ตอนที่มีข่าวน้ำท่วมและดินถล่มเกิดขึ้นมา ก็มีเสียงลือแว่วกันมาว่า บนภูเขานั้นมีการบุกรุกที่และแผ้วถางทำเป็นสวนปาล์มและยาง
เมื่อชาวบ้านที่อยู่ใกล้เขาที่สุด และเป็นกลุ่มที่อยู่ในที่สูงที่สุด ชี้มือไปว่า โน่นบนเขาโน่นยังมีต้นซุงกองอยู่ ที่กลัวกันมากตอนนี้ก็คือ ฝนตกหนัก แล้วดินถล่ม น้ำพาซุงมาให้เกิดเหตุการณ์อีกรอบ ก็สอบถามเขาอยู่เหมือนกันว่า เป็นไปได้มั๊ย ที่มีคนไปปลูกปาล์มและยางเอาไว้บนยอดเขาที่เห็นลิบๆโน่น
ชาวบ้านปฏิเสธคอเป็นเอ็นว่า ไม่มีหรอกต้นปาล์ม ยางที่ว่า แล้วเขาก็วิเคราะห์ให้ฟังว่า ต้นไม้ที่มากับน้ำ เห็นๆกันอยู่ว่า ขึ้นในป่าทั้งนั้น ทุกๆต้นที่ไหลลงมา ไม่มียาง ปาล์ม
สายตาที่เขาเงยขึ้นไปมองภูเขา บอกชัดถึงความกังวลจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำ
ระหว่างทางที่ได้ไปคุยกับอสม.ที่จะใช้ไม้ทุเรียนสร้างบ้าน ได้ยินน้องมนเอ่ยว่า พี่ต้องช่วยหาคนมาขนไม้นะ งานนี้แหละหนักที่สุด เพราะว่าไม่มีเครื่องจักรมาชักลากได้
ตรงนี้ทำให้นึกขึ้นได้ เมื่อคำนึงถึงเรื่องกองไม้ที่มีกอเถาวัลย์ขวางอยู่ แล้วภาพหนึ่งก็แวบเข้ามาทำให้สะดุ้ง ตรงจุดที่ได้ไปเห็นไม้เถาพยุงต้นซุงไว้ มีหลายจุดที่หมิ่นเหม่ สามารถร่วงต่อลงมาได้ ไม่ต้องมีน้ำพาหรอก แค่มีแรงสั่นสะเทือนก็เกิดได้แล้ว เพราะล้วนวางตัวไว้บนทางลาดชัน
ช่วงนี้เป็นหน้าฝน เจ้าเถาวัลย์นี้ยังเจริญเติบโต แต่ต่อไปเมื่อเข้าหน้าแล้ง ที่นี่จะมีความชื้นพอให้เถาวัลย์ไม่แห้งตายหรือเปล่า ถ้าหากว่าไม่เกิดปัญหาเถาวัลย์แห้งตาย ชาวบ้านก็ยังปลอดภัยในหน้าแล้ง แต่ถ้ามันแห้งตายได้ละก็ หน้าแล้งก็จะเกิดภัยในรูปแบบเดิม แต่คราวนี้ไม่ได้มาจากน้ำ แต่เป็นผลตามมาของธรรมชาติที่เปลี่ยนไป
เมื่อเห็นมุมนี้จึงคิดได้ว่า ไม่รู้ว่าที่ทางการยื่นคำขาด ให้ชาวบ้านตัดสินใจแลกทุบบ้านหลังบ้านใหม่เสร็จ ๑๕ วันกับการรับงบทุบบ้านไปใช้สร้างบ้านใหม่นั้น มีเรื่องนี้แฝงอยู่ด้วยหรือเปล่า เพราะได้ยินชาวบ้านเล่าว่า ทางการก็บอกว่า เป็นการตัดปัญหา ไม่ให้ต้องมาคอยห่วงใยไม่สิ้นสุด
ที่จริงก่อนเข้าไปในพื้นที่ก็แวบถึงเรื่องที่พ่อครูแนะ ให้ปลูกไม้โตเร็วเพื่อช่วยอุ้มดิน แต่เมื่อไปถึงพื้นที่สูงอย่างที่นี่ ก็เห็นคำตอบว่ายากในการไปชวนใครๆมาปลูกในเวลาอย่างนี้ มีเรื่องซ้อนขึ้นมาอีกเรื่องของการกำหนดเขตป่า และป่าชุมชน เรื่องนี้น้องมนหลุดปากมาว่า ปัญหาในพื้นที่ยังมีอีกยาวนาน ในตอนนี้ทำได้เพียงแค่ค่อยๆชวนให้ชาวบ้าน หันมาตัดสินใจพึ่งตนเองเรื่องที่อยู่อาศัยให้ได้ก่อน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบ้านอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย
ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยในวันนี้ มีอยู่ราวๆ ๔ หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือนมีเท่าไร น้องมนก็ตอบไม่ได้แม่นยำ ทุกๆวันเขาต้องเช็คข้อมูลใหม่ ความไม่นิ่งของข้อมูลมาจากการเข้าไม่ถึงข่าวสารของชาวบ้าน ความลังเลในการเข้ามาสู่ระบบการช่วยเหลือ คนตกสำรวจไม่รู้จะวิ่งเข้าหาใครให้ช่วยเหลือ ฯลฯ
เราได้คุยกันในเรื่องของวิธีคิดเชิงป้องกันด้วย ความเห็นตรงกันคือเรื่องการจัดการแนวคลอง วันนี้สิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ เป็นเรื่องขนาดคลองที่สมควรจัดการ เพื่อให้สามารถรองรับน้ำที่ไหลบ่ามาเร็วอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว เรื่องที่ต้องคิดอ่าน มีทั้งระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่ง ณ เวลานี้ น้องมนเองหมุนตัวไม่ทันเรื่องเวลา
พื้นที่เขาพนมจึงต้องการจิตอาสา ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาลุ่มน้ำ และการพัฒนาความมีส่วนร่วม ลงมาเตรียมความพร้อมให้ชุมชนไปด้วย ใครก็ได้ที่สามารถช่วย คิดอ่านการลงมาช่วยไว้ได้เลย
เรื่องที่พ่อครูแนะนำนั้น ก็น่าจะมีพื้นที่ที่สามารถดำเนินการได้ แต่ก็คงต้องมีเวทีคุยกับชาวบ้านและทางการก่อน ด้วยที่ดินทำกินส่วนใหญ่ในพื้นที่แห่งนี้ เป็นที่สปก. และพื้นที่ของอพป. สำหรับที่ดินในความดูแลของอพป.นั้น ระหว่างนี้ก็อยู่ในสายตาของทางการว่า จะสามารถนำเข้ามาแทรกช่วย ให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยได้อย่างไร โดยไม่ผิดกม.
๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔
หวัดดีครับหมอ ปัญหาระยะยาวเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต้องร่วมคิด เพราะถ้าวางแผนผิด ก็เหมือนเอายางเข้าแถวแนวคิดของเกษตร
ที่สำคัญคือเปลี่ยนแนว คิดจุดประกายความคิด ไม่ให้ยึดติดในอาชีพเฉพาะแค่ยางกับปาล์ม ในพื้นที่จำกัด ยางไม่ตัด ปาล์มไม่ได้ขาย แต่ยังอยู่ได้ด้วยผลผลิตอย่างอื่น ผมชอบวิถีพ่อเฒ่าชาวนานาบ้านเรา เขาวางแผนอาชีพ วางแผนอนาคตไว้อย่างแยบยล "
"เขาเลี้ยงเป็ดไว้กินไข่ เลี้ยงไก่ไว้กินตัว เลี้ยงวัวไว้ไถนา เลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้าน เลี้ยงม้าไว้เดินทาง" เรื่องยากๆ งานยากๆ เรื่องที่เพื่อนไม่ เราคิดใช่มั้ยหมอ