การนอนหลับถือเป็นกิจวัตรสำคัญไม่แพ้การกิน หลายคนเลือกที่จะอดกินมากกว่าอดนอน การนอนหลับไม่ต่างอะไรกับการชาร์ตแบตเตอรี่ให้ตัวเอง เพื่อให้ฟื้นคืนพลัง พร้อมที่จะทำงานต่อไป
ตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่าเรานอนหลับพักผ่อนเพียงพอคือ ความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ซึ่งไม่ได้ขึ้นกับจำนวนเวลาที่นอนหลับ แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพในการนอนหลับ
ส่วนตัวมักใช้การนอนหลับเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพบ่อยๆ เช่น หากมีอาการง่วงนอนแสดงว่าช่วงนั้นร่างกายอ่อนเพลีย พักผ่อนไม่เพียงพอ จะสังเกตเห็นว่า เมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนเพลีย เราจะต้องการนอนหลับมากเป็นพิเศษ หากมีอาการนอนไม่หลับ/หลับไม่สนิท (หลับๆ ตื่นๆ)/หลับแล้วฝัน (ทั้งฝันดีและฝันร้าย) บางคนถึงขั้นกัดฟันหรือละเมอ ซึ่งแสดงว่าจิตไม่สงบ มีความวิตกกังวลหรือความเครียด ฉะนั้นเวลามีคนบอกว่า นอนหลับฝันดี จึงขอเปลี่ยนเป็นนอนหลับสนิท ไม่ต้องฝันจะดีที่สุด
ผลกระทบจากการนอนหลับแบบไม่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อสุขภาพ เช่น ดวงตาไม่สดใส อ่อนเพลีย ร้อนใน หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย สมองทึบ (ไม่ปลอดโปร่ง) เป็นต้น
นอกจากนี้ การนอนหลับยังเป็นวิธีการบำบัดรักษาตัวเองขั้นพื้นฐานในรูปแบบธรรมชาติบำบัดที่ทำได้ง่าย จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำ ปวดหัว หลังจากได้นอนหลับตื่นหนึ่ง อาการดังกล่าวก็หายเป็นปลิดทิ้ง ก็ทำให้เห็นประโยชน์และความสำคัญของการนอนหลับเพิ่มขึ้นอีก
หมายเหตุ หากผู้อ่านเคยได้รับประโยชน์จากการนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ เชิญมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์กันนะคะ
สวัสดีค่ะ
ชอบนอนหลับสนิทแบบไม่ฝันมากที่สุดค่ะ เพราะตื่นมาจะรู้สึกสดชื่น
แต่ถ้าต้องนอนหลับแบบฝัน ก็ขอเป็นฝันดีแล้วกันนะคะ...
ฝันร้ายแล้วเหนื่อย รู้สึกใช้พลังงานไปกับความฝันเยอะเกินไปค่ะ 555
ครูดาหลาพบว่าการนอนหลับสนิท เกิดจากการงดรับประทานอาหารมื้อเย็นค่ะ หลับยาวตื่นเช้าด้วยความสดชื่นด้วยค่ะ
จากการทดลองด้วยตัวเอง งดรับประทานอาหารตั้งแต่ช่วงบ่าย ถ้าหิวก็ดื่มนมหรือน้ำ กระเพาะคงไม่ได้ทำงานหนักทำให้นอนหลับยาวเลยค่ะ ใครที่เป็นโรคนอนไม่หลับลองใช้วิธีนี้ดูได้นะคะ แรกๆต้องทนหิวหน่อยค่ะ พอสามวันผ่านไปก็พอทนได้ อาการของโรคกระพาะ โรคหอบภูมิแพ้ก็หายไปโดยที่ไม่ต้องกินยาค่ะ