โครงการปิดทองหลังพระดำเนินการสร้างรูปแบบการแก้ปัญหาความยากจน ต่อยอดขยายผล จากโครงการตามพระราชดำริที่จังหวัดน่าน ได้ผลเป็นที่ฮือฮา และผมมีบุญได้ไปเยี่ยมชื่นชมและ เรียนรู้ ดังเล่าที่นี่ พื้นที่ต่อมาของโครงการ คือที่ ต. กุดหมากไฟ อ. หนองวัวซอ. จ. อุดร ทำไปเพียง ๒ เดือน "คุณชายดิศ" (มรว. ดิศนัดดา ดิศกุล) ก็เล่าให้ ดร. กฤษณพงศ์และผมฟังว่า เกิดผลยิ่งใหญ่ และต้องการหาทางดึงสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมเดินทางไกลในการพัฒนาพื้นที่ จึงเป็นที่มาของ “โครงการศึกษาดูงาน การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อศึกษาแนวทางเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับชุมชน” ระหว่างวันที่ ๓๐ เม.ย. – ๑ พ.ค. ๕๔ ดังข่าวนี้ และที่นี่ และผมได้ไปเห็นเทคโนโลยีการจัดการน้ำแบบ “อ่างพวง” ตามแบบที่ไปเห็นที่ จ. น่าน ก็เห็นได้ทันทีว่า เมื่อมีน้ำ และชาวบ้านลุกขึ้นมารวมตัวกันช่วยตัวเอง ขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพการเกษตรหลากหลายด้าน โอกาสมีรายได้เพิ่มชึ้นปีละหลายเท่าของที่เคยได้อยู่เดิม ก็เป็นไปได้แน่นอน โดยเราได้ไปดูฟาร์มตัวอย่างของชาวบ้าน ๒ รายตามข่าว
เป้าหมายของโครงการปิดทองหลังพระ คือยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่เป้าหมาย ใน ๓ ระยะ ตามตัวย่อ 3S คือ Survival (อยู่รอด) Sufficient (อยู่อย่างพอเพียง) และ Sustainable (อยู่อย่างยั่งยืน) ตามเค้าที่เห็นที่บ้านโคกล่าม และบ้านแสงอร่าม โดยที่ช่วงที่ ๒ (อยู่อย่างพอเพียง) และ ๓ (อยู่อย่างยั่งยืน) นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องการการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงในคนและชุมชนหลากหลายด้านอย่างซับซ้อน เพื่อเอาชนะ 3G ตามคำของคุณชายดิศ คือ Greed, Growth และ Global Warming นี่คือที่มาของการที่โครงการปิดทองฯ ต้องการให้มหาวิทยาลัยเข้าไปทำงานเป็นภาคีร่วมมือกัน
เพราะเมื่อมีรายได้เพิ่มพรวดพราด อบายมุข และความเป็นอยู่ฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็นก็จะตามเข้าไปตามกลไกตลาดและการโฆษณา หากชาวบ้านไม่รู้เท่าทันด้วยตนเอง เงินที่ได้เพิ่มขึ้นจะกลายเป็นพิษทำลายตนเอง ครอบครัว และชุมชน
ท่านองคมนตรี ศ. นพ. เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และหัวหน้าคณะศึกษาดูงาน ได้ให้คำแนะนำว่า สถาบันอุดมศึกษาต่างสามารถแสดงบทบาทร่วมมือกับมูลนิธิปิดทองฯ ใน ๕ ประเด็นใหญ่ ดังนี้
๑. ศึกษาต้นทุนความรู้จากแหล่งต่างๆ ได้แก่ (๑) โครงการพระราชดำริ ประมาณ ๔,๐๐๐ โครงการ ทั่วประเทศ (๒) มูลนิธิโครงการหลวง ๓๘ ศูนย์ ๔ สถานี ใน ๔ จังหวัดภาคเหนือ (๓) โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา (๔) โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการอื่นในสมเด็จย่า (๕) มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ และโครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (๖) โครงการในสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (๗) พื้นที่ต้นแบบและพื้นที่ขยายของมูลนิธิปิดทองหลังพระ ที่จังหวัดน่าและจังหวัดอุดรธานี (๘) ประวัติชุมชนที่สืบสานแนวพระราชดำริ
๒. ถอดความรู้ หรือถอดบทเรียน เป็นชุดความรู้อย่างน้อย ๖ ชุด คือ (๑) การจัดการดิน (๒) การจัดการน้ำ (๓) การเกษตร – ปศุสัตว์ – ประมง (๔) การป่าไม้ (๕) สิ่งแวดล้อม (๖) พลังงานทางเลือก
๓. นำชุดความรู้ไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ (๑) สร้างเป็นรายวิชา หรือหลักสูตรสำหรับนักศึกษา (๒) สร้างหลักสูตรฝึกอบรมประชาชนทั่วไป (๓) เป็นหัวข้อวิจัยต่อยอด (๔) เป็นกิจกรรมในการเรียนรู้จากชุมชน ของอาจารย์และนักศึกษา
๔. สนองนโยบายของรัฐ หนึ่งจังหวัด หนึ่งมหาวิทยาลัย
๕. เสนอทางเลือกแก่สังคม ในตัวอย่างหัวข้อ (๑) การแก้ปัญหาความยากจน และการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสังคม (๒) วิกฤตอาหาร (๓) วิกฤตพลังงาน (๔) วิกฤตประชากรล้นโลก (๕) ภาวะโลกร้อน
อธิการบดีที่ไปร่วมบางท่านบอกว่าจะลงนามความร่วมมือกับมูลนิธิปิดทองฯ ทันที อธิการบดี รศ. ดร. บุญสม ศิริบำรุงสุข กลับจากอุดรก็เดินทางต่อไปประเทศจีน แต่ก็ได้สั่งการทาง อี-เมล์ ให้รองอธิการบดีและคณบดีเตรียมการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำความเข้าใจ และส่งทีมงานไปลงพื้นที่ของโครงการปิดทองฯ เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือ
ผมเองได้ส่ง อี-เมล์ ถึงท่านเลขาธิการ สกอ. ตั้งแต่คืนวันที่ ๓๐ เม.ย. ๕๔ ว่าขอให้รวบรวมแผนกการดำเนินการสร้างระบบผลงานวิชาการรับใช้สังคม และความคืบหน้า เข้าหารือผลักดันการปฏิบัติในการประชุม กกอ. เดือนมิถุนายน เพื่อเป็นการปูโครงสร้างพื้นฐานอำนวยความสะดวกต่อการจัดการระดับมหาวิทยาลัย ในการนำมหาวิทยาลัยเข้าทำงานรับใช้ชุมชนอย่างเป็นระบบ
การเดินทางครั้งนี้สำหรับผมจะว่าเหนื่อยก็เหนื่อย แต่ก็ชื่นใจและให้ความหวัง ว่าได้ช่วยปลุกใจผู้บริหารมหาวิทยาลัยจำนวนเกือบ ๒๐ คน ให้เห็นโอกาสและความจำเป็นที่จะต้องออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ออกมาทำงานให้แก่บ้านเมืองอย่างเป็นระบบและจริงจัง และมีโอกาสที่จะประสานงานร่วมมือกับหน่วบงานหลักอีกหลายหน่วยงาน เพราะผู้ใหญ่ของหน่วยงานร่วมเดินทางไปด้วยทั้ง ๒ วัน ได้แก่ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เจ้ากรมกิจการพลเรือนกองทัพบก ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผอ. สถาบันคลังสมองของชาติ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (ศ. ดร. กนก วงษ์ตระหง่าน) นายก อบจ. อุดรธานี เป็นต้น รวมแล้วขบวนนี้มีคนมากถึงประมาณ ๑๐๐ คน
ผมกลับมา AAR กับตนเองที่บ้านว่า สิ่งที่ชาวบ้านต้องการเรียนรู้มากที่สุดคือ (๑) การฟื้นฟู inspiration / motivation ต่อการช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือกันเอง เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในการดำรงชีพในชุมชนหรือพื้นที่ของตน (๒) ทักษะการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จากการทำงาน หรือการดำรงชีวิตของตน ซึ่งก็คือการจัดการความรู้ของชาวบ้านนั่นเอง
วิจารณ์ พานิช
๓ พ.ค. ๕๔
|
บรรยากาศในห้องประชุมบรรยายสรุปที่โรงแรมประจักษ์ตรา
|
|
คณะฯ กำลังฟังการบรรยายสรุปบนสันเขื่อนของอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย ทางขวามือคืออ่างเก็บน้ำ
|
|
ออกเดินจากสันเขื่อนไปยังแปลงสาธิตฟาร์มตัวอย่าง
|
|
ทางขวามือคือฟาร์มตัวอย่างของนายบุญมาก สิงห์คำป้อง
|
|
สระน้ำสองสี ส่วนที่สีคล้ำเพราะได้ใช้ฟางและขี้ควายหมักให้เกิดแพลงค์ตอน สำหรับเป้นอาหารปลา
|
|
แปลงพืชผักที่ให้รายได้งาม
|
|
ส่วนหนึ่งของขบวนรถ
|
|
โบสถ์วัดป่าเลไลย์ที่เราไปกินอาหารเที่ยงและประชุมกับชาวบ้านตอนบ่าย
|
|
บรรยากาศการประชุมในโบสถ์
|
|
ก่อนจบมีการถวายสังฆทาน
|










May I call for your attention to
ดร. แสวง รวยสูงเนิน's ความรู้เพื่อชีวิต
for examples:
เกษตรอินทรีย์ต้องเน้นระบบสำรอง และการหมุนเวียนธาตุอาหาร http://www.gotoknow.org/blog/sawaengkku/440387
ต้นไม้กับระบบเกษตรยั่งยืนในเขตร้อน http://www.gotoknow.org/blog/sawaengkku/440078
The indication is clear that further collaboration would benefit more people than a few groups.
I also see many other blogs in Gotoknow showing the same direction. Perhaps, a g2k banner group/cloud (eg. ไทยพอเพียง) can be set up to collect knowledge and ideas rather than having them scattering in so many groups (การเรียน...เกษตร...ข้อคิด...) as they are at the moment.
กราบเรียน อาจารย์หมอที่เคารพ
ภาคการศึกษา ๒/๒๕๕๔ ของ ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน หนูและนศ.จำนวน สามร้อยกว่าคน บุกพื้นที่ขยายผลโครงการปิดทองฯของ อ.ภูเพียง จ.น่าน โดยการเข้าพบนายอำเภอและคณะทำงานเพื่อวางแผนการทำงาน เวลานั้นไม่เคยคาดคิดว่าขั้นตอน กลวิธีที่พาเด็กทำ จะออกมาคลับคล้ายคลับคลา กับที่ อาจารย์และคณะได้เดินทางไปอุดรค่ะ
เกิดความปิติที่เริ่มจากทำแล้วเข้าไปโยงหาทฤษฎี..เพียงอยากเรียนว่า ..หนูและนักศึกษาทำงานปิดทองด้วยใจค่ะ..จะอย่างไรก็ตามถ้าใจมา..งานทุกอย่างก็เหมือนสวรรค์บันดาลให้เป็นไปอย่างตั้งใจได้...อยากเล่ามากกว่านี้แต่ยังเรียบเรียงได้ไม่ดีนัก..
ด้วยจิตคารวะ
จากลูกศิษย์คนหนึ่งของ รศ.ปาริชาติ วลัยเสถียร สำนัก มธ.ค่ะ
ปิยะนุช สินันตา