ท่ามกลางเสียงที่หวังดีว่า...จะไปอยู่หรือภูเก็ต...ไม่กลัวฟ้าฝน.อากาศที่แปรปรวนหรือ....

แต่พวกเรา...สามสิบกว่าชีวิต ก็ เดินทางไปภูเก็ต

พวกเราเชื่อในข้อมูลที่ได้รับ...คนใต้ไม่หลอกลวง...

ก่อนไปสิบวัน ผมโทร. คุยกับคนภูเก็ตวันเว้นวัน อีกห้าวันเดินทาง ผมโทร. คุยกับคนภูเก็ตทุกวัน.....

วันที่ 31 มีนาคม 2554 เที่ยงคืนพวกเราออกเดินทางจากกำแพงเพชร ถึงสนามบินสุวรรณภูมิห้านาฬิกา 

แม้ว่าส่วนใหญ่ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน ไม่เคยเช็คอินฝากกระเป๋า พวกเราก็ใช้เวลาไม่นานได้ตั๋วเรียบร้อย ทั้งนี้ก็ด้วยการต้อนรับและบริการที่ดีของพนักงานแอร์เอเชีย

1 - 3 เมษายน 2554 คณะของพวกเรามีความสุขมาก ท้องฟ้าเหนือภูเก็ต เกาะพีพีและอ่าวพังงา แจ่มใสมาก พวกเราไม่ได้โดนละอองฝนเลย

ไม่ใช่แค่นั้น....ฟ้ายังเปิดที่แหลมพรหมเทพ...พวกเราพบแสงแดดที่นั่น..

นับว่าโชคดีแท้ๆ.......


ขณะที่เดินไปหาประตูขึ้นเครื่อง พวกเราก็มีความสุขมาก....

คุณสาวๆ ถ่ายรูปบนทางเลื่อนสนุกสนานจนลืมว่า ต้องเว้นที่ว่างให้คนอื่นที่เขารีบเดินไปก่อน (นึกว่า..จะหยุดยืนให้ทางเลื่อนพาไปอย่างเดียวละซี...)

คุณฝรั่ง....จำต้องขอแทรก (Sorry นะครับ)


แอร์เอเชีย ลำใหม่สมคำโฆษณา เบาะเอี่ยมกว้างขวาง นางฟ้ายิ้มสวย พูดเพราะ บริการดี

ชาวลุยไหนลุยกัน...ขึ้นนั่งประจำที่อย่างคล่องแคล่ว ยังกับว่าขึ้นเครื่องอย่างช่ำชอง และคุยกันอย่างไม่อายฝรั่ง...(เพราะฝรั่งเองก็คุย....ฮ่า..)

แอร์เอเชียทะยานขึ้นฟ้าด้วยความเร็วสม่ำเสมอจนแทบไม่รู้สึก วันนั้นพวกเราแทบทุกคนใช้บริการอาหารเช้าบนเครื่อง ผมลืมไปแล้วว่าลิ้มรสชาติอาหารอะไร จำได้เพียงว่า....อร่อยมาก...ตามด้วยกาแฟ..ซึ่งก็อร่อยจริงๆ (ไม่ได้ค่าเชียร์นะครับ...)

 

พวกเราถึงสนามบินนานาชาติภูเก็ตตรงเวลา....ล้อเครื่องบินสัมผัสพื้นอย่างนิ่มนวล เยี่ยมมาก 

รอไม่นานเราก็ได้รับกระเป๋ากันทุกคน และพร้อมเกินร้อยที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์แห่งความสุข ในช่วงเวลาอันสั้นเพื่อเป็นรางวัลแก่ชีวิต

รถบัสปรับอากาศแม้ว่าจะเก่าไปนิด แต่..ที่นั่งดี สะอาดสะอ้าน ที่สำคัญพนักงานขับรถนิสัยดีมากรอเราอยู่แล้ว

วัดพระทอง (พระผุด) เป็นจุดหมายแรก...พวกเรากราบพระขอพรจากองค์พระประธานที่มีให้เห็นเพียงครึ่งองค์

 

 

วัดพระทอง เป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีตำนานเล่าต่อกันมาว่า

มีเด็กเลี้ยงควายได้เอาควายไปผูกไว้กับพระเกตุมาลาเพราะคิดว่าเป็นไม้  หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน  ทั้งเด็กและควายก็เสียชีวิตลงโดยไม่ทราบสาเหตุ (อืม...น่าสงสารเด็กนะครับ...)

ต่อมาพ่อของเด็กได้ฝันว่า สาเหตุที่บุตรตายเป็นเพราะเอาควายไปผูกไว้ที่พระเกตุมาลาของพระพุทธรูป  เขาจึงไปดูในตอนรุ่งเช้า จึงรู้ว่าเป็นพระพุทธรูปที่จมอยู่ในดิน  แต่ขุดขึ้นมาได้เพียงแค่ครึ่งองค์เท่านั้น  ภายหลังมีพระธุดงค์มาสร้างวัดแห่งนี้ขึ้น 

มีเรื่องเล่าอีกว่าเมื่อพระเจ้าปะดุงยกทัพพม่ามาตีเมืองถลางนั้น  ทหารพม่าพยายามขุดองค์พระผุดขึ้นมาจากพื้นดิน  เพื่อนำกลับไปพม่าแต่ไม่สำเร็จ  เพราะขุดลงไปคราใดก็มีฝูงมดและแตนไล่ต่อยจนต้องละความพยายาม ประจวบกับที่กองทัพไทยยกมาช่วย พม่าจึงล่าถอยไป 

(ขออภัย...อ่านต่อตอน 2 คลิกเลยครับ..)