตจริงบนโลกละครใบใหญ่ ยิ่งเข้าสู่วัยบั้นปลายชีวิตยิ่งแล้ว...เมื่อพ้นจากปัญหาของตัวเอง พ่อ แม่ ก็ต้องพบเจอปัญหากับลูก หลาน...นี่กระมัง ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า "วงจรของการเกิดมาเป็นมนุษย์"...

            ช่วงนี้ ชีวิตการทำงานของผู้เขียนได้ดำเนินไปเรื่อย ๆ เพราะงานในช่วงนี้ มีมากจริง ๆ ผู้เขียนก็พยายามจัดลำดับความสำคัญของงานให้ออกแล้วก็ดำเนินการ ค่อย ๆ ทำไปทีละเรื่อง ทีละอย่าง จนงานก็สำเร็จไปทีละเรื่อง บทสรุปของงานในช่วงนี้ เป็นไปโดยได้ผลแห่งความพึงพอใจนั้น เรียกว่า "ได้รับผลสำเร็จเป็นไปตามที่ผู้เขียนตั้งใจจะให้เป็น นั้น มาก - มากที่สุด" ได้รับความร่วมมือกับหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ว่าน้อง ๆ ที่ทำงานภายในกองบริหารงานบุคคลและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย ต่างตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเองที่รับผิดชอบและให้เกิดผลสำเร็จร่วมกัน

            การทำงานในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรนี้ ความจริงจะเป็นผลค่อนข้างที่เห็นได้ยาก เพราะเป็นการทำงานเกี่ยวกับ "คน" ซึ่งการที่ทำให้เกิดการพัฒนาที่ค่อนข้างยากนั้น เหตุเพราะแต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกัน ต่างคนต่างก็เกิดความคิดคนละมุมมองกัน จึงทำให้การพัฒนาบุคลากรของประเทศนั้น เป็นไปค่อนข้างยากจริง ๆ แต่สำหรับในช่วงนี้ ผู้เขียนมีความคิดว่า ภาพลักษณ์ภายในมหาวิทยาลัยในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรนั้น เป็นไปค่อนข้างได้ผลเป็นที่พอใจมาก ๆ สำหรับผู้เขียน...เพราะในอนาคตจะแสดงถึงผลสำเร็จในการพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัย

             เรียกว่า "งาน" ในช่วงนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่...แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ สำหรับชีวิตมนุษย์ เมื่อไม่มีปัญหาเรื่องงาน ก็ต้องหันกลับมาดูแลทางบ้านหรือครอบครัวของเรา...ทำให้เห็นว่า ผู้เขียนมุ่งทำงานมากจนเกินไป ทำให้เวลาในการดูแลครอบครัวนั้น ไม่ค่อยได้อยู่ร่วมกับครอบครัวเลย ทำให้สัปดาห์นี้ วันเสาร์ เกิดความคิดว่า เย็นวันศุกร์คงต้องกลับไปบ้านอีกหลัง คือ ที่พรหมพิราม ซึ่งมี ตา พ่อบ้าน น้องเพรียง + น้องอ้อม สมาชิกในบ้านอยู่ที่นั่น ผู้เขียนจึงชวนพี่ภัครขับรถยนต์ไปนอนค้างคืนที่บ้านพรหมพิรามกันดีกว่า...เพราะช่วงนี้ พ่อของผู้เขียนก็ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ เนื่องจากอายุมาก เป็นเพราะโรคของคนแก่...จึงทำให้พ่อบ้านต้องไปคอยดูแลแทนผู้เขียนกับน้องสาว...

             ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา มีความรู้สึกว่าอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เพราะบรรยากาศคล้าย ๆ กับเมื่อตอนตัวผู้เขียนเป็นเด็ก ๆ...(แต่ขาดอยู่อย่างเดียว คือ "แม่")...สำหรับน้องเพรียง + น้องอ้อม ตอนนี้ เริ่มเข้าสู่มหาวิทยาลัยชีวิต โดยทำการเพาะเห็ดนางฟ้า ซึ่งตอนแรกก็ค่อย ๆ เริ่มไปทีละนิด และก็ค่อย ๆ ขยับการลงทุนเพิ่มขึ้น...พี่ภัครยังบอกกับผู้เขียนว่า น้องเพรียงไม่อดตายหรอกแม่ ถ้า "ขยัน" ทำมาหากิน ผู้เขียนยังคิดต่อว่าคงจะต้องลงทุนให้กับลูก โดยทำโรงเพาะเห็ดนางฟ้า ซึ่งสามารถทำเป็นอาชีพเสริมรายได้ได้อีกวิธีหนึ่ง...

               ช่วงเย็นได้ทำกับข้าวรับประทานกันพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งผู้เขียนก็สังเกตว่า ตา รับประทานข้าวได้มาก แล้วก็มีแรงเดินได้ดีกว่าครั้งก่อน ๆ แล้วผู้เขียนก็ต้องขับรถยนต์กลับบ้านที่พิษณุโลก เพราะพรุ่งนี้ที่มหาวิทยาลัยมีการประชุมสภา ฯ ก็ต้องเข้าร่วมประชุมกับเขาอีก จึงทำให้ต้องรีบกลับมาบ้านก่อน...ระหว่างขับรถยนต์กลับมาคนเดียว เพราะพี่ภัครขออยู่กับพ่อเรที่บ้านพรหมพิรามก่อน เนื่องจาก ม. ยังไม่เปิดเรียน... ทำให้ผู้เขียนก็คิดไปเรื่อยเปื่อยว่า "ทำไมชีวิตของผู้เขียนจึงเหมือนกับต้องดิ้นรน ขวนขวายไปเรื่อย ๆ เพราะอะไร" เหตุที่คิดเพราะว่า ก่อนกลับมาบ้านที่พิษณุโลก พ่อบ้านก็เรียกผู้เขียนและพี่ภัคร ไปสั่งและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสมุดเงินฝากธนาคารว่ามีที่ไหน อยู่ตรงไหน เก็บไว้ที่ใดบ้างให้ผู้เขียนกับพี่ภัครฟัง เพราะพ่อบ้านจะเป็นคนที่คิดไกล เกรงว่าถ้าตนเองเป็นอะไรไป คนข้างหลังจะไม่รู้เรื่อง...บางครั้งพวกเราก็จะบอกว่า พ่อเรชอบคิดมาก...แต่การคิดมากของพ่อเร พวกเราเข้าใจว่า "เป็นสิ่งดี พวกเราจะได้มีการเตรียมตัว เป็นการวางแผนชีวิตที่ดี"...

              แต่!!!...ก็คิดว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะเมื่อ 2-3 วันก่อน พ่อบ้านก็เกิดอุบัติเหตุ คือ กำลังช่วยน้องเพรียงทำที่วางเห็ดนางฟ้า แต่เกิดอุบัติเหตุ ขวานหลุดจากด้ามแล้วก็มากระเด็นถูกหัวแม่มือทำให้เลือดไหลไม่หยุด...เท่านั้นเอง พ่อบ้านก็เกิดอาการ คือ เห็นเลือดไม่ได้ ถ้าเห็นก็จะเป็นลมไปทุกที...ครั้งนี้ก็เช่นกัน พ่อบ้านก็เกิดอาการเป็นลมเพราะเห็นเลือดหยด...หมดสติไปโดยไม่รู้ตัว แถมก็ปัสสาวะออกมาอีก ซึ่งกรณีหลังนี้เพิ่งเกิดขึ้น (สมัยก่อน ๆ ผู้เขียนและลูก ๆ ทราบดีว่า ถ้าพ่อเรเห็นเลือด พ่อเรจะเป็นลมทุกครั้ง)...พ่อบ้านสังเกตอาการของตัวเองแล้วไม่ค่อยดี จึงบอกกับผู้เขียนว่า คนเราประมาทไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเราจะจากไปวันไหน จึงได้เรียกพี่ภัครกับผู้เขียนไปบอกเรื่องดังกล่าวข้างต้น...

             ระหว่างขับรถยนต์กลับมาบ้านพิษณุโลก คนเดียวก็ทำให้ผู้เขียนคิด ทบทวนมาตลอดทางว่า...ถ้าไม่มีพ่อบ้าน ผู้เขียนก็ต้องอยู่เป็นหลักให้กับลูก ๆ ต่อไป แม้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อตัวผู้เขียนก็ตาม...